ผู้ชนะ ผู้แพ้ จากอีกมุมหนึ่งของกรุงเทพฯ เขต 9
ผลการเลือกตั้งซ่อมหรือตามทางการคือ “การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่างลง” ของกรุงเทพมหานคร เขต 9 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม 2565 ที่ผ่านมานั้นไม่อาจที่จะเหมารวมได้ว่าเป็นภาพรวมของการจำลองการออกเสียงของคนทั้งประเทศได้อย่างแน่แท้
เพราะการเลือกตั้งซ่อมที่สงขลาและชุมพร ก็มีผลเป็นอีกอย่างหนึ่ง หรือแม้แต่ว่าจะเอาการเลือกตั้งในเขต 9 ไปเป็นภาพจำลองของการเลือกตั้งในกรุงเทพมหานครทั้งระดับ ส.ส. หรือผู้ว่าฯกทม. นั้นก็ยังอาจจะแทนภาพกันได้ไม่สนิทนัก
ในฐานะที่เป็นคนหลักสี่ผู้เติบโตในพื้นที่นี้ ต้องอธิบายว่า เขตบางเขน หลักสี่ และดอนเมือง มีความเป็น “ชานเมือง” ที่มีวัฒนธรรมแบบ “ชาวเมืองในต่างจังหวัด” อยู่สูง
บางเขน-หลักสี่ เป็นแผ่นดินที่มีประวัติศาสตร์ อันเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่คณะราษฎรตั้งยันกองทัพของ
กบฏบวรเดช เพราะถือว่าถ้าทะลุหลักสี่เข้าไปได้คือจะผ่านเข้าถึงกรุงเทพฯ และนำไปสู่ความพ่ายแพ้ของการอภิวัฒน์ เป็นดินแดนที่เปลี่ยวร้างจนมีการนำผู้คนรวมถึงอดีต 4 รัฐมนตรีมาอุ้มฆ่าในสมัยการเมืองยุค 2490 จนกลายเป็นรหัสสำนวนว่า “พาไปบางเขน” ซึ่งหมายถึงการบังคับสูญหายในปัจจุบัน
สมัยผมเด็กๆ สักราวปี 2530 ผู้ใหญ่ในละแวกบ้านหากเดินทางไปไกลเกินกว่าห้าแยกลาดพร้าว จะเรียกว่า “เข้ากรุงเทพฯ” แม้จนก่อนนี้ เรายังมีตลาดท้องถิ่น
มีร้านขายของชำแบบที่เห็นได้ตามต่างจังหวัด ศาลาริมถนนสไตล์กรมทางหลวง อย่างน้อยก็ก่อนที่รถไฟฟ้าสายสีเขียวจะลากเส้นมาถึง
ดังนั้น การเป็น “ส.ส.” สาย “ลงพื้นที่” เข้าหาประชาชนของ คุณสุรชาติ เทียนทอง จึงถือว่าถูกที่ถูกทางกับผู้คนในท้องที่ รวมถึงความสม่ำเสมอของคุณสุรชาติ ก็เป็นรูปแบบของ ส.ส. หรือผู้สมัคร ส.ส. ในต่างจังหวัด
คนหมู่บ้านแถบนั้นจะคุ้นชินกับป้ายประกาศว่า ในวันนั้นวันนี้ ทีมงาน ส.ส.สุรชาติ จะอาสามาฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้หมาแมวในซอย หลายครั้งเจ้าตัวก็มาเอง แม้แต่ตอนที่เป็น “อดีต ส.ส.” แล้วก็ตาม ซึ่งภาพน่ารักๆ ที่ครั้งหนึ่งคุณสุรชาติใช้ประกอบการหาเสียงที่น้องหมาน้องแมวแต่ละตัวทำหน้าตาสุดบรรยายในตอนที่เจ้าตัวลงเข็มฉีดยาก็กลายเป็นไวรัลในหมู่ผู้เอ็นดูน้อง
หรือในการระบาดครั้งแรกของโควิด-19 ช่วงกลางปี 2563 ในช่วงที่แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อขาดตลาด กลายเป็นของหายากมีราคาแพงขนาดต้องพรีออเดอร์กัน เมื่อสถานการณ์เริ่มดีขึ้นบ้าง คุณสุรชาติที่ไม่ได้เป็น ส.ส.แล้วในขณะนั้น ก็เข้ามาถามตามบ้านในซอยว่ามีใครขาดเหลือแอลกอฮอล์บ้าง ภาพความนอบน้อมของคุณสุรชาติต่อผู้มีอายุในซอยบ้าน และความเป็นกันเองกับคนรุ่นเดียวกันและเด็กๆ เป็นเรื่องเล็กๆ อันดีงามที่ผู้คนจดจำได้ในยุคสมัยอันยากลำบากเพราะ “การเมือง” นั้น ว่ายังมี “นักการเมือง” อดีตผู้แทนราษฎรที่ยังห่วงใยและเห็นหัวพวกเราอยู่
นอกจากนี้ ในท้องที่ก็ยังมีพื้นที่ที่เป็นชุมชนแออัดหรือหมู่บ้านที่ผู้คนมีความเป็นอยู่ที่ไม่ดี หรือชุมชน
ริมคลองด้วยส่วนหนึ่ง ก็ได้ทราบว่าคุณสุรชาติก็คอยไปดูแลพื้นที่เปราะบางเหล่านั้นได้อย่างดี ทั้งในตอนที่น้ำท่วมใหญ่ ช่วงความขัดแย้งทางการเมือง หรือการแพร่ระบาดของโควิด-19
ก็ไม่แปลกใจว่า ทำไมเขาจึงเป็นผู้ที่ทุกคนแม้แต่ผู้สมัครที่แพ้การเลือกตั้ง หรือแม้แต่คนที่มีความ
คิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน ถึงยอมรับในตัวคุณสุรชาติ ว่าชาวบางเขน-หลักสี่ โชคดีแล้วที่ได้เขากลับมาเป็นผู้แทนราษฎร
ไม่แปลกใจนักที่จะมีผู้วิเคราะห์ว่า ชัยชนะของผู้สมัครเบอร์สามจากพรรคเพื่อไทยนี้ ถือเป็นชัยชนะของ ส.ส.ประเภทลงพื้นที่เข้าหาชาวบ้าน
เรื่องนี้ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้มีสิทธิเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็มีมุมมองแตกต่างออกไปบ้าง
เพราะถ้าว่ากันในเรื่องการเข้าหาและช่วยเหลือประชาชนแล้ว เฉพาะในเรื่องนี้ คุณสิระ เจนจาคะ ก็ทำหน้าที่ได้ดีน่าพอใจ จากประสบการณ์ของหลายคนที่ได้สัมผัสหน้างาน และอย่างที่เขียนไปแล้วใน
คอลัมน์นี้หลายครั้ง คุณสิระเป็น ส.ส.ที่รับเรื่องราวร้องทุกข์จากชาวบ้าน และพยายามแก้ไขดูแลเท่าที่จะเป็นไปได้ รวมถึงการดูแลผู้คนในพื้นที่ในย่านชุมชนที่เปราะบางก็ทำได้อย่างที่ไม่แพ้ ส.ส.สุรชาติมากเท่าใดนัก เขาเคยแม้แต่ออกหน้า “ชน” กับเจ้าของโรงพยาบาลดังในพื้นที่ ทั้งๆ ที่ถือว่าเป็นพันธมิตรทางการเมืองกัน เพราะชาวบ้านร้องเรียนว่าเจ้าของโรงพยาบาลผู้นั้นน่าจะสร้างโรงพยาบาลสนามโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และก่อความเดือดร้อนหวั่นเกรงให้แก่ผู้คนในละแวกนั้น การที่คุณสิระยอมขัดแย้งในเรื่องนี้ แม้คนจะมองว่าเป็นเรื่องแตกคอกันเองกับพรรคพวก แต่ถ้าพิจารณาในอีกแง่มุม นั่นคือการแสดงบทบาทของ “ผู้แทนราษฎร” ที่ดีของคุณสิระต่อประชาชนที่เลือกเขามา
คะแนนที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นความพ่ายแพ้ยับเยินที่แสดงผ่านคะแนนที่ผู้สมัครหมายเลขเจ็ด พรรคพลังประชารัฐ คุณสรัลรัศมิ์ เจนจาคะ ที่เป็นภรรยาของคุณสิระ ก็อาจจะเป็นคำตอบที่น่าจะเจ็บปวดพอสมควร หากพิจารณาเฉพาะมิติของ ส.ส.ที่ลงพื้นที่และดูแลชาวบ้านในลักษณะเดียวกับคุณสุรชาติผู้ชนะการเลือกตั้ง จริงแท้ว่า ภรรยาก็ไม่ใช่เจ้าตัว
แต่ในจารีตทางการเมืองทั้งของไทยและระดับโลกก็ยอมรับมิใช่หรือว่า คะแนนเสียงของตัวนักการเมืองเองนั้นในหลายส่วนใหญ่ ก็ตกลงมาให้แก่คู่สมรสหรือทายาทได้เป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะเมื่อนักการเมืองคนนั้นวางมือไปแล้ว
ในทางกลับกัน ผู้ที่ได้ “รองแชมป์” ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็เป็นผู้สมัครหน้าใหม่จากพรรคที่ไม่เคยมี ส.ส.ในพื้นที่ และก่อนหน้านี้ก็ไม่มีผู้สมัคร ส.ส.มาทำกิจกรรมในพื้นที่ เพราะ คุณเพชร กรุณพล เทียนสุวรรณ นั้น แม้ว่าจะไม่ใช่คนนอกพื้นที่ แต่กระนั้นก็ต้องยอมรับความจริงว่า กิจกรรมทางการเมืองต่อคนในพื้นที่ของเขานั้นก็เพิ่งเริ่มต้นนับแต่วันเปิดตัวว่าจะลงสมัคร
อีกทั้ง “แนวทาง” ของพรรคก้าวไกลอันเป็นที่รู้กันนั้น คือการมุ่งหวังจะสร้างผู้แทนราษฎรแบบการเมืองรุ่นใหม่ ที่แยกอำนาจหน้าที่ของการดูแลพื้นที่ให้เป็นเรื่องระดับการปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนผู้แทนราษฎรนั้นต้องเป็นผู้แทนระดับชาติ ที่ทำหน้าที่ในทางนิติบัญญัติและในกิจการรัฐสภา จนบางครั้งเลยเถิดไปเป็นการดูแคลน ส.ส.ใน “การเมืองเก่า” ที่ไปงานบวชงานศพชาวบ้านเข้าให้เสียอีก
การที่พรรคซึ่งมีแนวทางเช่นนี้ และส่งคนใหม่ที่ไม่เคยลงพื้นที่ดังที่ว่า สามารถได้คะแนนมาเป็นที่สองด้วยคะแนนระดับสองหมื่นคะแนน เอาชนะแม้แต่อดีต ส.ส.ที่มีฐานเสียงของตัวเองอยู่พอสมควรในพื้นที่แล้ว ก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นข้อพิสูจน์ว่า “การเมืองแบบลงพื้นที่” อาจจะไม่ใช่คำตอบเดียวที่ทำให้คุณสุรชาติได้ชัยชนะไป
ทั้งในอีกทางหนึ่ง สิ่งที่อาจเรียกได้ว่า เป็นปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นแง่มุมบางอย่างของการเมืองในการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ คือคะแนนของผู้สมัครหมายเลข 1 จากพรรคไทยภักดี ที่ได้ไปถึง 5,900 กว่าคะแนน เรียกว่าแพ้พรรคที่เคยเป็นอดีต ส.ส.อย่างพลังประชารัฐ ที่ผู้สมัครเป็นภรรยาของอดีต ส.ส.ผู้ลงพื้นที่โดยสม่ำเสมอ เพียงประมาณพันกว่าคะแนนเท่านั้นเอง
ซึ่งถ้าจะมองว่านี่เป็นชัยชนะจากผู้สมัครที่แทบไม่มีใครจำชื่อได้ ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหน แทบไม่มีป้ายหาเสียง หรือไม่เคยลงมาหาเสียงแบบเดินตามซอย (ซึ่งพรรคที่ได้ที่หนึ่งถึงสี่ทุกพรรคทำหมด อย่างน้อยทั้งสี่คนก็เคยขึ้นรถแห่เวียนมาในหมู่บ้านผม) แต่กลับได้คะแนนไปถึงขนาดนั้น
อาจจะกล่าวได้ว่า ทุกคะแนนที่เขาได้คือคะแนนที่พรรคไทยภักดีได้ อันเป็นคะแนนที่ได้เพราะอุดมการณ์และแนวทางของพรรคที่ชัดเจนว่าจะไปในแนวทางขวาจัด ซึ่งไม่ได้มีนโยบายอะไรชัดเจนนอกจากมุ่งปกป้องสถาบัน และพร้อมจะสกัดฝ่ายการเมืองทุกฝ่ายที่พวกเขาเห็นว่าไม่ได้จงรักภักดีต่อสถาบันเท่าพวกเขา สิ่งนี้ปรากฏชัดจากการหาเสียงซึ่งน่าจะเป็นครั้งเดียวของผู้สมัคร ส.ส.ที่ว่า ที่เหมือนกับเป็นการ “รวมดาว” ของตัวจี๊ดของฝั่งอนุรักษนิยมขวาจัดสุดขั้ว ที่การอภิปรายไม่ได้มีเนื้อหาอะไรมากไปกว่าการยืนยันปกป้องสถาบันและพูดจาโจมตีฝ่ายตรงข้าม
มีนักวิเคราะห์ทางการเมืองเคยเตือนว่า การชูประเด็นเรื่องสถาบันในการหาเสียงอาจจะเป็นผลร้ายทิ่มแทงหากคะแนนออกมาน้อยหรือไม่น่าพอใจ เพราะออกจะสุ่มเสี่ยงที่ผู้คนนำไปแปลกลับและคิดเป็นอื่น
แต่ต้องยอมรับว่าคะแนนเกือบหกพันคะแนนนี้ไม่น้อยเลย เมื่อเทียบกับผู้สมัครที่มี ส.ส.อยู่แล้วในสภา อย่างพรรคครูไทยเพื่อประชาชน ที่ได้ไปเพียง 300 กว่าคะแนน ซึ่งน่าจะเป็นคะแนนจากเครือข่ายพรรคซึ่งก็น่าจะมีไม่น้อย หรือผู้สมัครจากพรรคไทยศรีวิไลย์ ที่มี “พี่เต้ พระราม 7” นาย มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เป็นหัวหน้าพรรคอยู่ ที่ได้ไปราว 200 กว่าคะแนน ทั้งๆ ที่ “พี่เต้” พยายามชูว่า ใครไม่ชอบลุงตู่เราคือ พวกกัน แต่ก็ยังได้คะแนนเพียงเท่านั้น
การที่คนไม่เลือกพรรคไทยภักดีนั้นไม่อาจสรุป หรือพิสูจน์ได้ว่ามีความคิดเช่นในมุมกลับอย่างไร
เพราะหลายคนก็อาจจะไม่สมาทานกับแนวทางสุดขั้วและมุ่งสร้างศัตรูเช่นนั้น แต่คะแนนเกือบหกพันคะแนนของพรรคไทยภักดีนั้นสรุปได้ชัดเจนว่า นี่คือจำนวนของผู้สมาทานในความคิดขวาจัดสุดขั้วที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเขต 9 และก็น่าคิดต่อว่า ผู้มีความคิดทางการเมืองเช่นว่านี้จะมีจำนวนเท่าไรโดยรวมทั้งประเทศ
เมื่อพิจารณาจากคะแนนที่มากมายจนอาจเรียกว่าประกาศชัยชนะในการปักธงก็ได้ของพรรคก้าวไกล
และคะแนนที่ไม่ได้น้อยจนน่าเกลียดของพรรคไทยภักดีแล้ว นี่ก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นชัยชนะของพรรคการเมืองที่เน้นการขายอุดมการณ์ และคนเลือกผู้สมัครจากสองพรรคนี้ ก็น่าจะเลือกจาก “อุดมการณ์” มากกว่าตัวบุคคล
ส่วนคุณสุรชาตินั้น อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่าความเป็น ส.ส.ประเภทลงพื้นที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชนของเขานั้นน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการคว้าชัยชนะ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ท่าทีและอุดมการณ์ของพรรคเพื่อไทยที่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องถือว่าเป็นพรรคฝ่ายประชาธิปไตย และอยู่ตรงข้ามกับระบอบรัฐประหารมากว่าสิบปี ทั้งยังเป็นฝ่ายค้านหนามยอกต่อการเมืองแบบสืบทอดอำนาจรัฐประหารของรัฐบาลปัจจุบัน ก็คงจะต้องถือว่าการเลือกคุณสุรชาตินั้น มีความเกลื่อนกลืนกันไปของการเลือกตัวบุคคลและเลือกอุดมการณ์พรรค
การเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร เขต 9 อาจจะเป็นภาพสะท้อนของการต่อสู้ของการเมืองเชิงอุดมการณ์ที่เกลื่อนกลืนเช่นนี้ในอีกหลายพื้นที่ หลายเขตเลือกตั้งในการเลือกตั้งทุกระดับที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยนับจากนี้
กล้า สมุทวณิช

