อนุสนธิจากบทความเรื่องหนึ่งที่เขียนวิจารณ์ว่า กรณีนองเลือด 6 ต.ค. 2519 นั้นเป็นเพราะขบวนการนักศึกษา ซ้ายจัด เกินไปโดยเฉพาะในหมู่แกนนำนักศึกษายุคนั้นที่ไม่ยอมรับฟังคำท้วงติงของบางฝ่าย
ในฐานะที่ผู้เขียนเคยเป็นอดีตแกนนำนักศึกษาสมัยนั้นคือ ผู้เขียนดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ฝ่ายสังคมและการศึกษา ซึ่งได้เข้าร่วมประชุมกับแกนนำของขบวนการนักศึกษาตลอดระยะเวลาของการเคลื่อนไหวในช่วงเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวจึงขอให้ข้อเท็จจริงและความคิดเห็นในประเด็น ซ้ายจัด ดังนี้
ข้อเท็จจริงการเคลื่อนไหวของ ศนท.
เหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นภาพสะท้อนของความรุนแรงในการปะทะกันทางความคิดสองขั้ว ระหว่างกลุ่มที่มีความกลัวเกิดขึ้นหรือฝ่ายอนุรักษนิยม และฝ่ายก้าวหน้าที่ต้องการหาทางออกที่ดีกว่าให้กับสังคมไทย
ตั้งแต่ปี 2518 เป็นต้นมา นักศึกษาและประชาชนเริ่มถูกฝ่ายตรงข้ามใช้ความรุนแรงเข้าทำลาย เช่น การลอบสังหารผู้นำชาวนาชาวไร่กว่า 40 คน ผู้นำแรงงานถูกปราบปรามอย่างรุนแรง การลอบสังหารแกนนำนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงกลางวันแสกๆ
เมื่อล่วงเข้าปี 2519 การสังหารทางการเมืองเป็นไปอย่างเปิดเผยมากขึ้น ตั้งแต่การสังหารรอมเรศ ชัยสะอาด อดีตกรรมการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย การสังหาร ดร.บุญสนอง บุญโยทยาน เลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ตลอดจนการขว้างระเบิดใส่นักศึกษาประชาชนที่เดินขบวนต่อต้านฐานทัพอเมริกา
จากการเปิดเผยของหนังสือ อาชญากรรมรัฐ กล่าวว่า การคุกคามฝ่ายนักศึกษาเกิดขึ้นอย่างหนักใน พ.ศ.2519 ตั้งแต่ต้นปีจนกระทั่งแน่ใจว่าขบวนการอ่อนกำลังลงมากแล้วจึงได้มีการนำตัวจอมพลประภาส จารุเสถียร เข้าสู่ประเทศไทย แต่ปรากฏว่าเหตุการณ์นี้ชนชั้นนำยังไม่มีความพร้อมเพียงพอที่จะก่อรัฐประหารได้ จึงต้องผลักดันให้จอมพลประภาสออกนอกประเทศไปก่อน
การก่อกรณี 6 ตุลาคม
ต่อมาจอมพลถนอม กิตติขจร ก็กลับเข้าประเทศจนได้โดยบวชเป็นสามเณรต่อจากนั้นได้บวชเป็นพระภิกษุที่วัดบวรนิเวศ วิทยุยานเกราะได้ตักเตือนมิให้นักศึกษาก่อความวุ่นวายมิฉะนั้นแล้วอาจจะต้องมีการประหารสักสามหมื่นคน เพื่อให้ชาติบ้านเมืองรอดปลอดภัย ฝ่ายประชาชนสรุปว่า การเข้ามาของจอมพลถนอมส่วนหนึ่งเป็นแผนการที่วางไว้เพื่อจะหาทางก่อรัฐประหาร ศนท.และกลุ่มพลังต่างๆ 165 กลุ่มได้วิเคราะห์ว่ากรณีนี้เป็นเกมที่ละเอียดซับซ้อน เพราะใช้ศาสนาเป็นเครื่องบังหน้า ดังนั้น ศนท.จึงต้องสุขุมและให้โอกาสแก่รัฐบาลเป็นผู้ตัดสินในแก้ปัญหาก่อน
หลังจากรัฐบาลไม่สามารถจัดการปัญหาได้ ศนท.จึงจัดชุมนุมใหญ่ที่สนามหลวงในวันที่ 4 ตุลาคม จนกระทั่งเกิดฝนตก และมีแนวโน้มการคุกคามของกลุ่มฝ่ายขวา ดังนั้นกลุ่มนักศึกษาที่นำการชุมนุมจึงมีมติให้ย้ายเวทีเข้ามาชุมนุมในมหาวิทยาลัย เพื่อความสะดวกในการรักษาความปลอดภัย และการประท้วงก็ข้ามคืนมาจนถึงวันที่ 5 ตุลาคม และเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคมในเวลาต่อมา
โดยกลางดึกของคืนวันที่ 6 ตุลาคม ศนท.ได้มีการเรียกประชุมด่วนและมีมติให้สลายการชุมนุมหลังจากที่ ศนท.ได้เห็นภาพโฆษณาชวนเชื่อละครแขวนคอ
ที่ตีพิมพ์โดย น.ส.พ.ดาวสยามถูกนำมาแจกจ่ายในรูปเอกสารถ่ายสำเนา การสลายการชุมนุมจะมีขึ้นในเช้ามืดของวันที่ 6 ตุลาคม เพื่อความปลอดภัยของผู้ชุมนุมทุกคน นอกจากนี้ยังได้ให้นักศึกษามหิดลถอนกำลังออกไปเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณชนเกี่ยวกับภาพโฆษณาชวนเชื่อนั้นอีกทางหนึ่งด้วยไม่มี ซ้ายจัด มีแต่ ข้อจำกัด
คำถามคือ การที่ขบวนการนักศึกษาประชาชนยืนหยัดต่อสู้เพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตยอย่างถึงที่สุดเป็นการกระทำที่ ซ้ายจัด และสมควรถูก ลงโทษ กระนั้น หรือสิ่งนี้คือ วาทกรรมที่เรียกว่า Blame the Victim นั่นเอง
วาทกรรม Blame the Victim นี้หมายถึง การที่ฝ่ายถูกกระทำต้องลงโทษและตำหนิตัวเองในอาชญากรรมและเหตุร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น กรณีที่นักศึกษาประชาชนถูกปราบปรามอย่างรุนแรงและโหดเหี้ยมในเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาฯ จึงถือเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายผู้ถูกกระทำเองที่ลุกขึ้นมาต่อต้านการรัฐประหารและแผนการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยหรือเพราะ ซ้ายจัด นั่นเอง
สิ่งที่เราควรตั้งคำถามคือ ทำไมเมื่อขบวนการนักศึกษาประชาชนลุกขึ้นมาต่อต้านเผด็จการ เขาเหล่านั้นกลับกลายมาเป็นผู้ทำความผิดและต้องถูกลงโทษกระนั้นหรือ
ทำไมเราไม่มองว่าเขาเหล่านั้นเป็นผู้ที่มีจิตใจกล้าต่อสู้ กล้าเสียสละในการต่อสู้เพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตยจนถึงที่สุดเล่า
ข้อจำกัดของขบวนการนักศึกษาและประชาชนคือ ขบวนการนี้มีพัฒนาการในระยะเวลาที่สั้นมากคือ เพียง 3 ปีหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ดังนั้นการพัฒนายุทธศาสตร์และยุทธวิธี รวมทั้งรูปแบบการเคลื่อนไหวย่อมมีข้อจำกัดเป็นธรรมดาเมื่อเทียบกับฝ่ายที่กระทำความรุนแรงซึ่งมีประสบการณ์มานับศตวรรษ
จะมีหรือไม่มีการชุมนุม 6 ตุลาฯ รัฐต้องปราบปรามแน่นอน
คำถามต่อมาคือ แม้ว่าจะไม่มีการชุมนุมในวันที่ 6 ตุลาคม เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่ารัฐจะไม่ทำการปราบปรามและกวาดล้างขนานใหญ่ นั่นเพราะบทเรียนในอดีตอันขมขื่นสอนให้เราภาคประชาชนรู้ว่า ไม่ว่าฝ่ายประชาชนจะเคลื่อนไหวชุมนุมหรือไม่ก็ตาม ฝ่ายขวาจัดย่อมลงมือปราบปรามผู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยอย่างโหดเหี้ยมเสมอหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ไม่ว่าจะมีการชุมนุมวันที่ 6 ตุลาคมหรือไม่ รัฐก็ต้องลงมือปราบปรามขบวนการนักศึกษาประชาชนอย่างไม่ต้องสงสัยแน่นอน ดังนั้น จิตใจที่กล้าต่อสู้กล้าเสียสละของวีรชนจำนวนมากเพื่อปกป้องประชาธิปไตยในวันนั้นจึงสมควรได้รับการยกย่องและเป็นแบบอย่างแก่อนุชนรุ่นหลัง
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็ยังมีความเห็นว่า สังคมไทยต้องดำเนินการทั้งในแง่ของการเปิดเผยข้อเท็จจริง และการ จัดการ กับผู้ก่ออาชญากรรมในเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม เพื่อนำไปสู่การยุติความรุนแรงต่อภาคประชาชน และเพื่อเป็นบรรทัดฐานต่อกรณีการก่ออาชญากรรมโดยรัฐดังที่มีการดำเนินการในนานาอารยประเทศ
สุชีลา ตันชัยนันท์

