ระลึกถึงธรรม “‘หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน’” โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร

วันที่ 1 ตุลาคม 2559 เพราะหวนนึกถึงวันเกษียณฯ เมื่อปีกระโน้น …นานมาก(ฮา)

เพื่อรำลึกถึงวันดังกล่าว ได้มีโอกาสพาครอบครัวไปกราบไหว้สักการะ “พระธาตุช่อแฮ” อ.เมือง จ.แพร่ เมื่อถึงวัดเดินขึ้นบันไดวัดแล้วก็จะพบ “หลวงพ่อทันใจ” องค์แรก กราบบูชาด้วยความปีติตามประสาพ่อแม่ลูก ผู้คนที่มาทำบุญที่วัดทุกคนตรงดิ่งไปที่ซุ้มเล็กๆ แคบๆ เพื่อจะเข้าไปกราบโดยใกล้ชิดเพราะชื่อเป็น “มงคล” ดี คือคำว่า “ทันใจ” ไหว้แล้วรู้สึกว่าสบายกายสบายใจดี ผู้เขียนเผอิญมองไปเห็นเปลือกไข่ไก่ 6-7 ฟองกองอยู่ เลยเดินไปถามคนขายชุดธูปเทียนว่า หลวงพ่อท่านชอบอะไร หญิงคนนั้นตอบด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดีว่า จะถวายอะไรก็ได้แล้วแต่เราจะอธิษฐาน ผลไม้ก็ได้ ไข่ก็ดี ดอกไม้พวงมาลัย แล้วแต่ใจเรา ผู้เขียนก็เลยอธิษฐานบ้าง…

เย็นโพล้เพล้หลังอาทิตย์อัสดง ผู้เขียนได้กลับเข้าจังหวัดพะเยา ตั้งใจดิ่งเข้าไปกราบไหว้ “พระเจ้าตนหลวง” ที่วัดศรีโคมคำ อ.เมือง จ.พะเยา ซึ่งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองจังหวัดพะเยา ด้วยทั้งกายและใจ เคารพสักการะพระเจ้าตนหลวงเป็นประจำ หลังจากกราบไหว้เสร็จแล้วตั้งใจมาดูหนังสือที่ “ธนาคารหนังสือ” หลวงพ่อรองสมเด็จฯ “พระอุบาลี” ท่านได้ริเริ่มโดยนำหนังสือธรรมะจากวัดต่างๆ ทั่วประเทศที่บริจาคมาเผยแพร่ ท่านก็ติดราคาไว้ 50-80 บาทต่อเล่ม เลือกดูเลือกเช่าไปอ่านแล้วก็นำเงินใส่ตู้ใส่กล่องทำบุญไปเท่ากับราคาจำนวนหนังสือ (บริการตนเอง) จะมีหนังสือตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราช ท่านหลวงปู่พุทธทาส หลวงปู่พระพุทธปัญญา รองสมเด็จพระพุทธวรญาณ วัดกวิศรารามฯ จ.ลพบุรี และที่สำคัญผู้เขียนได้เห็นหนังสือ “หลวงพ่อจรัญ” ชื่อ “กรรมฐานบริหารจิต ความเจริญของชีวิตเกิดจากจิตผ่องใส” และ “แผ่เมตตา 132 จบ ปลดหนี้เวรกรรม” รูปหน้าปกคือ รูปปัจจุบันที่สุด ก่อนที่หลวงพ่อมรณภาพ ที่ผู้เขียนไม่เคยลืมไปจากความทรง น้อมรำลึกถึงธรรมคำสอนและเมตตาของท่านเสมอๆ ด้วยความเคารพนับถือด้วยความที่ท่านเป็นพระอริยสงฆ์ที่ศิษยานุศิษย์คนไทยทั้งประเทศและต่างประเทศเคารพนับถือมากราบไหว้บูชาท่าน

วันที่ 15 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมาครบรอบวันเกิดของท่านอีกครั้ง ที่วัดก็ยังคงมีสาธุชนมากราบไหว้บูชาท่านอยู่อย่างเนืองแน่น หลวงพ่อเคยปรารภเสมอว่า ปัญหาของชีวิตของแต่ละคน คือ “กฎแห่งกรรม” แก้กันไม่ได้ ตัวใครตัวมัน ต้องแก้ด้วยตัวเอง คนอื่นจะไปแก้ไขแทนเขาก็ไม่ได้ พระพุทธเจ้าจบ 18 ดอกเตอร์ 18 ศาสตร์ เรียนมาหมดทุกอย่างแล้ว เพราะเหตุใดจึงต้องเสด็จออกบรรพชา ท่านต้องการไปหาวิธีแก้ปัญหาชีวิต วิธีแก้ทุกข์ ต้องใช้เวลาไปเรียนวิชานี้ถึง 6 ปีกว่า จึงจะได้วิชานี้มาให้เรา วิชาแก้ปัญหาชีวิต วิชาแก้ปัญหาทุกข์นั้น ทุกคนรู้ว่ามี ทุกคนรู้ว่าดี รู้ว่ามีประโยชน์ แต่เรากลับเอาไปทิ้ง ไม่เคยมีใครนำไปใช้เลย มีแต่สร้างทุกข์ หาความสนุกในสังคมเท่านั้น

หลวงพ่อบอกว่าเหตุที่ทำให้คนมีทุกข์แล้วมาที่วัดอัมพวัน มี 5 ประการ คือ 1.ครอบครัวไม่มีความสุข 2.ผิดหวังในชีวิต แก้ปัญหาไม่ได้ ผูกคอตาย ฆ่าตัวตาย เป็นโรคทันสมัยกันมาก โรคทันสมัย คือ โรคประสาท 3.ลูกไม่เรียนหนังสืออย่างนี้อย่าโทษเด็กติดยาเสพติด อย่าไปโทษเด็ก อาตมาโทษ “แม่” แม่ไม่ได้เป็นแม่แผนแม่แปลนใช้ไม่ได้ แม่บ้านการเรือนเคหศาสตร์ไม่ดี ถ้าแม่บ้านการเรือนเคหศาสตร์ดี สามีจะเจ้าชู้หรือเล่นการพนันก็ไม่เป็นไร แม่บ้านเอาลูกไว้ได้แน่นอน ลูกได้ดีหมดทุกคน อาตมาจึงเรียนขึ้นมาว่า… “กันอยู่ที่แม่ แก้อยู่ที่พ่อ ก่ออยู่ที่ลูก ปลูกอยู่ที่ครู ความรู้อยู่ที่ศิษย์ จะได้เป็นมิตรกัน”

4.เศรษฐกิจไม่พอปากท้อง นี่แหละปัญหามันเกิดขึ้นเป็นหนี้เป็นสินกันไม่มีปัญญาจะใช้หนี้ เป็นกฎแห่งกรรม โดยล้มละลายเป็นแถว เพราะอะไร จะแก้อย่างไร เตรียมตัวอย่างไร น่าจะคิดตรงนี้ 5.มีแล้วยังไม่พอ ตะเกียกตะกายไปอยากจนหมดเงินหมดทอง สิ้นเนื้อประดาตัว เดินทางผิด กฎจราจรผิด ก้าวพลาดก้าวผิดตลอดไป ชีวิตจึงไร้สาระ มีปัญหาอย่างไรจะแก้อย่างไร…?

 

หลวงพ่อจรัญ

 

หลวงพ่อสอนเรื่อง “พุทธวิธีเตรียมตัวก่อนตาย” โดยกล่าวว่า ถ้าท่านไม่ศึกษาปฏิบัติธรรม ใส่ใจธรรมะของพระพุทธเจ้า แล้วท่านจะแก้ปัญหาไม่ได้ ท่านเล่าให้ฟัง เคยถามเด็กที่มาวัดกับว่า “หนูมหานิยมอยู่ที่ไหน?” แม่ก็ตอบไม่ได้ จึงได้สอนไปว่า “มหานิยมอยู่ที่วิชาความรู้” ถ้าลูกเขาเรียนมีวิชาความรู้เป็นดอกเตอร์ รับรองมีคนนิยมชมชอบมาก ตรงนี้เป็นมหานิยม ไม่ใช่ไปไหว้พระเป่าหัว ไปรดน้ำมนต์วัดโน้นวัดนี้ ลงเสน่ห์ ถ้าลูกโยมเรียนหนังสือเก่งๆ ทุกคน จบปริญญาโท ปริญญาเอกนี้ เป็น “มหานิยม” มีคนนิยมชมชอบมากน่าจะเตรียมตัวกันตรงนี้ ไม่ใช่ไปเตรียมตัวตอนจะตาย

หลวงพ่อสรุปความไว้ตอนหนึ่งว่า “เรียนให้รู้ ดูให้จำ ทำให้จริง” ลูกนี้สำคัญมาก จะยกตัวอย่างให้เห็น ลูกมีทั้งเมตตา มหานิยม ที่สิงห์บุรี เมื่อ พ.ศ.2500 ครอบครัวพ่อเป็นจับกัง แม่รับจ้างซักรีด มีลูก 5 คน เป็นดอกเตอร์ 3 คน เป็นเถ้าแก่เนี้ยขายของที่เยาวราช 2 คน จนแท้ๆ…เพราะเหตุใด เขามีคุณธรรม มีทั้งเสน่ห์ มีทั้งมหานิยม มีอีกเรื่องหนึ่งขอเล่าสู่กันฟัง ความว่า…

ผู้เขียนไปออกกำลังกายที่โรงเรียนสิงห์บุรี ก็พบและพูดคุยกับแม่คนหนึ่งที่สนามกีฬาฟุตบอลโรงเรียนสิงห์บุรี เอาลูกวัย 6-7 ขวบ และ 10 ขวบ 3 คนมาวิ่งเท้าเปล่า อีกคนวิ่งใส่ถุงเท้าเก่าๆ ขาดๆ คะเนสถานะเบื้องต้นได้คร่าวๆ แต่ที่สงสัยมาก คือ ทุกคนยังหน้าตายิ้มแย้ม เมื่อเข้าไปคุยด้วยจึงได้ความว่า มีอาชีพซักผ้ารับจ้างวันต่อวันตามบ้าน สามีขี่ซาเล้งให้เช่าร่มตามแผงลอย ปีนขึ้นเสาทีวีได้ครั้งละ 300-400 บาท เช่าบ้านอยู่เดือนละ 2,000 บาท ฐานะยากจน เขาเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า มีวันหนึ่งนุ่งเสื้อผ้าสีแดงไปกราบหลวงพ่อจรัญ ตอน 10 โมงเช้า ด้วยระทมทุกข์ นั่งอยู่ท้ายกุฏิ หลังจากญาติโยมถวายของกราบลาหลวงพ่อไปเกือบหมดแล้ว หลวงพ่อตะโกนเสียงดังๆ มายังเขา ท่านบอกว่า “โยมที่นั่งตรงประตูใส่เสื้อแดง มานี่หน่อย เอ็งอย่าทำอะไรเด็กนะ ปล่อยให้เขาเกิดเถอะ” หญิงคนดังกล่าวตกใจและแปลกใจมากว่า หลวงพ่อรู้ได้อย่างไรว่าเขากำลังทุกข์ ทุกข์เพราะมีลูกมาก นี่กำลังจะมีอีก 1 คน แล้วจะเอาอะไรเลี้ยง จนแน่ๆ ใจเขาจะมากราบหลวงพ่อและตั้งใจจะทำแท้ง แต่แล้วหญิงคนนั้นก็ทำตามหลวงพ่อทุกประการ ตั้งแต่วันนั้นมาหญิงคนนี้หารูปหลวงพ่อจรัญ ขนาด 5×6 นิ้ว ไปติดข้างฝา ทำหิ้งพระเล็กๆ ตามอัตภาพ แล้วนำสามี ลูกๆ ทุกคนมากราบไหว้สวดมนต์ นั่งกรรมฐานทุกคืนก่อนนอนทั้งครอบครัว

อานิสงส์หญิงนั้นเล่าให้ฟังว่า ลูกสาวคนโตของสามี ซึ่งเกิดจากภรรยาคนก่อนเรียนจบมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สอบเข้าทำงานโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระราชินี ที่บางประอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ส่วนลูกตัวเล็กๆ 3 คน แม่ก็จะพาไปลงสนามวิ่งแข่ง ล่าชิงเงินรางวัลมาให้แม่ไว้ใช้จ่ายในครอบครัว

หลวงพ่อบอกว่า อะไรที่เป็นเสน่ห์? ท่านบอกว่าเสน่ห์อยู่ที่คุณธรรม ถ้าคนไหนไม่มีคุณธรรม ไร้เหตุผลจะมีเสน่ห์ได้อย่างไร ไม่มีใครมองหน้า ถ้าลูกของท่านทั้งหลายไม่เรียนหนังสือเลย ไปไหนก็เก้อเขิน ไม่มีความรู้ความสามารถ อายเขา
หลวงพ่อยังเคยบรรยายธรรมะอีกเรื่องหนึ่งคือ “การผูกอาฆาต คือต้นตอของเวรกรรม” พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า คนเราแต่ละคนนั้น ต่างได้เคยเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ในแต่ละชาติได้เกี่ยวพันกับผู้อื่น สัตว์อื่นอย่างมากมาย ผ่านการทำร้าย เบียดเบียนกันมานับครั้งไม่ได้ แต่ต้องตกอยู่ในฐานะที่เป็น “เจ้ากรรมนายเวร” และ “ผู้ที่ถูกจองกรรมเวร” กันมาอย่างยาวนั้น ชีวิตของคนคนหนึ่งที่เกิดมาในแต่ละชาติ จึงพกความเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ ที่ต้องตามทวงหนี้แค้น และใช้หนี้แค้นไปพร้อมๆ กัน ต่างคนต่างเป็นจ้าหนี้ ลูกหนี้เกี่ยวโยงกันไปมา กลายเป็นห่วงโซ่ที่โยงต่อกันเป็นร่างแหแห่งความทุกข์ที่ครอบชีวิตให้ติดอยู่ในวัฏสงสาร และดิ้นรนด้วยความทุกข์ทรมาน เหมือนปลาที่ติดร่างแหถูกจับโยนขึ้นบก ฉันนั้น

คนส่วนใหญ่มักมองข้ามเจ้ากรรมนายเวรเป็นผู้ร้ายคอยทำลาย “ความสุข” ที่จริงแล้วเจ้ากรรมนายเวรเป็นผู้ที่ถูกกระทำมาก่อน บางคนอาจจะใจแข็งไม่ยอมให้อภัยง่ายๆ แต่เราต้องไม่ลืมว่า เหตุที่เขาไม่ให้อภัยง่ายๆ นั่นเป็นเพราะเราเคยสร้างความเจ็บปวดแก่เขาไว้มากมายนั้นเอง

หลวงพ่อบอกว่า “ปล่อยวางความอาฆาตแค้นไม่ได้ เวรกรรมย่อมติดตามข้ามภพข้ามชาติ” สรรพสัตว์ทั้งหลายที่เวียนว่ายตายเกิด ตกอยู่ในสภาพของความเป็นเจ้ากรรมนายเวร (เจ้าหนี้) และสภาพความเป็นผู้ถูกจองเวรที่ต้องชดใช้ (ลูกหนี้) ก็เพราะความ… “อาฆาต พยาบาท” นี้เอง เวรเกิดโทสะ ความอาฆาตพยาบาท หากความอาฆาตพยาบาทไม่มี เวรร้ายต่างๆ ก็ไม่มี บางคนคิดว่าการที่ตนผูกโกรธต่อบุคคลอื่น หรือการสร้างความเสียหายฉิบหายให้เกิดแก่บุคคลที่ทำต่อตนนั้น คือ… การชำระแค้นให้หมดไปจากใจ แท้ที่จริงแล้ว ขณะที่เราโกรธ เราอาฆาตแค้น และคิดจะหาทางแก้แค้นอยู่นั้น กิเลสคือโทสะได้เกิดขึ้นและแผดเผาดวงจิตของเราให้รุ่มร้อนอย่างแสนสาหัส ยิ่งคิดยิ่งอยากแก้แค้นมากเท่าไรก็ยิ่งพ่ายแพ้กิเลสมากเท่านั้น… แพ้เป็นพระชนะเป็นมาร คำนี้มีความหมายให้เรายอมแพ้ในสิ่งที่ควรแพ้ ดีกว่าดันทุรังเอาชนะในสิ่งที่ไม่ควรชนะ คือ ยอมให้อภัยต่อศัตรู ยอมที่จะไม่ผูกอาฆาต ยอมที่จะไม่ทำร้าย ยอมที่จะไม่พยาบาท ดีกว่าต่อสู้เอาชนะคะคานตาม “อำนาจ” กิเลส คือ ความโกรธที่ยั่วยุ หรือจะพูดง่ายๆ ให้เข้าใจชัดเจน ก็คือว่า “แพ้อย่างพระ ดีกว่าชนะอย่างมาร” คือยอมแพ้คนอื่น แต่ไม่ยอมแพ้กิเลสในใจตน

อดีต ปัจจุบัน มีให้เห็นผู้นำที่โหดเหี้ยมอาฆาตในประวัติศาสตร์การเมือง มีให้เห็นในขณะที่อยู่ในอำนาจชอบทำอะไรโหดๆ มักจะได้รับโทษอันแสนสาหัสในเวลาบั้นปลายชีวิตแทบทั้งสิ้น เช่น นายพรพต ของกัมพูชา ใครแหกกฎของเขาถูกฆ่าตายไปกว่า 2 ล้านคน, ซาปาร์ มูร์ต นิยาชอป ของเติร์กเมนิสถาน, อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ของเยอรมนี, โจเซฟ สตาลิน ของโซเวียต แต่ก็ยังมีผู้นำที่โหดของโลกบางคนที่โหดร้ายแต่ไม่เคยโทษอะไรด้วยเช่นกัน หนึ่งในผู้นำนั้นก็คือ “อีดี้ อามิน”

อีดี้ อามิน เกิดเมื่อ ค.ศ.1923 มีพี่น้อง 8 คน เป็นเด็กมีปัญหาบ้านแตก เขาเรียนหนังสือไม่เก่ง และชอบความรุนแรงเป็นชีวิตจิตใจ เขาสมัครเป็นทหาร ขณะที่ประเทศอูกันดาอยู่ภายใต้อาณานิคมของ “อังกฤษ” ในเดือนมกราคม ปี ค.ศ.1971 อีดี้ อามิน วางแผนยึดอำนาจและสั่งปลดนายกรัฐมนตรีของประเทศ โดยใช้กำลังทหารที่ตัวมี หลังจากยึดอำนาจเขากำจัดทุกคนที่เคยทำงานให้รัฐบาลเก่า และสังหารผู้นำทหารระดับสูง โดยสถาปนาคนเชื้อสายเดียวกันขึ้นมาเป็นแทน จะเป็นเด็กล้างจาน หรือคนขับแท็กซี่เขาไม่สนใจ ถ้าเป็นพวกเดียวกัน เขาจะประดับยศให้ไปทำหน้าที่ที่ตำแหน่งว่างลง

เขาใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย ไม่สนใจพัฒนาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศของตน เขาขับไล่ชาวเอเชียส่วนใหญ่ที่เป็นพ่อค้าและยึดทรัพย์ทั้งหมดตกมาเป็นของรัฐ โดยอ้างว่าคนเหล่านี้ได้มากอบโกยเงินจากชาวอูกันดามามากพอแล้ว ภายใต้การปกครอง 8 ปี ของอีดี้ อามิน มีประชาชนเสียชีวิตด้วยเงื้อมมือของเขากว่า 5 แสนคน ในที่สุดอีดี้ อามิน ได้ขอลี้ภัยไปอยู่ที่ประเทศลิเบีย โดยเครื่องบินส่วนตัว ก่อนที่จะอพยพไปยังซาอุดีอาระเบีย

ท้ายสุด เขาได้จากโลกนี้ไปด้วยโรคฮิตคนทั่วโลกเช่นกัน คือ “โรคความดันโลหิตสูง” รุนแรงเป็นสีแดงแบบเรื้อรัง จนกระทั่งกลายมาเป็นสีดำ (สีแห่งมรณะ คือ ตายทั้งเป็นๆ) ด้วยโรคไตวาย (Chronic Renal Failure) เดือนสิงหาคม ปี ค.ศ.2003 ด้วยวัย 80 ปี แต่มีหลายคนบอกว่าน่าเสียดายที่เขาไม่ได้รับโทษใดๆ จาก “ผลกรรม” ที่เขาก่อไว้แม้แต่น้อยเลย แต่ผู้เขียนว่าเขาตายทั้งเป็น ตามที่กล่าวไว้เสมอว่า “อภัยได้เมื่อใด เวรกรรมสิ้นสุดกันเมื่อนั้น” เมตตาธรรมจึงเป็นคุณธรรมที่สามารถตัดห่วงโซ่แห่งเวรกรรมได้ หากเรามีเมตตาพอ เราก็ให้อภัยเขา ไม่ผูกโกรธต่อเขา เราก็จะไม่เป็นเจ้ากรรมนายเวรของเขา เมื่อเราไม่คิดแก้แค้น เวรกรรมทุกอย่างก็สิ้นสุดลง เมตตาจิตเปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตร ปลดชีวิตจากเวรกรรมดังหลายประเทศในโลกมีต้นแบบให้เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ทุกคนที่เป็นเจ้าของประเทศหันหน้าเข้ามาร่วมกันพัฒนาประเทศของเราให้เจริญ และหลวงพ่อจรัญกล่าวไว้ส่วนหนึ่ง
ท้ายสุดว่า…

การปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติจะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก เพียงเราทุกฝ่ายเมตตาต่อกัน หันมาเอาชนะศัตรู คือ ความโกรธ เกลียด ชิงชัง ที่มีอยู่ในใจตน แทนการเอาชนะผู้อื่นด้วยทิฐิและกำลัง หยิบยื่นเมตตาต่อกัน เราทุกคนต่างเป็น คนไทย เป็นมนุษย์รักสุข เกลียดทุกข์เหมือนกัน หากมีเมตตาแล้วไซร้ ความสุขย่อมคืนสู่สังคมไทยแน่นอน”

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon