หน้าแรก คอลัมนิสต์ ลลิตา หาญวงษ์...

ลลิตา หาญวงษ์ : 1 ปี รัฐประหารพม่า 365 วัน การปฏิวัติประชาชน

4.02.22 | 13:30 น.

ในช่วงก่อนพระอาทิตย์ขึ้นของวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 คณะรัฐประหาร ที่นำโดยพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย นำกำลังพลเข้าจับกุมผู้นำรัฐบาล NLD ที่นำโดยด่อ ออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ ประธานาธิบดี วิน มยิ้น รัฐมนตรี และแกนนำพรรค NLD คนอื่นๆ และต่อมาได้ประกาศยึดอำนาจ พูดเป็นภาษาที่คุ้นเคยคือ คณะรัฐประหารได้ยึดอำนาจได้เบ็ดเสร็จแล้ว

คำถามที่ผุดขึ้นในใจของหลายคนคือ เหตุใดยังเกิดรัฐประหารขึ้นในพม่า หลังกองทัพเป็นผู้ริเริ่มกระบวนการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง และนำแนวคิดประชาธิปไตยแบบชี้นำ (disciplined democracy) เข้าไปใช้ กองทัพยังริเริ่มนำรัฐธรรมนูญปี 2008 ออกมาใช้ และยังรีบจัดให้มีการลงประชามติในเวลาที่พม่าตอนล่างกำลังประสบกับหนึ่งในมหันตภัยพายุไต้ฝุ่นครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นกุญแจให้เราเข้าใจเจตนารมณ์ของกองทัพ

ประการแรก กองทัพยอมให้มีการปฏิรูปเพื่อประชาธิปไตย แต่ก็รักษาสถานะและอำนาจ (status quo) ของตนไว้ในรูปของสัดส่วนสมาชิกรัฐสภา 25 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นคนภายในกองทัพ และได้รับการแต่งตั้งมา รวมทั้งอำนาจการยับยั้งการเสนอกฎหมาย

ประการที่สอง กองทัพพยายามสกัดกั้นไม่ให้ด่อออง ซาน ซูจี หัวหน้าพรรค NLD ขึ้นเป็นประธานาธิบดีที่ชอบธรรมโดยอ้างบางช่วงบางตอนของรัฐธรรมนูญ ที่ห้ามไม่ให้ผู้ที่มีคู่สมรสและบุตรที่เป็นคนต่างชาติรับตำแหน่งประธานาธิบดีได้ (ออง ซาน ซูจี มีบุตรชาย 2 คนที่ถือสัญชาติอังกฤษ) และ

ประการที่สาม การให้อำนาจกองทัพเข้าไปแทรกแซงการเมืองได้ เมื่อเกิดวิกฤตและกองทัพเห็นว่าอาจทำให้สหภาพสูญสลาย

Advertisement

เหนือสิ่งอื่นใด รัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 คือภาพสะท้อนว่ากองทัพมีบทบาทสำคัญในการเมืองของพม่า (อย่างน้อยนี่คือความคิดฝังหัวของคนในกองทัพ) ในความคิดของตั๊ดมะด่อ การปล่อยให้รัฐบาลพลเรือนบริหารประเทศมาร่วม 5 ปี ตั้งแต่พรรค NLD ได้รับชัยชนะแบบถล่มทลายในการเลือกตั้งปี 2015 เป็นบทพิสูจน์แล้วว่า ประชาธิปไตยแบบตะวันตกไม่ใช่ระบบที่เหมาะสมสำหรับประเทศที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งในทุกระดับอย่างพม่า และการปล่อยให้รัฐบาลพลเรือนเป็นพลเรือนต่อไป ยิ่งจะทำให้พม่าเสี่ยงแตกออกเป็นเสี่ยงๆ

เมื่อมีแนวคิดที่ว่าพม่าไม่ควรอยู่ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลพลเรือนแล้ว กองทัพก็เริ่มสร้างวาทกรรมทางการเมืองว่าการเลือกตั้งในปลายปี 2015 ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม และพรรค NLD โกงการเลือกตั้ง จนทำให้ตนได้ชัยชนะทิ้งห่างคู่แข่งคือพรรค USDP ซึ่งเป็นพรรคนอมินีของกองทัพแบบไม่เห็นฝุ่น

ก่อนรัฐประหาร ผู้นำระดับสูงในกองทัพออกมาให้ความเห็นเรื่องผลการเลือกตั้งและกล่าวหาพรรค NLD ว่าโกงการเลือกตั้งอยู่บ่อยครั้ง ท่าทีนี้ไม่เกิดขึ้นบ่อยนักในแวดวงการเมืองของพม่า เพราะทั้งนักการเมืองและผู้นำกองทัพส่วนใหญ่มักปิดปากเงียบ และไม่ค่อยออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองมากนัก

รัฐประหารพม่าเกิดขึ้นมาแล้ว 1 ปี ในระหว่างนี้มีเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นในพม่า ผู้เขียนขอใช้โอกาสนี้เน้นบทบาทของประชาชนทั่วไปที่ออกมาต่อต้านรัฐประหาร และเรียกร้องให้คณะรัฐประหารคืนอำนาจกลับไปให้รัฐบาลพลเรือนโดยเร็ว ผู้คนเหล่านี้คือคนธรรมดา คนหาเช้ากินค่ำ และคนที่กล้าเสียสละชีวิตส่วนตัวและชีวิตครอบครัวเพื่อประชาธิปไตยที่พวกเขาใฝ่ฝันหา

เมื่อรัฐประหารเกิดขึ้น ประชาชนในพม่าเริ่มกระบวนการต่อต้านรัฐประหารทันที ผู้คนพากันเคาะหม้อไหอยู่ในบ้านของตนเอง ด้วยความเชื่อว่าจะเคาะเอาความชั่วร้าย (คนพม่าเปรียบเทียบความเลวร้ายของกองทัพกับราหู) ออกไปให้ได้ การประท้วงบนท้องถนนเริ่มก่อตัวขึ้นในเมืองน้อยใหญ่ทั่วพม่า พร้อมกับขบวนการอารยะขัดขืน หรือการนัดหยุดงานของข้าราชการ ครู-อาจารย์ บุคลากรทางการแพทย์ และพนักงานบริษัททั่วๆ ไป ด้วยความหวังว่าการนัดหยุดงานพร้อมกันทั่วประเทศจะสร้าง “ดิสรัปชั่น” จนทำให้คณะรัฐประหารไม่สามารถบริหารประเทศต่อไปได้

ความเด็ดเดี่ยวมั่นคงของคนพม่าสร้างปัญหาหนักให้กับคณะรัฐประหาร ในช่วงแรก คณะรัฐประหารออกมาขู่ให้ข้าราชการกลับไปทำงาน มิเช่นนั้นจะต้องเจอการลงโทษทางวินัยร้ายแรง แต่จากวันนั้นถึงวันนี้ ผ่านไป 1 ปีเต็ม ผู้คนที่ร่วมขบวนการอารยะขัดขืนก็ยังยืนยันนัดหยุดงานประท้วง และไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งให้กับกลไกของรัฐที่ควบคุมโดยคณะรัฐประหาร

รัฐประหารครั้งนี้ ทำให้คนทั่วโลกได้เห็นความเชื่อมั่นของคนรุ่นใหม่ ที่เรียกรวมๆ ว่า “คน Gen Z”ที่เป็นหัวหอกนำการประท้วงบนท้องถนน แต่คณะรัฐประหารและกองทัพพม่าเลือกตอบโต้พวกเขาเหล่านี้ด้วยความรุนแรง ทั้งการใช้กระสุนจริงปราบปรามประชาชน การจับกุมกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง และการซ้อมทรมานจนทำให้มีผู้เสียชีวิตในที่ควบคุมตัวจำนวนหนึ่ง และยังใช้วิธีของอันธพาลเพื่อปิดปากผู้ชุมนุม เช่น การใช้รถทหารวิ่งชนฝูงชนที่ออกมาประท้วง กลายเป็นภาพน่าสะเทือนใจที่เผยแพร่ออกไปทั่วโลก

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นผลักให้คนหนุ่มสาวหนีเข้าป่า และเข้าไปฝึกทหารร่วมกับกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะในรัฐกะเหรี่ยง คะยาห์ และรัฐกะฉิ่น คนเหล่านี้ได้ตั้งกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (People’s Defence Force หรือ PDF) ขึ้นมา เพื่อต่อต้านคณะรัฐประหารโดยใช้กำลัง PDF กลายเป็นปีกกองทัพ (armed wing) ของรัฐบาลคู่ขนาน (National Unity Government หรือ NUG) ที่นำโดย ดร.สะ สะ (Dr. Sa Sa) และเคลื่อนไหวอยู่นอกพม่า กองกำลัง PDF ประสบความสำเร็จในการโจมตีกองกำลังฝั่งรัฐบาล ทั้งฐานที่มั่นของทหาร ป้อมตำรวจ และการลอบสังหารผู้ที่สนับสนุนกองทัพหรือเป็นสายให้กองทัพ

การต่อสู้ระหว่างกองทัพพม่ากับกองกำลัง PDF และกลุ่มพันธมิตรที่เป็นกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์อีกหลายกลุ่มขับให้กองทัพพม่ามีปฏิบัติการกวาดล้างกองกำลังฝ่ายประชาชน หลายหมู่บ้านในรัฐคะยาห์และรัฐกะเหรี่ยงถูกกองทัพพม่าบุกค้น เกิดความเสียหายทั้งทางชีวิตและทรัพย์สินจากการที่ทหารพม่าบุกเผาทำลายหมู่บ้าน หรือการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดหมู่บ้านที่กองทัพเชื่อว่าให้ความช่วยเหลือ PDF

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ดร.โนลีน เฮย์เซอร์ (Noeleen Heyzer) ทูตพิเศษสหประชาชาติที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องพม่า ออกมาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Channel News Asia ว่าเธอเห็นว่าการแก้ไขความขัดแย้งในพม่าจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย รวมทั้งกองทัพ พูดง่ายๆ คือเฮย์เซอร์ยังมองว่าการที่จะบรรลุสันติภาพที่ถาวรในพม่าคือการนำกองทัพมาจับเข่าคุยกับออง ซาน ซูจี และตัวแทนของกองกำลังทั้งหมดที่มีอยู่ในพม่า และเธอยังกล่าวด้วยว่าเธอไม่ต้องการให้คนรุ่นใหม่ในพม่าเสียสละชีวิตโดยไร้เป้าหมาย เพราะเธอเชื่อว่ากระบวนการการพูดคุยและการเจรจากับกองทัพพม่าจะแก้ไขปัญหาในพม่าได้ (อย่างน้อยก็ป้องกันไม่ให้กลุ่มที่ต่อต้านคณะรัฐประหารสูญเสียชีวิตไปมากกว่านี้)

ความเห็นของเฮย์เซอร์กลายเป็นประเด็นร้อนในสื่อโซเชียลมีเดียของพม่า เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ปฏิเสธของเสนอของเฮย์เซอร์ และมองว่าประชาชนพม่าให้โอกาสกองทัพมามากพอแล้ว ทางออกของปัญหาทั้งหมดของพม่าคือการนำกองทัพออกจากการเมือง นอกจากนี้ คนพม่าจำนวนมากยังมองว่าพวกเขาไม่ศรัทธาในแนวทางสันติวิธี เพราะเชื่อว่ากองทัพจะไม่ลงมาเจรจากับ NLD หรือฝ่ายประชาชนอย่างแน่นอน

ความเด็ดเดี่ยวของกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐประหารในพม่าเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่าพม่าจะไม่มีทางกลับสู่ความสงบได้อีก ตราบใดที่สงครามกลางเมืองและการสู้รบระหว่างกองทัพกับกองกำลังฝ่ายประชาชน และกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์ยังดำรงอยู่