เหตุใดสุนทรพจน์ของ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในการเข้าร่วมเสวนากับตัวแทนเยาวชนดีเด่นในสาขาต่างๆ เมื่อปี ค.ศ.2013 จึงทรงความหมาย
1 เพราะเป็นสุนทรพจน์ในวันที่ 4 พฤษภาคม
วันที่ 4 พฤษภาคม สำคัญอย่างไรสำหรับจีน “ยุคใหม่” หากอ่านวิถีแห่งอำนาจของเหมา เจ๋อตง หากอ่านวิถีแห่งอำนาจของโจว เอินไหลจะเข้าใจ
เข้าใจแล้วก็ร้อง “อ๋อ”
ขณะเดียวกัน 1 เพราะสี จิ้นผิง ไม่เพียงแต่เคยผ่านกระบวนการของ “สันนิบาตเยาวชน” หากแต่ยังอยู่ในฐานะเป็น 1 ใน “เยาวชนดีเด่น”
ก่อนเข้าเป็น “สมาชิก” แห่ง “พรรคคอมมิวนิสต์จีน”
ยิ่งกว่านั้น ปัจจัย 1 ซึ่งไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาดยังมีความสัมพันธ์อย่างยากจะแยกออกได้จากข่าวการจะมาเยือนและร่วมในการเสวนาเนื่องในวาระ 40 ปี 6 ตุลาคม
ของเด็กหนุ่มจากฮ่องกง โจชัว หว่อง
หากอ่านสุนทรพจน์ของ สี จิ้นผิง หากอ่านอย่างดำเนินไปตามกระบวนการ “โอปนยิโก” เข้ากับสภาพความเป็นจริงที่ โจชัว หว่อง ประสบ ก็จะยิ่งเข้าใจ
เข้าใจในลักษณะ “ย้อนแย้ง” ของสภาพการณ์
อย่าได้แปลกใจที่ สี จิ้นผิง จะย้ำเน้นหนักแน่นและจริงจังว่า เยาวชนจะต้องปรับตัวหันหน้าเข้าสู่ความทันสมัย สู่โลก และสู่อนาคต
ต้องตระหนักในความเร่งด่วนในการขวนขวายหาความรู้
ต้องกระหายในการศึกษา ไม่เพียงปูพื้นฐานความรู้ให้แน่น แต่ยังต้องเพิ่มพูนความรู้ให้ทันสถานการณ์ด้วย
ทั้งพากเพียรวิเคราะห์ทฤษฎี ทั้งกระตือรือร้นฝึกฝนทักษะ
ต้องนำสิ่งที่เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ ต้องใกล้ชิดเข้าถึงรากหญ้า เข้าถึงมวลชน ท่ามกลางการปฏิรูปเปิดประเทศ และการสร้างสังคมนิยมที่ทันสมัย ภายใต้เตาหลอมขนาดใหญ่และมหาวิทยาลัยสังคมแห่งนี้ คนรุ่นใหม่จะต้องศึกษาให้มีความรู้ที่แท้จริง
พัฒนาทักษะที่ยังด้อยของตนให้กลายเป็นเสาหลักที่สามารถทำงานใหญ่และรับภารกิจสำคัญได้
คำถามก็คือ ทำไม สี จิ้นผิง ต้องยืนยันในเรื่อง “พากเพียรวิเคราะห์ทฤษฎี” คำถามก็คือ ทำไม สี จิ้นผิง ต้องยืนยันในเรื่อง
“กระตือรือร้น ฝึกฝนทักษะ”
คำตอบซึ่งตรงที่สุดก็คือ เพราะ สี จิ้นผิง ไม่เพียงแต่เคยเป็นสมาชิกสันนิบาตเยาวชน หากแต่ยังเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์
ถามว่าทฤษฎีที่เขาเรียนรู้คืออะไร ถามว่าทักษะที่เขาต้องฝึกฝนคืออะไร
หนังสือในแบบ “สี จิ้นผิง ยุทธศาสตร์การบริหารประเทศ” เป็นหนังสือสำคํญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะต่อประชาชาติจีน
ไม่ว่าจะเป็นคนใน “อำนาจรัฐ” หรือนอก “อำนาจรัฐ”
กล่าวสำหรับภายในสมาชิกพรรค ไม่ว่าคำปราศรัย ไม่ว่าสุนทรพจน์ ไม่ว่ารายงานการเมืองของเขาในฐานะเลขาธิการพรรค ในฐานะประธานาธิบดี
เป็นเรื่องที่ต้องนำไปศึกษา แล้วแปรไปสู่การปฏิบัติ
กล่าวเฉพาะสุนทรพจน์ว่าด้วย “ปล่อยให้ความฝันของวัยหนุ่มสาวได้โบยบินอย่างเสรีไปพร้อมกับการสานความฝันจีน” เป็นเอกสารที่สมาชิกสันนิบาตเยาวชนจำเป็นต้องศึกษา
เป็นการศึกษาใน “หน่วยจัดตั้ง” แต่ละหน่วย
แน่นอน เมื่อมองจากนโยบายและการตัดสินใจของจีน ความฝันของวัยหนุ่มสาวที่จะได้โบยบินอย่างเสรีก็ดำเนินไปอย่างมีข้อจำกัด
นั่นก็คือ เป็นความฝันในแบบสมาชิกสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์ “จีน”
มิได้มีความหมายครอบคลุมมาถึง “ความฝัน” ในแบบของ โจชัว หว่อง เพราะความฝันของ โจชัว หว่อง ดำเนินไปอย่างตรงกันข้ามกับของสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์จีน
ทั้งๆ ที่ความฝันของ โจชัว หว่อง แทบไม่ต่างจากความฝันเมื่อ 4 พฤษภาคม 1919
นั่นก็คือ ฝันถึง “วิทยาศาสตร์” นั่นก็คือ ฝันถึง “ประชาธิปไตย” เหมือนกับที่เหมา เจ๋อตงเคยฝัน เหมือนกับที่โจว เอินไหลเคยฝัน
สถานการณ์ของ โจชัว หว่อง จึงทำให้สุนทรพจน์ของ สี จิ้นผิง เนื่องในวาระ 4 พฤษภาคม จึงมี “ความหมาย”
เพียงแต่เป็นความหมายที่ไม่เหมือนกับความหมายของ โจชัว หว่อง เพียงแต่เป็นความหมายที่อยู่ในบริบททางการเมืองอันแตกต่างไปจากเมื่อเดือนพฤษภาคม 1919
คำถามก็คือ ทั้งหมดนี้เกี่ยวกับ “ประเทศไทย” อย่างไร

