โหมโรงศึกกทม.

7.02.22 | 13:00 น.

ความคืบหน้าล่าสุดของพรรคพลังประชารัฐ ที่แกนนำยังไม่สามารถระบุว่าจะส่งใครชิงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือยังอยู่ระหว่างคัดเลือก ถ้าระบุคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ออกมาย้ำว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.จะมีขึ้นในเดือนพฤษภาคมนี้ ทาง พปชร.อาจจะมองว่ามีเวลาเหลือที่จะพิจารณาเอาใครลงสนาม และคงต้องเป็นบุคคลที่เป็นที่รู้จักกันดีในระดับหนึ่ง

ขณะที่ผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ใน 3 พื้นที่ล่าสุด ทั้งชุมพร สงขลา และพื้นที่ กทม.ในเขตหลักสี่-จตุจักร พรรคพลังประชารัฐเพลี่ยงพล้ำกราวรูดในช่วงระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ของเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทั้งที่ขนแกนนำตัวเบิ้มช่วยหาเสียง เปิดเวทีใหญ่ตลอด แต่เสียงตอบสนองจากประชาชนไม่ได้ขานรับถึงขั้นจะให้เป็นผู้ชนะ

ดังนั้น การเลือกตัวผู้ว่าฯกทม. จึงต้องเข้มข้นพอสมควร เพราะเมื่อมองผู้สมัครที่ส่งลงซ่อม ส.ส.ทั้ง 3 พื้นที่ดังกล่าว เป็นมติจากที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะหัวหน้าพรรค นั่งเป็นประธาน การลงมติครั้งต่อไป พลังประชารัฐน่าจะเข้มข้น พิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ประเมินคู่แข่งขันให้มากขึ้น

การหาเสียงทั้ง 3 สนามซ่อม ส.ส.ล่าสุด พปชร.สามารถชูนโยบายหาเสียงได้คล่องกว่าคู่แข่งขัน นำผลงานของรัฐบาลมากล่าวถึงทั้งสิ้น ตั้งแต่การอ้างถึงเสถียรภาพรัฐบาล การแก้ปัญหาโรคระบาดโควิด-19 ไปจนถึงมาตรการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ และยังชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอคะแนนเสียง

ความคึกคักของศึกผู้ว่าฯกทม.หนนี้ ได้รับการจับตามองอย่างมาก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มาในนามอิสระ, สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ในนามพรรคประชาธิปัตย์ และ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ในนามพรรคก้าวไกล

Advertisement

ชัชชาติ มีประสบการณ์ทางการเมืองมากกว่าใคร เคยเป็นถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือกระทรวงเกรดเอ และก็เปิดตัวขออาสาดูแลชาวกรุงเองมามากกว่า 2 ปีแล้ว ยังขยันลงพื้นที่อยู่ทุกวัน

ส่วน สุชัชวีร์ มีความเชี่ยวชาญและความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างของพื้นที่ กทม.อย่างดีคนหนึ่ง จัดเป็นคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะเปลี่ยนกรุงเทพฯให้เทียบเท่ามหานครระดับโลก

ส่วน วิโรจน์ ดาวสภาคนหนึ่งเพิ่งไปลาออกจาก ส.ส. อายุน้อยที่สุดกว่า 2 คนแรก ที่ผ่านมาจะซักฟอกใครในสภาก็ทำการบ้านมาอย่างดีจนแจ้งเกิดได้ในที่สุด ขอทุ่มเทกับการได้ลุ้นทำหน้าที่ใหม่ในครั้งนี้

เหล่านี้ล้วนเป็นโจทย์ที่พรรคพลังประชารัฐต้องจัดวางตำแหน่งตัวเองให้ดีในการเสนอบุคคลที่จะส่งประกวด อย่างน้อยก็ต้องมีคะแนนนิยมในตัว อยู่ในกระแสของคนกรุง ส่วนการที่จะเอานโยบายของรัฐบาลมานำเสนอเหมือนที่ผ่านมา เพื่อตอกย้ำเป็นความสำเร็จไปด้วย ก็คงไม่น่าจะใช่อีกต่อไป

การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสและกำไรของคนกรุงเทพฯ ที่จะได้พิจารณาและเลือกผู้สมัครที่คิดว่าใช่ และน่าจะช่วยพัฒนา กทม.ได้มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่ใช่การเลือกลงคะแนนเสียงแบบแบ่งข้างสีการเมืองเหมือนที่เคยเกิดขึ้น แล้วกรุงเทพฯก็เสียเวลาเติบโตอย่างน่าเสียดาย

ด้วยจำนวนคนรุ่นใหม่ที่ได้เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งแรกในหนนี้ก็มีมากขึ้น และนโยบายของแต่ละผู้สมัครที่จะทำให้เกิดขึ้นได้จริงและต้องเห็นผลในวาระการดำรงตำแหน่งที่มีเพียง 4 ปีเท่านั้น

ช่วงระยะเวลา 4 ปี ก็คงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ไม่ได้มากนัก แต่อย่างน้อยก็ทำให้เห็นการพัฒนาในระยะสั้นและระยะกลางที่จะส่งผลดีต่ออนาคตได้เช่นกัน

วันนี้ นโยบายของผู้สมัครชิงผู้ว่าฯกทม. ประชาชนชาวกรุงเทพฯ ต้องรับรู้และสัมผัสได้จริงๆ ไม่ใช่เพ้อฝันเหมือนที่ผ่านมา แล้วก็ปล่อยให้ลืมเลือนหายไปเหมือนไม่เคยพูดมาก่อน

เสกสรรค์ กิตติทวีสิน