หน้าแรก คอลัมนิสต์ รัฐควรจัดระเบ...

รัฐควรจัดระเบียบต้นทุนวัตถุดิบเลี้ยงสัตว์…ไม่ใช่เพิ่มอุปสรรค

8.02.22 | 09:08 น.

ปัญหาต้นทุนการผลิตเนื้อสัตว์ของเกษตรกรในภาคปศุสัตว์ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกษตรกรต้องประสบภาวะขาดทุน ในจำนวนต้นทุนทั้งหมด “อาหารสัตว์” นับเป็นต้นทุนหลักของการเลี้ยงสัตว์ หรือคิดเป็น 60-70% ของต้นทุนทั้งหมด

ขณะที่ต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ของไทยก็พุ่งสูงขึ้นจากราคาวัตถุดิบในตลาดโลก เนื่องจากต้องอาศัยวัตถุดิบหลายชนิดจากต่างประเทศ เพราะไทยไม่มีวัตถุดิบ หรือมีแต่ไม่เพียงพอ สถานการณ์ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ในตลาดโลกมีการปรับตัวสูงขึ้น ตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปี 2563 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ในปี 2564 ปรับตัวสูงขึ้น 20-25% และมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอีกอย่างต่อเนื่องในปี 2565 กระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าปศุสัตว์ของไทยโดยตรง

ต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ ประกอบขึ้นจาก 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นส่วนที่รัฐบาลไทยไม่สามารถแก้ไขได้ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเป็นส่วนที่รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ทันทีเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรภาคปศุสัตว์

ต้นทุนส่วนที่หนึ่ง : “ราคาวัตถุดิบในตลาดโลก”
จากระดับราคาวัตถุดิบสำคัญ เมื่อเทียบปี 2563/2564 พบว่าเมล็ดถั่วเหลืองมีราคาสูงขึ้น 43.56% กากถั่วเหลือง เพิ่มขึ้น 29.92% DDGS (กากข้าวโพด) เพิ่มขึ้น 28.43% ข้าวสาลี เพิ่มขึ้น 20.73% ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น 12.03% และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีก 5-10% ในไตรมาสแรกของปี 2565 (ยังไม่รวมค่าบริหารและค่าขนส่ง) ราคาวัตถุดิบเหล่านี้เป็นปัจจัยหลักของต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งรัฐบาลไทยหรือผู้ประกอบการอาหารสัตว์คงทำอะไรไม่ได้ในประเด็นนี้

Advertisement

ต้นทุนส่วนที่ 2 : “นโยบายภาครัฐ”
ที่ผ่านมานโยบายรัฐต้องการดูแลราคาพืชอาหารสัตว์ในประเทศ โดยมีการใช้มาตรการต่างๆ ที่บิดเบือนกลไกตลาด อาทิ มาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี โดยต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ 3 ส่วน ก่อนนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน การจำกัดช่วงเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงมาตรการภาษี อาทิ ภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือง 2% ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคและภาระต้นทุนให้เกษตรกรแก่ธุรกิจอาหารสัตว์ ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนของภาคปศุสัตว์เป็นอย่างมาก

แนวทางผ่อนคลายภาระต้นทุนอาหารสัตว์จากมาตรการรัฐ เพื่อลดต้นทุนในส่วนที่ 2 จึงเป็นแนวทางที่รัฐบาลไทยสามารถทำได้ทันที ได้แก่ 1.ยกเลิกภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือง 2% 2.ยกเลิกมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี 3:1 ส่วน และสุดท้ายคือ 3.เปิดนำเข้าข้าวโพดภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO : World Trade Organization) และเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA : ASEAN Free Trade Area) โดยยกเลิกโควต้า ภาษีและค่าธรรมเนียมในปริมาณขาดแคลน ในปี 2565

ทั้งนี้ การยกเลิกภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือง 2% เป็นข้อเสนอที่เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมได้เร็วที่สุด โดยประเทศไทยมีผลผลิตเมล็ดถั่วเหลืองเพียง 35,000 ตัน/ปี ขณะที่มีความต้องการใช้เมล็ดถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองทั้งหมดถึง 6 ล้านตัน/ปี การยกเลิกภาษีนำเข้า 2% จะทำให้ต้นทุนนำเข้ากากถั่วลดลงประมาณ กก.ละ 0.36 บาท (คำนวณบนราคาถั่วเหลืองที่ 18 บาท/กก.) คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,080 ล้านบาท/ปี (ปริมาณนำเข้า 3 ล้านตัน) และยังช่วยลดต้นทุนแฝงจากราคาขายกากถั่วเหลือง ที่ผลิตจากเมล็ดนำเข้าอีกประมาณ 720 ล้านบาท/ปี (ปริมาณ 2 ล้านตัน) รวมทั้งสิ้น ประมาณ 1,800 ล้านบาท/ปี การลดภาษีนี้จะไม่กระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองในประเทศ เพราะรัฐมีนโยบายปกป้องให้ผู้นำเข้ารับซื้อผลผลิตทั้งหมดอยู่แล้วในราคาประกันขั้นต่ำ

ส่วนการยกเลิกมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี 3:1 และการเปิดนำเข้าข้าวโพดตามกรอบ WTO, AFTA นั้นจะส่งผลให้สามารถนำเข้าวัตถุดิบทดแทนได้มากขึ้น เป็นการปรับสมดุลอุปสงค์อุปทานขึ้นลงได้ เพื่อช่วยให้ราคาวัตถุดิบปรับตัวอยู่ในระดับที่เหมาะสม

ทั้งนี้ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นวัตถุดิบหลักที่มีสัดส่วนการใช้ 25-60% ตามประเภทอาหารสัตว์ ประเทศไทยมีความต้องการใช้สูงถึง 8.5 ล้านตัน แต่ผลิตได้เพียง 5 ล้านตัน ต้องใช้ข้าวโพดนำเข้าอีก 3.5 ล้านตัน ซึ่งตรงนี้แม้ต้องนำเข้าก็ไม่ต้องกังวลกับรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดผู้ผลิตข้าวโพด 5 ล้านตันแรก เนื่องจากรัฐมีโครงการประกันรายได้เกษตรกรข้าวโพดในราคา 8.50 บาท/กก. และโรงงานอาหารสัตว์ก็ให้ความร่วมมือรับซื้อข้าวโพดในราคาไม่ต่ำกว่า 8 บาท/กก. ณ หน้าโรงงานเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลอยู่แล้ว

สำหรับการนำเข้าข้าวโพดชายแดน รัฐควรทำการลงทะเบียนผู้นำเข้าข้าวโพดทุกราย พร้อมสร้างระบบการนำเข้าที่ตรวจสอบได้ เพื่อตอบโจทย์การเปิดนำเข้าตามกรอบ WTO และ AFTA ซึ่งจะช่วยให้มองเห็นภาพรวมปริมาณนำเข้า และประเทศไทยจะมีการนำเข้าข้าวโพดได้อย่างเหมาะสม ที่สำคัญจะไม่กระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกพืชของไทยเลย

เหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลพึงกระทำเพราะต้องไม่ลืมว่าการแก้ปัญหาในขณะนี้ต้องเกิดประโยชน์ทั้งห่วงโซ่ปศุสัตว์ เมื่อไม่สามารถลดราคาวัตถุดิบสินค้าเกษตรได้ ก็ต้องช่วยเหลือภาคการเลี้ยงสัตว์และต่อเนื่องไปถึงระบบอาหารดังนั้น ข้อเรียกร้องให้เลิกอุปสรรคและลดภาษีโดยเฉพาะกากถั่วเหลืองที่ไม่กระทบเกษตรกรไทยแม้แต่น้อยควรต้องรีบดำเนินการ แต่วันนี้ รัฐกลับมองผู้ผลิตอาหารสัตว์เป็นผู้สร้างปัญหา โดยออกมาตรการบังคับให้โรงงานอาหารสัตว์แจ้งราคาจำหน่ายและสั่งการให้ตรึงราคาไปอีก 12 เดือน ซึ่งเป็นมาตรการที่เป็นไปไม่ได้!! ที่สำคัญ…มาตรการ “สกัดราคา” นี้อาจจะมีผลกระทบ “ตีกลับ” ลงมาที่ข้อต่อห่วงโซ่ที่เหลือ ในระดับที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

วัตถุดิบอาหารสัตว์จำเป็นต้องมีการจัดระเบียบอย่างจริงจัง อย่าทำให้“นโยบายรัฐ” กลายเป็นอุปสรรคเสียเอง แต่รัฐต้องพลิกมุมมองไปที่เป้าหมายใหม่ คือช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ให้สามารถเลี้ยงตัวและอยู่รอด ส่งเสริมผู้ประกอบการอาหารให้มีขีดความสามารถที่จะแข่งขันได้ในตลาดโลก ซึ่งในที่สุดจะนำไปสู่ความยั่งยืนของเกษตรกรพืชไร่ และผู้คนทั้งหมดในห่วงโซ่การผลิตนี้ได้อย่างยั่งยืน