คลองไทยไม่ควรตกขบวน ไทยแลนด์ 4.0 : โดย ณรงค์ ขุ้มทอง

“ถ้าคลองไทยตกขบวนไทย 4.0 แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติที่ 12 และยุทธศาสตร์ 20 ปี รัฐบาลบิ๊กตู่แล้ว เราจะมีอะไรเป็นมรดกให้ลูกหลานและชาติไทย” เป็นคำกล่าวของผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง

รัฐบาลนายกฯตู่ ประกาศนโยบายด้านเศรษฐกิจโดยผลักดันให้ไทยเข้าสู่อุตสาหกรรม ยุค 4.0 หรือ ไทยแลนด์ 4.0 หมายถึงการนำประเทศไทยเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ 4 ของโลก ซึ่งโลกเรามีการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรก คือ ยุคของเครื่องจักรไอน้ำ ยุคที่ 2 เป็นยุคของพลังงาน ยุคที่ 3 เป็นยุคเครื่องจักรอัตโนมัติ หรือหุ่นยนต์

ยุคที่ 4 ยุค 4.0 คือการนำเทคโนโลยีดิจิทัล และอินเตอร์เน็ต เข้าสู่กระบวนการผลิตสินค้า พร้อมเชื่อมโยงความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงกระบวนการผลิตที่เป็นอัจฉริยะ หรือสมาร์ทแฟคตอรี่ นโยบายไทยแลนด์ 4.0 เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจเข้าสู่การขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Value-Based Economic) โดยครอบคลุมอุตสาหกรรม 5 กลุ่ม คือ

1) อุตสาหกรรมด้านชีวภาพ
2) อุตสาหกรรมพลังงานทดแทน
3) อุตสาหกรรมวิศวกรรมและการออกแบบ
4) อุตสาหกรรมเกี่ยวกับคุณภาพชีวิต
และ 5) อุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์

นอกจากนั้นรัฐบาลยังจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มาขับเคลื่อนอีกทางหนึ่งด้วย แต่คิดว่าต้องใช้เวลานาน น่าจะไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างรวดเร็ว โลกยุคใหม่เข้าสู่ยุคดิจิทัล มีการแข่งขันที่สูง ภาพสะท้อนหลังจากรัฐบาลนี้ประกาศนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และยุทธศาสตร์ 20 ปี หลายคนงงมันคืออะไร หลายคนตื่นเต้น ชื่นชม วิธีคิดของผู้นำรัฐบาลนี้ แต่มันจะจริงหรือเพ้อฝัน คอยติดตามต่อไป เพราะการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ต้องเตรียมคน เตรียมกระบวนการขับเคลื่อน มีการคิดค้นและวิจัยพัฒนามาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง แต่ก็เถอะรัฐบาลนี้ได้เริ่มต้นคิดวางยุทธศาสตร์ วางเป้าหมายประเทศไว้แล้ว ก็ขอชื่นชม

อีกเรื่องที่ผู้เขียนได้ศึกษาวิธีคิดของท่านนายกรัฐมนตรี ตอนเปิดงาน CLMVT Forum 2016 ในการขับเคลื่อนประเทศว่า “การเชื่อมต่อห่วงโซ่การผลิตในภูมิภาคต้องอาศัยความร่วมมือและแข่งขันด้วยนวัตกรรมใหม่จะทำให้เราสู้กับภูมิภาคอื่นได้ อะไรที่ติดขัดรัฐต้องเร่งแก้ต้องคิดใหม่ มองไปข้างหน้า ไทยเราพร้อมให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก เช่น ด้านการผลิต การเชื่อมโยง การขนส่ง ต้องมีการวางยุทธศาสตร์ไปข้างหน้าเหมือนที่ประเทศไทยกำลังทำอยู่ CLMVT กับอีก 5 ประเทศอาเซียนก็จะกลายเป็นตลาดใหญ่ ถ้ารวมจีนและอินเดียด้วยแล้วก็จะมีฐานการตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกกว่า 3,000 ล้านคน ทุกประเทศต้องสร้างความเจริญเข้มแข็งจากภายใน ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้เป็นแนวทางคือ ทำอะไรก็ตามให้ระเบิดจากข้างในออกมา”

นี่เป็นคำกล่าวสุนทรพจน์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในพิธีเปิดงาน CLMVT Forum 2016 มีตัวแทนจากประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และประเทศไทย

ฟังวิธีคิดของท่านนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ถ้าเป็นจริงและสอดคล้องกับการปฏิบัติแล้วเชื่อว่าประเทศของเราก้าวไปข้างหน้ามากกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน แต่ที่ผ่านมามีหลายงาน หลายโครงการได้แต่คิด ได้แต่ฝัน สุดท้ายประเทศชาติไม่ได้อะไร การวางรากฐานและเป้าหมายในการพัฒนาประเทศจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ประเด็นเรื่องคลองไทย หลังจากท่านองคมนตรีธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้เสนอให้ท่าน
นายกฯรื้อฟื้นมาเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศ จนมีนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศสนใจในโครงการนี้ สุดท้ายมีสมาชิก สปท.กลุ่มหนึ่งได้นำเสนอโครงการนี้ เพื่อให้ท่านนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีสั่งการหรือมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐทำการศึกษาถึงความเหมาะสมและ คุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่

แต่ถ้าท่านนายกฯและรองนายกรัฐมนตรีกลับปฏิเสธ

โดยเหตุผล คือ เรื่องเงินทุน เรื่องความมั่นคงทั้ง 2 ประเด็น อาจจะใช่ แต่ประเด็นที่หลายฝ่ายต้องการ คือต้องการให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ ทั้งนี้ เรื่องคลองไทยได้พูดคุยและตั้งคำถามถึงความคุ้มค่ามายาวนาน “คุณจะต้องไม่ปล่อยความกลัวหรือความกังวลของคุณมาขวางกั้นการกระทำของคุณในสิ่งที่ถูกต้องและดีที่สุด” เป็นคำกล่าวของนางออง ซาน ซูจี รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นหญิงแกร่งในการขับเคลื่อนประเทศเมียนมา

ผู้เขียนจึงอยากให้ท่านนายกฯและผู้เกี่ยวข้อง คิดและกล้าขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งมีหลายอย่าง ท่านคิดและทำดีมาโดยตลอด เรื่องคลองไทยพูดกันมา 300 กว่าปี มีหลายประเทศสนใจแต่ไทยนิ่งเฉย

แปลกแต่จริง อะไรคือความมืดดำและอาถรรพ์ของคลองไทย ไทยแลนด์ 4.0 และยุทธศาสตร์ 20 ปีของไทย ควรมีเรื่องคลองไทยบรรจุไว้ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับประเทศไทยจากการวิเคราะห์ของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในงานแบงคอกนิเคอิ ฟอรั่ม 2559 เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2559 ว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกซบเซา เป็นจังหวะดีที่รัฐบาลหันมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศมากขึ้น คือ นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการลงทุนนวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงการค้าการขนส่ง โครงการคลองไทยน่าจะเป็นทางเลือกใหม่และไม่ควรตกหล่นจากนโยบาย 4.0 และยุทธศาสตร์ 20 ปี ของรัฐบาลนายกฯประยุทธ์ เพราะคลองไทยมีประโยชน์ต่อประเทศพอสังเขป ดังนี้

1.ประเทศไทยจะได้แหล่งอาหารทางทะเลแหล่งใหญ่ในทะเลอันดามันและมหาสมุทรอินเดีย ที่อุดมสมบูรณ์แทนแหล่งอาหารทะเลอ่าวไทย ที่นับวันจะไม่มีปลาสัตว์น้ำอย่างอื่นเหลืออยู่ สำหรับบริโภคของคนไทย

2.ทำให้เรือประมงไทยประมาณ 50,000-60,000 ลำ สามารถใช้คลองไทยเป็นเส้นทางใหม่เข้าจับปลาในทะเลอันดามันและมหาสมุทรอินเดียได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น โดยไม่ต้องอ้อมไปทางช่องแคบมะละกา

3.กองทัพเรือของไทยสามารถใช้คลองไทยเป็นเส้นทางที่สั้นลง ในการเดินทางไปสู่น่านน้ำฝั่งทะเลอันดามัน โดยไม่ต้องผ่านน่านน้ำของอินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้เร็วในกรณีเกิดภาวะฉุกเฉินและภัยพิบัติ เช่น กรณีเกิด สึนามิ ต้องใช้เวลา 2-4 วัน จนกว่าจะถึงที่หมาย

4.คลองไทยจะเป็นเส้นทางใหม่ที่ให้กองทัพเรือมีความจำเป็นและชอบธรรม ที่จะเสริมเขี้ยวเล็บทางทะเล โดยการพัฒนากองทัพให้แข็งแกร่ง มีกองเรือดำน้ำเหมือนกับประเทศเวียดนาม มาเลเซีย

5.คลองไทยจะเป็นนวัตกรรมใหม่การเดินทางในทะเล ที่จะเป็นประโยชน์การเดินทางทางทะเลของไทยและชาวโลกอย่างมหาศาล ไทยไม่ควรตกขบวนแห่งการเปลี่ยนแปลงการเดินเรือในครั้งนี้

6.คลองไทยจะช่วยกระตุ้นและสร้างโอกาสใหม่ๆ เช่น ด้านการลงทุน การมีงานทำ การสร้างงานใหม่ๆ ให้กับประเทศไทยอย่างมหาศาล โดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยว คลองไทยจะช่วยเสริมโอกาสให้เรือท่องเที่ยวขนาดใหญ่เดินทางเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวได้สะดวกขึ้น เช่น ฝั่งอ่าวไทย

7.เปลี่ยนประเทศให้กลายเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของโลกเมื่อขุดคลองไทย ประเทศมหาอำนาจของโลกไม่สามารถมองข้ามประเทศไทย และสามารถสร้างอำนาจถ่วงดุลกับประเทศอื่นได้

8.จะเป็นแหล่งประกอบอาชีพของประชากรของประเทศ เพราะอีก 10 ปีข้างหน้าคาดว่าประเทศไทยจะประสบปัญหาทางเศรษฐกิจรายได้หลักจากการท่องเที่ยวจะชะลอตัวลงด้วยภาวะโลกร้อน น้ำไม่มี ฝนไม่ตกตามฤดูกาล พืชผลการเกษตรตกต่ำ ประเทศต่างๆ หันมาดูแลตัวเองมากขึ้น การรวมตัว รวมกลุ่ม เริ่มไม่มั่นคง เช่น การที่ประชาชนอังกฤษมีมติให้ออกจากอียู เป็นต้น

9.คลองไทยจะสร้างอำนาจในการต่อรองของไทยกับมหาอำนาจ อย่างสหรัฐอเมริกา และประเทศ อื่นๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมและการศึกษา และมีตัวอย่างให้ตระหนักคิดว่าทำไมอียิปต์และปานามาได้ขยายคลอง เพิ่มคลองขึ้น อยากให้ทุกฝ่ายนำมาคิดและไตร่ตรอง

10.คลองไทยจะเป็นแหล่งแรงงานของคนไทยทั้งประเทศ และโดยเฉพาะแรงงานของพี่น้องภาคใต้นับ 100,000 คน และช่วยเสริมให้เศรษฐกิจภาคใต้เข้มแข็ง แทนการพึ่งพาราคายางและปาล์มน้ำมันที่นับวันยิ่งตกต่ำในด้านราคาและผลผลิต

11.คลองไทยจะช่วยสร้างโอกาสให้พี่น้อง 3 จังหวัดภาคใต้มีงานทำเพิ่มขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้นส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อม ให้ปัญหาความขัดแย้งในภาคใต้ลดลง เนื่องจากประชาชนมีรายได้ที่สูงขึ้น ตัวอย่างเช่น อ.เบตง จ.ยะลา ที่เศรษฐกิจดีส่งผลให้ประชาชนทุกศาสนาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ส่วนหนึ่งของปัญหาของภาคใต้มาจากการด้อยโอกาสและยากจน

12.คลองไทยจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่มนุษย์สร้างขึ้น ทั้งสองฝั่งลำคลองสามารถพัฒนาเป็นเวนิสตะวันออกแห่งใหม่ คลองจะเป็นช่องทางเรือท่องเที่ยวขนาดใหญ่เข้ามาในอ่าวไทย ส่งเสริมให้สองฝั่งของไทยมีรายได้สูงขึ้น ทำให้ประเทศมีนักท่องเที่ยว หลายกลุ่มเข้ามาในประเทศไทย หากพิจารณาในเชิงลึก ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (2560-2564) เป็นแผนที่เน้นการขับเคลื่อนประเทศ

และแผนนี้ยังเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เน้น 10 ด้าน คือ 1) ปรับความสมดุล และพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ 2) ด้านความมั่นคง 3) ด้านคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม 4) ด้านความสามารถในการแข่งขัน 5) ด้านการสร้างโอกาส ความเสมอภาค และเท่าเทียม 6) ด้าน
การสร้างศักยภาพของคน 7.) ด้านการต่างประเทศและเพื่อนบ้าน 8) ด้านการพัฒนาภูมิภาคและพื้นที่พิเศษ 9) ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม

และ 10) ด้านโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์

จะเห็นได้ว่าคลองไทยควรอยู่ในยุทธศาสตร์ประเทศ และเกี่ยวโยงยุทธศาสตร์ของชาติ เกือบทุกด้านด้วยกัน โครงการคลองไทยจึงน่าจะเป็นนวัตกรรมใหม่ของยุทธศาสตร์ชาติและคลองไทยไม่ควรเป็นฝันร้ายของคนไทยและคนภาคใต้อีกเลย เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้ผู้บริหารและนักวิชาการ ในปี 2553-2554 ท่านทูตไทย ณ กรุงซันติอาโก ได้รายงานมายังไทยว่าประเทศปานามามีรายได้จากกิจการของคลองปานามาประมาณ 1,000-1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี ซึ่งเป็นรายได้สูงสุดของรัฐบาลปานามาในรอบ 10-15 ปี

ล่าสุด ประเทศปานามาได้ทำการขยายคลองให้ใหญ่โตกว้างขวางขึ้น เพื่อรองรับการเดินทางของเรือขนาดใหญ่และกำลังวางแผนอาจจะขุดคลองคู่ขนานอีกในอนาคต อีกกรณีคือคลองสุเอช ทำให้รัฐบาลหรือผู้ที่เกี่ยวข้องของไทยควรศึกษาและให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่งเพราะที่ตั้งของคลองสุเอช เป็นทะเลทราย เป็นเขตเสี่ยงจากความขัดแย้ง แต่รัฐบาลอียิปต์ยังกล้าสร้างและขยายคลองใหม่ ผู้นำประเทศอียิปต์กล้าทำ กล้าตัดสินใจ คือ ประธานาธิบดี อับเดล ฟัตตาห์ อัลซีซี ดำเนินการขุดคลองคู่ขนาน (Parallel waterway) ยาว 72 กิโลเมตร มูลค่าการลงทุน 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ใช้เวลาเพียง 2 ปีเศษ ทั้งๆ ที่ประเทศอียิปต์ขาดเงินทุน เศรษฐกิจตกต่ำย่ำแย่

ผู้นำอียิปต์กลับเรียกร้องให้ชาวอียิปต์ออกมาสนับสนุนและซื้อกองทุน เชิญชวนให้ชาวอียิปต์ที่อยู่ต่างประเทศบริจาคช่วยเหลือโครงการ การขุดคลองคู่ขนานนี้ส่งผลให้อียิปต์มีท่าเรือใหม่ 4 แห่ง มีท่าอากาศยานเมือง Sharm EL-Sheikh แห่งใหม่ มีนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ มีการจัดตั้งเมืองเทคโนโลยีใหม่ส่งผลให้อียิปต์มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมเรือผ่านวันละ 45-60 ลำต่อวัน เป็น 90-120 ลำต่อวัน คลองสุเอชจึงเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศรองจากท่องเที่ยวและการส่งออกน้ำมันและก๊าซ

ผู้เขียนนำตัวอย่างของทั้ง 2 ประเทศ มาให้ผู้บริหารของไทยลองศึกษาดูคลองไทย พูดและศึกษามาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่บรรลุเป้าหมายมีเหตุการณ์ทำให้โครงการต้องหยุดชะงักและล้มเลิกไปซึ่ง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เคยกล่าวไว้กับกรรมาธิการวิสามัญ ที่มี นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ สมาชิกวุฒิสภา จ.สิงห์บุรี เป็นประธาน ว่า “เราได้แต่คิดๆ แล้วพูดๆ และประชุมสัมมนาจนเอกสารกองเป็นตั้ง เช่น โครงการคอคอดกระ (คลองไทย) ก็ได้แต่พูดยังไม่เห็นใครคิดทำอะไร” ครับ

ท่านนายกฯประยุทธ์และรองนายกฯประวิตรลองพิจารณาดูนะครับ และท่านอย่าลืมนะว่า ท่านอาสาเข้ามาดูแลประเทศในฐานะผู้นำประเทศท่านมีพันธะที่ต้องรับผิดชอบและตัดสินใจเพื่อนำประเทศสู่ความยิ่งใหญ่มั่งคั่งและยั่งยืน แค่เชิญชวนให้กลุ่มประเทศ CLMVT 5 ประเทศจับมือกันยังไม่เพียงพอครับท่าน เพราะผลประโยชน์ของชาติและประชาชนของตนเองสำคัญและยิ่งใหญ่เสมอ

ตัวอย่างประเทศอังกฤษให้ประชาชนลงมติให้อังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิททั้งๆ ที่ผู้นำจากหลายประเทศห่วงใยว่าถ้าอังกฤษออกจากสมาชิกสหภาพยุโรป จะส่งผลให้เศรษฐกิจแย่ลง และส่งผลให้ความเข้มแข็งของโลกด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและการศึกษา สั่นคลอนลง
แต่ประชาชนชาวอังกฤษเขาเลือกออกจากอียู เพราะเขากล้า ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของอังกฤษเอง

ท่านนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา กับท่านประวิตร วงษ์สุวรรณ อย่ากลัวอย่ากังวลเลยครับ เพราะทำการศึกษาความเป็นไปได้ของคลองไทยเท่านั้น ท่านทั้งสองได้เสียสละให้กับประเทศไทยมากแล้วครับ ทำเถอะ พระสยามเทวาธิราชคุ้มครองท่านเสมอ ทำเถอะ ประชาชนเขาฝากความหวังความไว้วางใจให้ท่านแล้ว แค่สั่งการให้มีการรื้อฟื้นและศึกษาคลองไทย ท่านทั้งสองจะกลายเป็นผู้เปลี่ยนแปลงเส้นทางการเดินเรือของโลกโดยพลัน และทั้งสองท่านจะอยู่ในสายตาของชาวโลก เป็นผู้สร้างเส้นทางเศรษฐกิจใหม่ของโลก และที่สำคัญที่สุดคือ ท่านคือผู้นำที่เปลี่ยนประเทศไทยเข้าสู่ศูนย์กลางการเดินเรือของโลก ศูนย์กลางธุรกิจการเงิน การคลัง และโลจิสติกส์ ของโลก อย่ากลัวซิ ทำเพื่อประเทศกลัวอะไร ยึดอำนาจมาไม่เห็นกลัวเลย ทำดีพระคุ้มคลอง ประชาชนคุ้มกัน

สุดท้ายไทยแลนด์ 4.0 และยุทธศาสตร์ไทย 20 ปี จะกลายเป็นยุทธศาสตร์ที่ขับเคลื่อนประเทศไทย กลายเป็นยุทธศาสตร์ของโลกโดยพลัน ตัดสินใจเถอะครับ เพราะท่านทั้งสองคือ ความหวังของประชาชน ที่จะนำพาประเทศสู่ความหวังใหม่ที่รุ่งเรืองและยั่งยืน

ณรงค์ ขุ้มทอง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ตำรวจกวาดต้อน 19 คนเร่ร่อนย่านข้าวสาร ส่งเข้าสถานสงเคราะห์ หลังเกิดคดีฆ่าต่อเนื่อง
บทความถัดไปคณะผู้บริหารระดับสูงภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการฝรั่งเศสเข้าเยี่ยมคารวะนายกฯ