เนื่องจากได้เคยเขียนการขับไล่พม่าของไทยใหญ่ ในรัฐฉานในคอลัมน์นี้ แต่การเขียนคราวนั้น เขียนโดยสรุป เมื่อเขียนโดยสรุป ก็ขาดรสชาติ บทความนี้จึงขอเขียนวีรกรรม อันน่าตื่นเต้น โดยละเอียดอีกครั้ง เผื่อคนไทยสยามที่สนใจในชะตากรรมของญาติจะได้รู้การต่อสู้ของเขาว่าเป็นมาอย่างไร?
จึงขอเริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2492 ตอนเมาเซตุง ไล่กองพล ที่ 93 ของเชียงไคเช็ค ซึ่งถอยกรูดมาทางใต้ ขณะนั้นอเมริกาช่วยเชียงไคเช็คเต็มที่ เมื่ออเมริกาเห็นว่า เชียงไคเช็คแพ้แน่ จึงแอบไปกระซิบกับพม่าว่า ขอให้กองพลที่ 93 ถอยเข้าไปในรัฐฉาน เพื่อจะมาตั้งหลักค้าฝิ่นหาทุน หนุนเชียงไคเช็ค รุกกลับเข้ายึดมณฑลยูนนานของจีนอีกครั้งหนึ่ง พม่าซึ่งตอนนั้น เพิ่งได้เอกราชมาใหม่ๆ ดีใจเป็นที่สุด ก็ผวารับกองทัพแพ้สงครามของเชียงไคเช็คอย่างเต็มใจ
ถามว่า พม่าดีใจรับทัพของเชียงไคเช็คเพราะอะไร? เพราะสาเหตุสองประการ คือ หนึ่ง จะได้อ้างเอาบุญคุณกับไทยใหญ่ว่า นำทัพพม่าเข้ามาในรัฐฉาน เพื่อคุ้มครองชาวฉาน สอง พม่าดีใจเงียบๆ ว่า เมื่อทั้งทัพกองพลที่ 93 และทัพพม่า เข้าไปในรัฐฉาน จะได้ช่วยกันบีบชาวไทยใหญ่ให้มีแต่ความทุกข์ จะได้ไม่มีเวลาคิดหาเอกราช
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2501 กองพลที่ 93 ส่วนใหญ่ได้ถอนกำลังไปยังไต้หวันแล้ว เหลือแต่ทหารสมัครใจอยู่ เพื่อค้าฝิ่นซึ่งต่อมา ในยุคนายกเกรียงศักดิ์ ได้มอบสัญชาติไทย ให้กับคนเหล่านี้ด้วย ไม่ทราบเพราะอะไร? เมื่อกองพลที่ 93 ถอนออกไปแล้ว มันก็ต้องหมดเงื่อนไข ที่พม่าอ้างว่านำทหารพม่าเข้ามาในอาณาจักรไทยใหญ่ เพื่อมาคุ้มครองชาวไทยใหญ่ (ปากพูด แต่ใจไม่ใช่) ดังนั้นชาวไทยใหญ่จึงแสดงอาการให้พม่าถอนกองทัพของตนออกไป พม่าเฉย! พร้อมขำ! เหมือนพญาราชสีห์ ขำที่หนูตัวกระจ้อยร่อย มาขับไล่พญาราชสีห์ ให้ออกจากถิ่นหากินของพญาราชสีห์
ฉะนั้น บังเอิญจังหวะนั้น เจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะ ได้ก่อตั้งขบวนการหนุ่มศึกหาญ เพื่อกอบกู้เอกราชให้ไทยใหญ่ ได้ประสบความสำเร็จในการทำลายรถขนส่งเสบียงของพม่า อีกทั้งอภินิหารที่มาช่วยคุ้มครองหน่วยกู้ชาติ ของพระนเรศวรมหาราช ได้ระบือออกไปทั่วแดนฉาน ประดุจไฟไหม้ป่า ชาวไทยใหญ่ทุกทิศ ได้เดินทางมาร่วมกู้ชาติกับขบวนการหนุ่มศึกหาญ ทุกวัน
ชาวไทยใหญ่ที่อยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสาละวิน จะต้องมาข้ามเรือที่ท่าน้ำห้วยเย็น โดยมีชาวไทยใหญ่นำเรือมารับส่งตลอดเวลา เพื่อไปสู่เมืองหาง และดอยป๋างตองอันเป็นค่ายใหญ่ของขบวนการหนุ่มศึกหาญ
ขวัญกำลังใจอันเกิดจากการเสด็จมาช่วยเหลือของพระนเรศวรมหาราช และขวัญกำลังใจอันเกิดจากการทำลายหน่วยส่งกำลังบำรุงของหนุ่มศึกหาญ ทำให้ผู้นำรัฐต่างๆ แตกตื่นเข้าร่วมงานกับเจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะ
ในหมู่ผู้นำต่างๆ นั้นมีผู้นำสองคนที่วางแผนขับไล่ทหารพม่าให้ออกจากเมืองตั้งยาน อันเป็นเมืองที่ค่ายทหารพม่าตั้งอยู่
ผู้นำสองคนนั้นคือ โป่เตหวิน เจ้าเมืองตอม และเจ้าเสือวัน บุตรเจ้าหน่อเมียะ เจ้าเมือง ใหญ่ ทั้งสองมุ่งหน้าไปเมืองหางเพื่อบวงสรวงพระอนุสาวรีย์ พระนเรศวรมหาราช ขณะเดินทางพบทหารพม่าเดินลาดตระเวน จึงฆ่าทหารพม่า แล้วยึดปืนมาได้ 5 กระบอก เมื่อถึงเมืองหางทำการบวงสรวงอนุสาวรีย์พระนเรศวรมหาราช แล้วขึ้นไปพบเจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะ ผู้นำขบวนการหนุ่มศึกหาญบนดอยป๋างตอง ได้ปรึกษากันเรื่องขับไล่ทหารพม่า ที่เมืองตั้งยาน เจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะ ยินดีด้วย และวางแผนที่จะทำการในวันเพ็ญเดือน 12 พ.ศ.2502
ขณะนั้นพม่าเองก็คงไม่วางใจชนกลุ่มน้อยทุกกลุ่ม เพราะตัวทำรอยแผลไว้ให้เขามาก โดยเฉพาะขณะนี้ พระบารมีของพระนเรศวรมหาราชได้พลิกฟื้นขึ้นมาอีก ดังนั้นสิ่งที่พม่าต้องระวังก็คือ ชนกลุ่มน้อยที่จะมาร่วมมือกับไทยใหญ่ โดยเฉพาะที่พม่าไม่ไว้ใจและวางแผนกำจัดรายแรกคือ โม่หม่อง หัวหน้าเผ่าละว้า ดังนั้นพม่าจึงแจ้งไปยังโม่หม่องว่า วันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 12 ปี พ.ศ.2502 จะขึ้นไปบนดอยหม่อ เพื่อมอบอาวุธให้หัวหน้าเผ่าละว้า ขอให้หัวหน้าเผ่าละว้าคอยต้อนรับ
เมื่อโม่หม่องรู้เรื่องแล้ว ก็รู้ทันทีว่าพม่าต้องการจะประชิดตัวแล้วจับฆ่า จึงไม่ไปทำการต้อนรับ อีกทั้งโม่หม่องได้นัดกับเจ้าเมืองตอมแล้วว่าจะช่วยกันขับไล่พม่า ในวันเพ็ญเดือน 12 เมื่อพม่าพร้อมทหาร 62 คน ขึ้นไปบนดอยหม่อ ตามแผนที่จะฆ่าหัวหน้าเผ่า แต่ไม่มีละว้ามาต้อนรับแม้แต่คนเดียว พม่าก็รู้ว่าแผนของตนแตกแล้ว จึงไม่หลงกลมาต้อนรับทหารพม่า จึงนำทหารกลับลงจากดอย แต่พอกลับมาได้ครึ่งทาง พม่ากลับเปลี่ยนใจ ว่า ไหนๆ จะมาฆ่าพวกละว้าแล้ว ก็ฆ่ามันซึ่งๆ หน้าเสียเลย ดังนั้นพม่าจึงหันหลังกลับขึ้นดอยหม่ออีก พวกละว้าเห็นผิดสังเกต จึงเตรียมสู้
คืนวันนั้นพวกละว้า และพม่าจึงรบกันอยู่บนดอยหม่อ เสียงปืนยิงกันทำให้เจ้าเมืองตอมและเจ้าเสือวันได้ยิน ทั้งคู่จึงเปลี่ยนใจจากเดิมที่จะลงมือวันเพ็ญ มาทำการวันนี้ แล้วเที่ยงคืนของวันขึ้น 12 ค่ำนั่นเอง ทั้งสองท่านจึงนำทัพไทยใหญ่เข้าไปในฐานบังคับการทหารพม่าที่เมืองตั้งยานได้ทัพไทยใหญ่จับลูกจ้างทหารพม่าไว้ทั้งหมด ทหารพม่าในฐานบังคับการมีน้อย เพราะกำลังส่วนใหญ่ไปรบอยู่บนดอยหม่อ ทหารเหล่านั้นจึงขวัญเสีย กระเจิดกระเจิง ไปคนละทิศละทาง
กองบังคับการทหารพม่าวิทยุขอให้เครื่องบินมาทิ้งระเบิด มีเครื่องบินมาหนึ่งเครื่อง แต่โป่เตหวิน เจ้าเมืองตอม ยิงเครืองบินลำนั้นตก การที่กำลังรบของพม่าเสียเครื่องบิน ทำให้ภาพการรบของพม่าเลวร้ายลงไป จนขณะนั้นทหารรับจ้างของพม่า เช่นมูเซอ กะฉิ่น กะเหรี่ยง มั่นใจว่าไทยใหญ่ชนะแน่จึงได้หนีออกจากเมืองตั้งยานไป
โป่เตหวิน และเจ้าเสือวัน จึงยึดเมืองตั้งยานไว้ได้
ร.อ.จามจ่อ หัวหน้า ค่าย U.m. B. คิดว่า ผู้มายึดเมืองตั้งยานครั้งนี้คือเจ้าเสือวัน และบ้านของพ่อเจ้าเสือวันก็อยู่ที่เมืองตั้งยานนี่เอง ดังนั้นเพื่อความได้เปรียบในการรบ จึงต้องไปจับตัวพ่อของเจ้าเสือวันไว้เป็นตัวประกัน จามจ่อจึงเอา ร.ต.อ.เจ้าอุ้งแก้ว หัวหน้าตำรวจ เมืองตั้งยาน ไปจับพ่อของเจ้าเสือวัน มาไว้ในค่าย U. m. B. เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันแรม 7 ค่ำ เดือน 12 หลังการรบผ่านไปแล้ว เจ็ดวัน
วันรุ่งขึ้น กองทัพไทยใหญ่จึงไปล้อมค่าย U.M.B. หัวหน้าจามจ่อ จึงให้นำเจ้าหน่อเมียะพ่อของเจ้าเสือวันไปขังคุกไว้ เพราะต้องการเจ้าหน่อเมียะมาเป็นโล่มนุษย์ พาพวกเขาให้ออกไปจากค่ายอย่างปลอดภัยจากปืนของเจ้าเสือวัน วันนั้นที่ค่าย U.M.B. ยิงกันทั้งวัน เจ้าหน่อเมียะต้องหลบลูกปืนลูกแล้วลูกเล่า แถมอดข้าวมาทั้งวัน พอพลบค่ำทหารกะฉิ่นคนหนึ่งซึ่งเป็นทหารของพม่า คิดว่าไทยใหญ่ชนะแน่ เพราะกองทัพไทยใหญ่ล้อมไว้ทุกด้าน จึงคิดหนีออกจากค่ายพม่า ค่อยๆ เดินลัดเลาะออกไป
เผอิญเดินไปทางห้องที่พม่าขังเจ้าหน่อเมียะไว้ เจ้าหน่อเมียะได้ยินเสียงคนเดิน จึงมองไปที่หน้าต่างที่มีลูกกรง เมื่อเห็นทหารกะฉิ่น จึงขอน้ำกิน ได้น้ำกินชื่นใจแล้วจึงถามถึงสถานการณ์ ทหารกะฉิ่นตอบว่าทหารไทยใหญ่ล้อมไว้ทุกด้าน ไม่มีทางออก ผมกำลังจะหนีออกนอกค่าย ทหารกะฉิ่นพูดแล้วก็รีบผละหนีออกไป ต่อมาคืนนั้นเวลา 23.30 น. ร.อ.จามจ่อ ให้ทหารไปพาตัวเจ้าหน่อเมียะมาพบ จามจ่อพูดกับเจ้าหน่อเมียะผู้ยืนอยู่ตรงหน้าว่า ขอให้ท่านช่วยเดินนำหน้าพาพวกเราออกจากค่ายด้วย เจ้าหน่อเมียะฟังแล้วรู้ทันทีว่าพวกพม่าจะให้เขาเป็นโล่เพื่อคุ้มครองพวกพม่า เขาจึงตอบตกลงทันทีว่าได้ แต่ตอนนี้ขอไปเอาผ้าห่มก่อนมันหนาวเหลือเกิน จามจ่อรู้ไม่ทันความคิดของเสือเฒ่าจึงอนุญาต แต่ก็ให้มีทหารไปส่งหนึ่งคน
ขณะเดินกลับมาห้องขัง มีแต่ความมืด เจ้าหน่อเมียะรอจังหวะแสดงวีรกรรมหนี พอเห็นทหารเผลอเจ้าหน่อเมียะก็แสดงลวดลายของเสือเฒ่าคือกระโดดผลุงออกนอกเส้นทาง กว่าทหารที่มาส่งจะตั้งตัวเตรียมปืนได้ เจ้าหน่อเมียะก็ไปไกลแล้ว เสียงปืนไล่หลังเจ้าหน่อเมียะเหมือนห่าฝน แต่เจ้าหน่อเมียะก็ไม่ยอมเหลียวหลังดูลูกปืนเลย เมื่อเจ้าหน่อเมียะวิ่งออกมานอกรั้วค่ายแล้ว ก็พบทหารไทยใหญ่ที่ล้อมค่ายอยู่ เสียงปืนดังขึ้น 1 นัดเพราะทหารไทยใหญ่ไม่รู้ว่าใครวิ่งออกมา เจ้าหน่อเมียะตะโกนห้ามว่าอย่ายิงๆ กูพ่อเสือวัน ทหารผู้นั้นจึงลดปืนลง
เมื่อเจ้าหน่อเมียะกับเจ้าเสือวันพบกันแล้วก็โผเข้ากอดกัน การวิ่งหนีลูกปืนอย่างไม่คิดถึงชีวิตของเจ้าหน่อเมียะ เป็นเรื่องขำขันเล่าสืบกันมาหลายปี
ช่วงตั้งแต่เริ่มยิงกันตลอด 15 วัน มีผลของผู้ชนะพอสรุปได้ดังต่อไปนี้
นอกจากยึดเมืองตั้งยาน และค่าย U.M.B. ได้แล้ว วันต่อมาช่วงกลางวันยึดได้ค่ายเมืองก๋าว ช่วงกลางคืนยึดได้ค่ายเมืองฮุง ตอนยึดค่ายเมืองฮุง ได้จับทหารพม่าสองคนซึ่งกำลังจ่ายเงินเดือนให้ลูกน้อง ค่ายพม่าทางด้านตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน เช่นเมืองบังแสง ก็มอบอาวุธให้พ่อเฒ่าเจ้าเมืองบังแสง ค่ายพม่าที่เมืองเวียงเงิน ก็มอบอาวุธให้เจ้าฟ้าเมืองเวียงเงิน กองทัพ กุรข่า 12 กองพัน ได้มาทำสัญญาร่วมรบกับหน่วยกู้ชาติไทยใหญ่ ส่วนโป่เตหวินและโปกา ได้เข้ายึดค่ายบางพระของพม่าไว้ได้ ในช่วงนั้นอูนุเป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 2 ได้ประกาศทางวิทยุว่า เมืองตั้งยานได้ตกอยู่ในอำนาจของหน่วยกู้ชาติไทยใหญ่แล้ว ขณะเดียวกันวิทยุ BBC ก็ออกข่าวไปทั่วโลกว่า เมืองตั้งยาน ของแสนหวีใต้ได้ตกอยู่ในอำนาจของหน่วยกู้ชาติไทยใหญ่แล้ว
ส่วนทางด้านเมืองล่าเซียว ซึ่งเป็นกองบัญชาการใหญ่ กองพลที่ 2 ของพม่าเจ้าเสือเครือ ซึ่งเป็นผู้ช่วยของ เจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะ ได้พิมพ์เอกสารประกาศเอกราชของไทยใหญ่ แจกทั่วเมือง พร้อมส่งไปยังสถานทูตต่างๆ ฝ่ายพม่าโกรธหนัก ที่เจ้าเสือเครือประกาศเอกราชไทยใหญ่ จึงไปล้อมบ้านของเจ้าเสือเครือ ที่เมืองล่าเซียว เจ้าเสือเครือรู้ตัวทันจึงวิ่งหนีขึ้นชั้น 2 ของบ้านพัก แล้วกระโดดขึ้นภูเขาบ้านอาย ไปรวมตัวกับกองกำลังไทยใหญ่ที่กำลังเข้าล้อมค่ายเมืองล่าเซียว ขณะเดียวกัน พม่าก็ส่งกองกำลังทั้งเครื่องบิน และพลราบจากเมืองล่าเซียว เพื่อไปยึดคืน
เมืองต่างๆ ที่ไทยใหญ่ยึดไป โดยเฉพาะที่ค่ายดอยบางพระ พม่าจัดทหารกุรข่าขึ้นไปยึด เพราะอะไร? ตอบว่า เพราะพม่ารู้ว่าทหารกุรข่าบางหน่วย แอบไปทำสัญญาร่วมรบกับไทยใหญ่ จึงสั่งให้ทหารกุรข่าขึ้นไปยึดค่ายบางพระให้ได้ ทหารกุรข่าคนไหนถอย พม่าจะยิงทิ้งทันที จึงปรากฏว่าทหารกุรข่าหลายคนที่รักษาตัวอยู่โรงพยาบาลมีแผลถูกยิงข้างหลังทุกคน พม่าทิ้งระเบิดทุกค่ายที่ไทยใหญ่ยึดไว้ ตั้งแต่ 7 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น ผลสุดท้ายไทยใหญ่ไม่สามารถรักษาเมืองไว้ได้ จึงต้องผละออกจากเมือง เข้าป่าจับอาวุธต่อสู้กับพม่าต่อไป
การต่อสู้เพื่อเอกราชของไทยใหญ่ ประจักษ์ผลงานอันยิ่งใหญ่เท่าที่ได้กล่าวมาแล้วเท่านั้น นอกจากนั้นก็มีแต่หน่วยกู้ชาติที่รวมตัวกันอยู่ในจุดต่างๆ ทั่วดินแดนฉาน แต่ก็มีดินแดนที่น่าจะเป็นอิสระที่พม่าเข้ามาขับไล่ยากอยู่สองจุด จุดหนึ่งคือดอยหินแตก อยู่ที่จังหวัดเชียงราย จุดที่สองคือ ดอยไตแลง จุดนี้อยู่ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ทั้งสองจุดนี้เหมือนอาณาจักรไทยใหญ่ที่เป็นอิสระ แผ่นดินฝั่งไทยก็มีทหารไทยเฝ้ายามอยู่ อาณาจักรฝั่งไทยใหญ่ก็มีทหารไทยใหญ่เฝ้ายามอยู่ ส่วนชีวิตของเจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะ ในบั้นปลายท่านคงไปดูแลอนุสาวรีย์ของพระนเรศวร ที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ แล้วท่านก็ไปสิ้นชีวิตที่นั่นหลายปีแล้ว ส่วนเจ้าเสือเครือได้สิ้นชีวิตไปเมื่อประมาณสองเดือนที่ผ่านมา ที่จังหวัดเชียงใหม่ ผู้นำการต่อสู้เพื่อเอกราชของไทยใหญ่รุ่นแรกดับไปแล้ว แต่การต่อสู้เพื่อเอกราชของไทยใหญ่ยังดำเนินต่อไป
เป็นเรื่องจำเป็นที่การต่อสู้ของชาติต้องมีคนอื่นช่วย ประเทศเวียดนามต่อสู้สำเร็จเพราะมีประเทศข้างเคียงเล็กๆ คอยช่วย อาณาจักรไทยใหญ่เล่า! จะมีใครช่วย!
ถ้าเป็นเรื่องจริง ขอคารวะท่านผู้มีอำนาจ เมืองไทยช่วยให้ชนกลุ่มน้อยในพม่าทั้งหมดมาคุยกันแล้วที่เชียงใหม่!

