ที่เห็นและเป็นไป : จงไป ‘เสียก่อนจะสาย’
วาระนับถอยหลังของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีเรื่องราวความขัดแย้งในผลประโยชน์โครงการรัฐ ทยอยออกมาให้รับรู้ถี่ขึ้นๆ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่อย่าง “เหมืองทองอัคราฯ” หรือ “สัมปทานรถไฟฟ้าสีเขียว” เลยไปถึง “โครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์เชื่อมสนามบิน”
หรือโครงการที่รองๆ ลงมาอย่างการบริหารน้ำที่ “อีอีซี” หรืออุตสาหกรรมภาคตะวันออกที่เริ่มมีข้อมูลซับซ้อนซ่อนเงื่อนของ “อีสท์วอเตอร์” บริษัทมหาชน อันเป็นกึ่งๆ องค์กรของรัฐที่ทำท่าจะไปไม่รอด หลังจากมีผู้เข้าไปแข่งขันแทนที่จะปล่อยให้ผูกขาดเป็นเสือนอนกินยาวนาน
เมื่อผลประโยชน์ที่หน่วยงานรัฐเคยได้แค่ไม่กี่ล้าน เพิ่มขึ้นมากมายกลายเป็นปีละ 800 ล้านบาทต่อปี
การต่อสู้เพื่ออยู่รอดจึงเกิดขึ้นอย่างดุเดือด เพราะหากปล่อยสูญเสียภารกิจจะเสี่ยงต่อการอยู่ไม่ได้
รายละเอียดเป็นอย่างไร เชื่อว่าในการอภิปรายรัฐบาลของพรรคฝ่ายค้าน คงมีข้อมูลทั้งทั่วไปที่อธิบายให้เข้าใจ และลึกที่ทำให้เห็นเงื่อนงำการบริหารไปเปิดโปงในสภา
ความเป็นไปของโครงการที่มีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลังที่ค่อยๆ ปูดมาทีละเรื่องเหล่านี้ สะท้อนถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการที่โครงการรัฐมีไม่พอที่จะแบ่งสรรให้ทุนที่หากินกับรัฐสร้างรายได้ได้เพียงพอกับความต้องการของธุรกิจที่หากินกับโครงการรัฐ
หากินยากขึ้น การแข่งขันช่วงชิงก็เข้มข้นขึ้น และปมความขัดแย้งก็เปิดออกมาสู่สาธารณะมากขึ้น
ทำให้การตรวจสอบง่ายนี้ เพราะข้อมูลมากมายจะหลุดออกมา
เมื่อเป็นจังหวะพอที่กับการที่ฝ่ายค้านกำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อเปิดอภิปราย ทั้งอภิปรายโดยไม่ลงมติในอีกไม่กี่วันนี้ การอภิปรายไม่ไว้วางใจในเดือนพฤษภาคมที่จะถึง
แถมด้วยเสียงสนับสนุนรัฐบาลเริ่มกระจัดกระจาย หลายรูปธรรมของการทำงานในสภาที่ทำให้การประชุมล่มไม่รู้หยุดหย่อน และ ส.ส.พรรครัฐบาลไปโหวตช่วยญัตติของฝ่ายค้าน ย่อมเป็นสัญญาณที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับการเอาตัวรอดให้ได้ของรัฐมนตรีที่อยู่ในข่ายจะถูกอภิปราย
เพราะหากเคลียร์ไม่ดี ไม่ใช่แค่เสียหายต่ออนาคตทางการเมืองเท่านั้น โอกาสที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีอาญาก็มีไม่น้อย
ที่หยิบยกมาเป็นข้อสังเกต คือหลังกองทัพยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และจัดตั้งคณะรัฐมนตรีที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเข้ามาจัดการหน่วยงานต่างๆ โดยแต่งตั้งทหารเข้าไปควบคุมการบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ รัฐวิสาหกิจเกือบทุกแห่ง รวมถึงองค์กร หรือหน่วยงานที่ตั้งขึ้นใหม่ จากวันนั้นถึงวันนี้ ผลประกอบการของหน่วยงานเหล่านั้น ดีขึ้นหรือแย่ลง การบริการทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากขึ้น หรือเดือดร้อนกันมากขึ้น ผลประโยชน์ที่รัฐได้ กับผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้องอย่างไหนมากกว่ากัน
เรื่องราวเหล่านี้ ในสถานการณ์การทำมาหากินฝืดเคืองมากขึ้น การต่อสู้ที่เข้มข้นมากขึ้น ข้อมูลที่หลุดสู่สาธารณะจะย้อนกลับไปทั้งตั้งคำถามถึงความไม่ชอบมาพากล และความเป็นธรรมมากขึ้น
ยิ่งกระแสออกมาในทาง “ไม่น่าจะไปต่อได้” การดิ้นเพื่อเอาตัวรอดของทุกคนจะเกิดขึ้น และนั่นคือเหตุที่จะทำให้เกิดสภาพ “หมาตายเห็บโดด” ต่างคนต่างหาทางปกป้องตัวเองให้รอด หรือหาทางที่คิดว่าดีกว่าให้ตัวเอง
สภาวะเช่นนี้ในทางการเมืองจะมีเรื่องน่าตื่นเต้นออกมาให้รับรู้มากขึ้นเรื่อยๆ
ซึ่งการเร่งนับถอยหลังให้ตัวเองจะเป็นการ “หยุดเลือด” ที่ดีที่สุด

