หน้าแรก คอลัมนิสต์ ธรรมชาติเดิมแ...

ธรรมชาติเดิมแท้

12.02.22 | 17:35 น.

คำถามที่น่าสนใจคือ อะไรคือธรรมชาติเดิมแท้ของมนุษย์ มีคำถามอื่นตามมา เช่น มีหรือไม่มีธรรมชาติดังกล่าว ถ้ามี เดิมแท้หมายถึงตั้งแต่เริ่มกลายพันธุ์เป็น “มนุษย์ฉลาด” (Homo Sapiens) หรือเดิมแท้หมายถึงก่อนที่มนุษย์จะทำบาปจนพระเจ้าขับไล่ออกจากสวนเอเดน (Garden of Eden) หรือเดิมแท้หมายรวมถึงธรรมชาติที่มีอยู่ในตัวมนุษย์แต่ละคนในปัจจุบันที่รอการค้นพบ ฯลฯ ความเดิมแท้มีลักษณะทวิภาวะ เช่น มีความดีเป็นพื้นฐาน หรือมีความชั่วร้ายมาแต่เดิม หรือความเดิมแท้มีลักษณะ พหุภาวะ เช่น ดี/เลว/ไม่ดีไม่เลว/ดีบ้างเลวบ้าง เป็นต้น

คำถามที่น่าสนใจอาจน่าสนใจเพียงได้ถาม แต่คำตอบที่เด็ดขาดอาจไม่มี มีเพียงคำตอบที่หลากหลายยิ่งกว่าคำถามเสียอีก อาจมีคำตอบที่ถูกข้อเดียว/ผิดทุกข้อ/ถูกทุกข้อ/ถูกบ้างผิดบ้าง แม้เป็นคำตอบทางวิทยาศาสตร์ ก็ยังถือว่า “ถูก” เพียงชั่วคราว จนกว่าจะมีคำตอบที่ “ถูกยิ่งกว่า” เพราะลักษณะหนึ่งของมนุษย์คือสนใจใฝ่รู้ในธรรมชาติที่กว้างใหญ่ไพศาลสุดที่จะหยั่งรู้ไปทั้งหมดได้ นี่ก็เป็นเพียงความเห็นของผมที่เชื่อว่าไม่มีคัมภีร์เล่มใดที่ให้คำตอบสุดท้าย แต่คนส่วนใหญ่คิดว่ามีคัมภีร์เช่นนั้นตามความเชื่อของตน ขอนำความเชื่อในเรื่องการกำเนิดโลกและการกำเนิดมนุษย์มาพิจารณาดูบ้าง

พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ ในสมัยปฐมกาลโลกและจักรวาลทั้งสิ้นเต็มไปด้วยน้ำ มืดมนมองไม่เห็นอะไร ยังไม่มีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวต่าง ๆ ตลอดจนกลางวัน กลางคืน ฤดู วัน เดือน ปี ก็ยังไม่เกิดขึ้น เพศหญิงเพศชายยังไม่ปรากฎ สิ่งมีชีวิตทั้งหลายเรียกว่าสัตว์ทั้งสิ้น พระพุทธองค์ไม่ได้ตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า กำเนิดแรกของโลกและจักรวาลมาจากไหน แต่ตรัสถึงการเกิด/การสลายตัวของโลก ว่ามีการรวมตัวกัน มีการสลายตัววนเวียนกลับไป สมัยเมื่อโลกหมุนเวียนกลับไปสู่ความพินาศ สัตว์ทั้งหลายไปเกิดในชั้นอาภัสสรพรหมกันโดยมาก เมื่อโลกหมุนกลับ จากความพินาศกลับสู่ความเจริญ สัตว์เหล่านั้นก็มาจุติในโลกนี้ ครั้นเกิดง้วนดินลอยอยู่บนน้ำทั่วไป ง้วนดินนั้นถึงพร้อมด้วยสี กลิ่น รส ต่อมามีสัตว์ผู้หนึ่งเอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองลิ้มดู เมื่อง้วนดินได้ซาบซ่านไปแล้ว สัตว์ผู้นั้นจึงเกิดความอยากขึ้น สัตว์พวกอื่นก็พากันเอาอย่างสัตว์ผู้นั้น เอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองลิ้มดู เมื่อง้วนดินได้ซาบซ่านไปแล้ว สัตว์เหล่านั้นจึงเกิดความอยากขึ้น รัศมีกายของสัตว์เหล่านั้นก็หายไป ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็ปรากฏ เมื่อดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ปรากฏแล้ว ดวงดาวนักษัตรทั้งหลายก็ปรากฏ ผมตีความคติพุทธนี้ว่า แต่เดิมมนุษย์มีรัศมี (ความดี?) แต่พอมีความอยาก รัศมีก็หายไป

ศาสนาอับบราฮัมสอนให้เชื่อในพระเจ้าองค์เดียว ตามคัมภีร์เดิมพระองค์ทรงสร้างโลกดังนี้

วันแรก ทรงสร้างแสงสว่างกำจัดความมืดให้ชื่อว่ากลางวัน ส่วนความมืดให้ชื่อว่ากลางคืน

Advertisement

วันที่สอง ทรงสร้างฟากฟ้าอากาศ มีเวลาเย็นและเวลาเช้า

วันที่สาม ทรงสร้างแผ่นดิน ทะเลและพืชพันธุ์ธัญญาหารบนผืนแผ่นดินนั้น

วันที่สี่ ทรงสร้างดวงอาทิตย์ให้ส่องสว่างเวลากลางวัน และทรงสร้างดวงดาว ดวงจันทร์ให้ส่องสว่างเวลากลางคืน

วันที่ห้า ทรงสร้างสัตว์นานาชนิด ทั้งบนบกและในน้ำ

วันที่หก ทรงสร้างมนุษย์ให้มีลักษณะตามแบบอย่างพระองค์เป็นชายและหญิง ให้เป็นเจ้าของพืช สัตว์และผืนแผ่นดิน

วันที่เจ็ด ทรงพักงานสร้างทั้งปวง เพราะสำเร็จแล้วตั้งแต่วันที่หก ทรงอวยพรและตั้งไว้เป็นวันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์

เรื่องที่น่าสนใจคือว่า มนุษย์ถูกสร้างตามแบบอย่างของพระเจ้า และเชื่อว่าเป็นเจ้าของสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตในโลก การครองสมบัติจึงถือเป็นสิทธิ์อันศักดิ์สิทธิ์ ผมตีความว่า แต่เดิมแล้วความอยากของมนุษย์คืออยากเป็นเจ้าของ

พระเจ้าสร้างมนุษย์สองคนแรกคืออดัมและอีวาและให้พำนักในสวนสวรรค์เอเดน ทรงบัญชาทั้งสองคนว่า “เจ้ากินผลจากต้นไม้ในสวนทุกแห่งได้ แต่อย่ารับประทานจากต้นไม้แห่งความรู้เรื่องความดีและชั่ว อย่ารับประทานเพราะในวันที่เจ้ากิน แน่นอนตาย” แต่ปีศาจซาตานมาล่อหลอกให้อีวากินผลไม้ต้องห้ามและเธอมอบให้อดัมกินด้วย ทั้งสองจึงถูกขับให้พ้นจากสวนเอเดน พ้นจากความบริสุทธิ์ มีบาปติดตัวมาเรียกว่าบาปต้นกำเนิด มนุษย์เลยต้องมาเผชิญกับความดีและชั่ว และจะกลับสู่สวรรค์ได้ก็โดยอาศัยพระผู้ช่วยให้รอด (หมายถึงพระเมสสิยาห์) มาช่วยไถ่บาปให้มนุษย์ ชาวคริสต์เชื่อว่าพระเยซูคริสต์เจ้าคือพระเมสสิยาห์ แต่ชาวยิวยังรอการมาถึงของพระองค์ ส่วนมุสลิมเชื่อว่าศาสดามูฮัมหมัดคือศาสดาองค์สุดท้าย ผมตีความว่า ไม่ว่าเดิมทีมนุษย์จะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่นับแต่พระเยซูคริสต์เสด็จลงมา หรือศาสดามูฮัมหมัดถือกำเนิดมาในโลกนี้ มนุษย์มีทางรอดที่จะเป็นคนดีได้ แต่ยังมีเจตจำนงเสรีที่จะทำชั่วได้เช่นกัน

ขอเล่าตำนานกรีกบ้าง แต่แรกนั้น จักรวาลเป็นความว่างเปล่าไม่มีที่สุด เรียกว่า “เคออส” จากนั้นสิ่งอื่นตามมา ได้แก่ “ไกอา” (แผ่นดิน) “ทาร์ทารัส” (บาดาล) และ “อีรอส” (เชื้อชีวิต) เคออสยังให้กำเนิด “เอเรบัส” (ความมืด) และ “นิกซ์” (กลางคืน) ทั้งสองมีลูกชื่อ “เอเธอร์” (แสงสว่าง) และ “เฮเมรา” (กลางวัน) พระแม่ธรณีไกอาได้สร้าง “อูรานอส” (ท้องฟ้า) ขึ้นมาและสมสู่ด้วย เกิดลูกหลายองค์ แบ่งเป็นสองชุด ชุดหนึ่งหน้าตาพิลึกพิลั่น มีหลายแขนบ้าง มีตาเดียวบ้าง จัดเป็นพวกยักษ์หรืออสูร ชุดที่สองหน้าตาสวยงาม (เหมือนมนุษย์นั่นเอง) จัดเป็นพวก “ไททัน” เมื่อเราพูดถึงเทพกรีกชุดแรก ๆ จะหมายถึงเทพที่มีร่างคน กับเป็นสัญลักษณ์แทนสิ่งอื่น เช่น ไกอาหมายถึงแผ่นดินด้วย เทพทุกองค์มีความโลภ โกรธ หลง ต่อมาหลังจากที่เทพสืบเชื้อสายกันวุ่นวาย ก็กำเนิดเทพ “ซูส” ผู้เป็นใหญ่ ส่วนเทพที่สร้างมนุษย์ผู้ชายขึ้นมาจากโคลนชื่อ “โพมิธีอัส” โดยให้มนุษย์มีลักษณะเลียนแบบเทพ ซูสเห็นแล้วเกรงว่ามนุษย์จะมาเทียบบารมี จึงกำหนดให้พวกเขามีการเกิดแก่เจ็บตาย และสั่งให้เทพ “เอเฟตัส” สร้างผู้หญิงคนแรกขึ้นมาและตั้งชื่อว่า “แพนโดรา” ผู้มีกล่องบรรจุความชั่วร้ายทั้งมวลไว้ เทพสั่งห้ามมิให้เธอเปิดกล่อง แต่เธอก็อดทำไม่ได้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ความชั่วร้าย เช่น ความจน ความหิว ความรุนแรง ก็หลุดออกมาทำร้ายมนุษย์แสนสาหัส อย่างไรก็ดี เทพเกิดความลงสารเลยแอบส่ง “ความหวัง” มาให้ ผมตีความตำนานกรีกว่า ชายเป็นใหญ่และอยู่สบาย จนกระทั่งผู้หญิงที่สร้างมาภายหลังนำความชั่วร้ายมาสู่โลก (ฟังดูไม่เป็นธรรมเลย)

ลองมาพิจารณามุมมองทางวิทยาศาสตร์ดูบ้าง ในมุมมองนี้ โลกในยุคแรกเป็นหินหนืดร้อน ถูกกระหน่ำชนด้วยอุกกาบาตตลอดเวลา องค์ประกอบซึ่งเป็นธาตุหนัก เช่น เหล็กและนิกเกิลจมตัวลงสู่แก่นกลางของโลก ขณะที่องค์ประกอบที่เบากว่า เช่น ซิลิกอน ลอยตัวขึ้นสู่เปลือกนอก ธาตุและสารประกอบที่เบามาก เช่น ไฮโดรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ และไอน้ำ พยายามแทรกตัวออกจากพื้นผิวกลายเป็นบรรยากาศ เมื่อโลกเย็นลงเปลือกนอกตกผลึกเป็นแร่และหิน ไอน้ำในอากาศควบแน่นเกิดฝน น้ำฝนได้ละลายคาร์บอนไดออกไซด์ลงมาสะสมบนพื้นผิว ไหลลงทะเลและมหาสมุทร สองพันล้านปีต่อมา การวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตได้ดึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศมาสังเคราะห์ด้วยแสง สร้างอาหารและพลังงาน แล้วปล่อยผลผลิตเป็นแก๊สออกซิเจนออกมา แก๊สออกซิเจนที่ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศชั้นบน แล้วแตกตัวเป็นออกซิเจนอะตอมเดี่ยว และรวมตัวกับออกซิเจนอะตอมคู่ที่มีอยู่เดิมกลายเป็นแก๊สโอโซน ซึ่งช่วยป้องกันอันตรายจากรังสีอุลตราไวโอเลตแก่สิ่งมีชีวิต นับตั้งแต่นั้นมา สิ่งมีชีวิตบนบกก็ทวีจำนวนมากขึ้น สัดส่วนของสิ่งมีชีวิตเช่นพืชและสัตว์เป็นปัจจัยควบคุมปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์และออกซิเจนในบรรยากาศ และควบคุมภาวะเรือนกระจกให้อยู่ในสภาวะสมดุล

เมื่อประมาณ 200,000 ปีก่อน “มนุษย์ฉลาด” ได้ถือกำเนิดในทวีปแอฟริกา แต่มาบรรลุพฤติกรรมนำสมัยเมื่อประมาณ 50,000 ปีที่แล้ว มนุษย์ได้พัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ ขึ้น รวมทั้งเทคโนโลยีทำลายล้างสูงที่มีศักยภาพที่จะเป็นไฟบรรลัยกัลป์ ดารวินบอกว่าหลักเกณฑ์ของวิวัฒนาการคือการอยู่รอดของผู้ที่เหมาะสมที่สุด ถึงแม้ผมจะไม่ค่อยเชื่อดารวินเต็มที่นัก แต่ก็ขอตีความเชิงคล้อยตามว่า ความเหมาะสมที่สุดนั้นมีหลายมิติ และการอยู่รอดก็ซับซ้อนเช่นกัน หมายความว่ามนุษย์ที่อยู่รอดไม่ใช่คนที่โหดเหี้ยมที่สุดหรือดีที่สุดเสมอไป

เท่าที่เล่ามา เราคงยังไม่ได้คำตอบว่าธรรมชาติเดิมแท้ของมนุษย์เป็นเช่นไร คราวนี้หันมาฟังนักปรัชญายุคแสงสว่าง (enlightenment) ดูบ้าง โทมัส ฮอบส์ ตีพิมพ์หนังสือชื่อ Leviathan ในปี ค.ศ. 1651 และแสดงความเห็นไว้ว่า มนุษย์มีความเห็นแก่ตัวเป็นเจ้าเรือน ธรรมชาติเดิมแท้มิใช่ความบริสุทธิ์ ชีวิตในระยะเริ่มแรกนั้นเป็นชีวิตที่โดดเดี่ยว แสนลำบาก เสี่ยงอันตราย และสั้น นั่นเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนทำสงครามกับทุกคน ในช่วงเวลาแรก “มนุษย์ฉลาด” อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ถือความอยู่รอดของลูกหลานเป็นประโยชน์ร่วม โดยมีชายเป็นหัวหน้ากลุ่ม มีลำดับชั้น มีการปกครอง และมีความเห็นแก่ตัวเป็นหลัก แต่ทุกคนพึ่งกลุ่มเพื่อความอยู่รอด และเข้าใจว่าต้องยึดประโยชน์ระยะยาวมากกว่าจะทำตามสัญชาตญาณเฉพาะหน้า ผมตีความว่า ฮอบส์เห็นว่าธรรมชาติเดิมแท้ของมนุษย์คือความเห็นแก่ตัว ซึ่งต่อมามีการรวมกลุ่มและถูกกำกับด้วยประโยชน์ระยะยาวของกลุ่มมิให้เห็นแก่ตัวมากเกินไป

คำตอบของนักปรัชญายุคแสงสว่างอีกคนหนึ่งเป็นไปในทางตรงกันข้าม ฌัง-ฌากส์ รุสโซ ตีพิมพ์หนังสือชื่อ “วาทกรรมว่าด้วยแหล่งที่มาและมูลฐานความไม่เสมอภาคระหว่างมนุษย์” ซึ่งมีข้อเสนอว่า ธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์คือสภาพที่บริสุทธิ์ มนุษย์ใช้ชีวิตร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ที่ตระเวนหาธัญญาหารและล่าสัตว์ด้วยกัน เป็นกลุ่มชนที่มีความเสมอภาคเพราะเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องมีลำดับชั้น แต่พอมนุษย์เริ่มทำการเกษตร โดยเฉพาะเมื่ออยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มใหญ่ เป็นชุมชนเมืองและทำการค้า จึงเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่าอารยธรรม และรัฐขึ้น เกิดการคิดค้นภาษาเขียน เกิดศาสตร์แขนงต่าง ๆ รวมทั้งปรัชญา ด้านร้ายของมนุษย์จึงปรากฏตามมา เช่น คติชายเป็นใหญ่ การจัดตั้งกองทัพ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ รวมทั้งระบบราชการ ผมตีความตามรุสโซว่า มนุษย์มีธรรมชาติเดิมแท้ที่ดี แต่พอมีความสามารถในการผลิตอาหารและการจัดการที่ดีพอ ก็รวมกันเป็นกลุ่มชนขนาดใหญ่ ด้านไม่ดีจึงปรากฏและมาครอบงำ

ขอทดลองเสนอคติอีกคติหนึ่ง ที่ขอเรียกว่าคติปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) ผมพอเห็นด้วยกับดารวินที่ว่ามนุษย์ต้องการอยู่รอด พอเห็นด้วยกับฮอบส์ที่ว่ามนุษย์รวมกลุ่มเพราะต้องการการอยู่รอดของลูกหลาน พอเห็นด้วยกับรุสโซว่าเมื่อเกิดเป็นชุมชนที่ใหญ่และซับซ้อน การอยู่รอดต้องการการจัดการที่ทำให้บางคนได้เปรียบ และมีอำนาจบังคับคนอื่น ๆ มากขึ้น รวมทั้งอำนาจที่จะสร้างระบบที่ดีหรือที่เลวร้ายมากขึ้นด้วย

เพื่อนคนหนึ่งคุยให้ผมฟังเรื่องปัญญาประดิษฐ์ แม้ผมยังไม่เข้าใจนัก แต่พอจับความเบื้องต้นได้ว่า สมัยนี้ไม่ต้องเขียนโปรแกรมให้หุ่นยนต์โดยละเอียด เพียงแต่เขียนโปรแกรมให้หุ่นยนต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ คือตั้งโจทย์กว้าง ๆ เช่น สั่งให้เดินขึ้นเนินเขาที่มีความขรุขระไปจนถึงยอดเนิน หุ่นยนต์จะใช้วิธีลองผิดลองถูกอย่างไรก็ได้ แต่ให้เรียนรู้ที่จะปรับปรุงไปเรื่อย ๆ ปรากฏว่าหุ่นยนต์ทำได้เพราะคำนวณเก่งและคำนวณได้เร็วมาก ๆ ลองทำแล้วล้มเหลวนับแสนนับล้านครั้ง เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ จากความล้มเหลว สั่งสมความสำเร็จไปทีละเล็กละน้อย พอลองทำถึงครั้งที่สองล้านหรือสามล้านก็ประสบความสำเร็จ เช่น ใช้วิธีการเดินสองขา ส่วนหุ่นยนต์อีกตัวหนึ่งประสบความสำเร็จโดยการเดินสี่ขา หรือ “เดิน” โดยใช้สายพานแบบรถถัง ฯลฯ

ผมเลยอนุมานเอาว่า ในวิวัฒนาการ มนุษย์ใช้ปัญญาที่คล้ายปัญญาประดิษฐ์ของหุ่นยนต์ก็ว่าได้ คือรู้จักลองผิดลองถูก จนได้คำตอบที่หลากหลายเพราะมีหลายชุมชน หลายสิ่งแวดล้อม เมื่อใช้ชีวิตอยู่ในสภาพภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์แบบหนึ่ง ก็ประดิษฐ์วิถีทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองแบบหนึ่ง หรือแม้แต่ในสภาพภูมิศาสตร์ที่คล้ายคลึงกัน แต่มีเหตุบังเอิญทางประวัติศาสตร์ต่างกัน ก็มีวิถีของตนในอีกแบบหนึ่งได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผมไม่อาจเชื่ออย่างสนิทใจทั้งฮอบส์ ทั้งรุสโซ หรือนักปรัชญาคนอื่นใดก็ตาม ที่มักจะให้คำอธิบายรูปแบบวิวัฒนาการแบบเชิงเส้น คือจากจุดเริ่มต้นที่มนุษย์มีธรรมชาติดังสมมุติ ก็มีเหตุปัจจัยที่นำพาชุมชนมนุษย์ผ่านเส้นทางมาถึงปัจจุบัน โดยชุมชนต่าง ๆ มีวิวัฒนาการที่ช้าบ้างเร็วบ้างแต่ก็เหมือน ๆ กัน ในส่วนของผมนั้น ผมเชื่อในประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ของคนธรรมดาทั้งเล็ก-ใหญ่ มากกว่าจะเชื่อประวัติศาสตร์ที่คลี่คลายในทำนองคล้ายกันที่เขียนโดยฝ่ายผู้ปกครอง

โจทย์ร่วมที่ท้าทายปัญญาของมนุษย์คือการอยู่รอด แต่การลองผิดลองถูกในสถานการณ์ที่ซับซ้อนยิ่ง ๆ ขึ้น อาจขาดความรู้เท่าถึงกาล และแทนที่จะนำพาหมู่คณะสู่การอยู่รอด อาจนำพาสู่ความพินาศก็เป็นได้ เราพอมีความหวังเหลืออยู่เพียงใดในกล่องของแพนโดรา?

บทความนี้คงช่วยได้เพียงตั้งคำถาม จะให้คำตอบคงไม่ได้

แต่ถ้าจะถามว่า ประชาธิปไตยพอเป็นคำตอบของการอยู่รอดได้ไหม ผมอยากตอบว่าได้ แม้มักมีคนแย้งว่า ถ้าระบอบประชาธิปไตยเปิดทางให้ผู้มีอำนาจคดโกง หรือไม่ตัดสินใจตามครรลองของธรรมาธิปไตยละ จะทำอย่างไร ผมขอตอบว่ายังไม่มีการปกครองใดที่สมบูรณ์แบบ เรายังต้องใช้ปัญญาต่อไป แก้ไขปัญหาภายในระบอบประชาธิปไตยโดยไม่ใช้ความรุนแรง เพราะระบอบที่เลวร้ายคือเผด็จการที่คดโกงและใช้ความรุนแรง ไม่ว่าผู้อ่านจะเชื่อว่าธรรมชาติเดิมแท้ของมนุษย์เป็นอย่างไร แต่อยากจะขอให้เชื่อในมนุษย์ว่าสามารถตัดสินใจเพื่อตนเองและผู้อื่นได้ในปัจจุบันขณะ และเรายังมีความหวังในอนาคตที่เป็นธรรม

โคทม อารียา