หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : ประเทศไทย กับประชาธิปไตยแบบมีตำหนิ

15.02.22 | 13:00 น.

แนวคิดประชาธิปไตยแบบมีตำหนิ (Flawed Democracy) เป็นแนวคิดที่ถูกนำเสนอโดยหน่วยวิจัยของนิตยสาร The Economist ซึ่งได้จัดทำดัชนีประชาธิปไตย (Democracy Index) ขึ้นทุกปี และในช่วงนี้ก็เพิ่งจะนำเสนอดัชนี้ประชาธิปไตยของปี ค.ศ.2521 ออกมา

และประเทศไทยก็ได้รับการประเมินให้เป็นประเทศที่มีสถานะ “ประชาธิปไตยที่มีตำหนิ” และอยู่ในอันดับที่ 72 จาก 167 ประเทศที่ถูกประเมิน

และในระดับของประชาธิปไตยมีตำหนิด้วยกัน ประเทศไทยเกือบอยู่ที่โหล่ คือมีที่ต่ำกว่าประเทศไทยสองประเทศ คือ North Macedonia และ มอนแตนิโกร และเรียกได้ว่าอีกไม่กี่คะแนนประเทศไทยก็จะไปอยู่ในอีกประเภทของระบอบการปกครองที่เรียกว่าระบอบผสม (Hybrid)

ทีนี้มาดูภาพรวมของคำจำกัดความและการวัดประเมินก่อนที่จะมาดูคะแนนของประเทศไทย

สำหรับรายงานดัชนีประชาธิปไตยปี 2021 นี้ มีการแบ่งระบอบการเมืองการปกครองของโลกออกเป็น 4 แบบ/ระดับได้แก่

Advertisement

1.ประชาธิปไตยเต็มใบ (full democracies) หมายถึง ประเทศที่มีการเคารพเสรีภาพทางการเมืองในระดับพื้นฐาน และเคารพสิทธิพลเมือง รวมทั้งมีวัฒนธรรมการเมืองที่ส่งผลให้ประชาธิปไตยงอกงาม การทำงานของรัฐบาลเป็นที่พอใจของประชาชน สื่อต่างๆ มีความเป็นอิสระและหลากหลาย ระบบการคานอำนาจและตรวจสอบมีประสิทธิภาพ ศาลยุติธรรมและการตัดสินของศาลถูกนำไปปฏิบัติ รวมทั้งการทำงานของประชาธิปไตยมีข้อผิดพลาดน้อย ซึ่งในปี 2021 นี้มีเพียง 21 ประเทศที่อยู่ในระบอบนี้ (คะแนน 8-10)

2.ประชาธิปไตยมีตำหนิ (flawed democracies) ยังเป็นประเทศที่มีการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม อยู่ในระดับที่รับได้ และแม้อาจจะมีปัญหาอยู่ เช่น เรื่องของการคุกคามเสรีภาพของสื่อ แต่โดยภาพรวมสิทธิพลเมืองก็ยังได้รับการเคารพ อย่างไรก็ตามยังมีจุดอ่อนที่สำคัญในมิติอื่นๆ ของประชาธิปไตยอยู่ในระบอบนี้ ได้แก่ ปัญหาในเรื่องของธรรมาภิบาล ปัญหาเรื่องวัฒนธรรมการเมืองที่ยังไม่พัฒนา และมีระดับการมีส่วนร่วมที่ต่ำ (คะแนน 6-8)

3.ระบอบผสม (hybrid regimes) หมายถึง ประเทศที่มีความผิดปกติในเรื่องของการเลือกตั้งซึ่งทำให้การเลือกตั้งไม่เสรีและเป็นธรรม ในประเทศเหล่านี้มักพบเรื่องของการที่รัฐบาลกดดันฝ่ายค้าน และคู่แข่งทางการเมือง และปัญหาในเรื่องประชาธิปไตยนั้นจะรุนแรงกว่าประเทศที่ประชาธิปไตยมีตำหนิ ตั้งแต่เรื่องของวัฒนธรรมการเมือง การทำงานของรัฐบาล และการมีส่วนร่วมทางการเมือง การทุจริตคอร์รัปชั่นนั้นมักจะมีอยู่ทั่วไปและระบบนิติธรรมอ่อนแอ ประชาสังคมเองก็อ่อนแอ โดยทั่วไปจะพบการคุกคามสื่อและระบบตุลาการไม่เป็นอิสระ (คะแนน 4-6)

4.ระบอบเผด็จการ (authoritarian regimes) หมายถึง ประเทศที่ไม่มีความหลากหลายทางการเมือง และยังมีการควบคุมจำกัดอย่างมาก มักเป็นประเทศที่เห็นอย่างชัดเจนว่ามีผู้นำเป็นเผด็จการ ต่อให้มีสถาบันทางการเมืองที่มีหน้าตาแบบประชาธิปไตยแต่ก็ไม่มีสารัตถะอะไร อาทิมีการเลือกตั้งแต่ก็ไม่เสรีและเป็นธรรม สิทธิพลเมืองถูกละเมิดและคุกคาม สื่อมักเป็นสื่อของรัฐหรือถูกครอบครองโดยกลุ่มต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับรัฐ การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจะถูกกดปราบ การเซ็นเซอร์มีอยู่ทั่วไป และตุลาการไม่เป็นอิสระ (คะแนน 0-4)

ประเทศไทยได้คะแนนอยู่ที่ 6.04 คือ เกือบจะหล่นชั้นลงไปอยู่ระบอบผสมอยู่รอมร่อ

เมื่อดูคะแนนย้อนหลังตั้งต่ 2006 ประเทศไทยก็มักจะไต่ระดับอยู่ที่ ประเทศประชาธิปไตยมีตำหนิ และระบอบผสม กล่าวง่ายๆ คือ ในปีที่อยู่รัฐประหารก็จะเป็นแบบผสม ส่วนในปีที่ไม่มีรัฐประหารก็จะอยู่ในระดับประชาธิปไตยมีตำหนิ

ไล่เรียงมาตั้งแต่ 2006 (5.67) พอมีการเลือกตั้งก็ไต่ระดับมาที่ระบอบประชาธิปไตยมีตำหนิ ตั้งแต่ปี 2008-2013 คือ มีคะแนน 6.81, 6.56, 6.55, 6.55, 6.55 และ 6.25 ตามลำดับ แต่พอมีรัฐประหารอีกครั้งในปี 2014 ก็หล่นลงไปที่ระบอบผสม จนถึงปีที่มีการเลือกตั้ง 2019 คือ 5.39, 5.09, 4.92, 4.63, 4.63 และเมื่อมีการเลือกตั้งในปี 2019 ก็กลับมาสู่ระบอบผสมอีกครั้งคือ 6.32, 6.04 และ 6.04 ในปีนี้ ซึ่งเท่ากับปีที่แล้ว

พูดง่ายๆ ก็คือ ภายใต้การครองอำนาจของประยุทธ์และพวกพ้องนั้น นอกจากจะตกอันดับแล้ว ก็เกือบจะเป็นเผด็จการเต็มรูป และต่ำเตี้ยลงทุกปี และแม้จะมีการเลือกตั้งคะแนนก็แย่กว่าช่วงหลังการรัฐประหารในช่วง คมช.

คงต้องถามกลับไปง่ายๆ ว่าไอ้พวกที่ออกมาเชียร์การทำรัฐประหารว่าอย่าให้เสียของนั้น เอาตัวเลขไหนมาดูว่าของมันไม่เสีย และจนถึงวันนี้ระดับประชาธิปไตยของเราก็ย่ำแย่ตลอดเวลา นี่คือไม่รวมถึงเรื่องของระดับการแข่งขันทางเศรษฐกิจและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่รับรู้ได้ทั้งจากในชีวิตประจำวัน และในตัวเลขของหน่วยงานวิจัยด้านเศรษฐกิจต่างๆ รวมทั้งของรัฐเอง

เมื่อพิจารณาเทียบเคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน จะพบว่าในปีที่ผ่านมา ไม่มีประเทศใดในอาเซียนมีสถานะประชาธิปไตยเต็มใบเลย ประเทศที่อยู่ในกลุ่มประเทศประชาธิปไตยมีตำหนิได้แก่ มาเลเซีย (อันดับที่ 35) อินโดนิเชีย (52) ฟิลิปปินส์ (54) กัมพูชา (59) สิงคโปร์ (66) ไทย (72) และในกลุ่มประเทศเผด็จการไปเลย ได้แก่ เวียดนาม (131) ลาว (159) พม่า (166) จาก 167 ประเทศ

ประเทศที่มีประชาธิปไตยเต็มใบที่สุดคือ นอร์เวย์ และ ที่เป็นเผด็จการมากที่สุดคือ อัฟกานิสถาน (167)

เมื่อพิจารณาคะแนนของประเทศไทยที่ได้มาแบบเกือบจะหลุดอันดับจากประชาธิปไตยมีตำหนิ ไปสู่ระบอบผสม จะพบว่าในการวัดประเมินประชาธิปไตยนั้น มีดัชนีย่อยอยู่ด้วยกัน 5 ด้าน ได้แก่

1.กระบวนการการเลือกตั้งและความหลากหลายทางสังคมการเมือง (electoral process and pluralism) โดยตรวจสอบว่าการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติและหัวหน้ารัฐบาลนั้นเป็นไปอย่างเสรีไหม มีการห้ามพรรคการเมืองโดยเฉพาะพรรคการเมืองใหญ่ลงสมัครไหม การเลือกตั้งนั้นเป็นธรรมไหม เช่น มีการทุจริตมากไหม และการทุจริตนั้นส่งผลไหมต่อการเมืองในภาพรวม นอกจากนั้น การเลือกตั้งในท้องถิ่นนั้นมีไหม เสรีและเป็นธรรมไหม นอกจากนี้ สิทธิการเลือกตั้งนั้นมีลักษณะทั่วไปไหม คือคนส่วนมากนั้นได้สิทธินี้ไหม ในการลงคะแนนมีการข่มขู่คุกคามทั้งจากรัฐและกลุ่มอื่นไหม กฎหมายเลือกตั้งนั้นส่งเสริมให้มีการรณรงค์อย่างเสรีไหม การสนับสนุนด้านการเงินกับพรรคการเมืองนั้นโปร่งใสและได้รับการยอมรับไหม เมื่อการเลือกตั้งเสร็จสิ้นลงมีกระบวนการเปลี่ยนผ่านอำนาจที่ชัดเจนในรัฐธรรมนูญและเป็นที่ยอมรับไหม ประชาชนมีเสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมืองที่เป็นอิสระจากรัฐบาลไหม รวมถึงการจัดตั้งองค์กรพลเมืองต่างๆ โดยไม่ถูกแทรกแซงจับตาจากรัฐไหม พรรคการเมืองฝ่ายค้านมีความเป็นไปได้ที่จะชนะการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลไหม ประชาชนมีโอกาสเข้าสู่กระบวนการการเมืองหรือการทำงานราชการไหม มีการจำกัดสำหรับคนบางกลุ่ม บางเชื้อชาติ ศาสนาไหม

ในหัวข้อนี้ประเทศไทยได้คะแนน 7 ซึ่งก็ต้องถือว่าอยู่ตรงกลางของระบอบประชาธิปไตยมีตำหนิ (6-8)

2.การทำงานของรัฐบาล (functioning of the government) จะเป็นการวัดในเรื่องที่ว่า ผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งนั้นสามารถกำหนดนโยบายสาธารณะได้อย่างเสรีมีอิสระไหม รัฐสภาถือเป็นองค์กรทางการเมืองที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศไหม และมีอำนาจเหนือองค์กรอื่นๆ ของรัฐบาลไหม ระบบการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลนั้นมีประสิทธิภาพไหม รัฐบาลเป็นอิสระจากกองทัพและหน่วยงานด้านความมั่นคงหน่วยงานอื่นไหม อำนาจจากต่างชาติและองค์กรต่างชาติมีบทบาทต่อรัฐบาลและการกำหนดนโยบายสาธารณะไหม มีกลุ่มทางเศรษฐกิจ ศาสนา หรือกลุ่มทรงอำนาจกลุ่มไหนไหมที่มีอำนาจทางการเมืองที่คู่ขนานไปกับสถาบันในระบอบประชาธิปไตยในประเทศไหม มีกลไกและสถาบันใดไหมในประเทศที่กำกับการพร้อมรับผิด (accountability) ของรัฐบาลในกระบวนการเลือกตั้งไหม รัฐบาลสามารถใช้อำนาจได้ครอบคลุมทั้งประเทศไหม การทำหน้าที่ของรัฐบาลนั้นโปร่งใสตรวจสอบได้ไหม ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลของรัฐบาลไหม การคอร์รัปชั่นเป็นไปอย่างกว้างขวางไหม ระบบราชการเต็มใจและมีความสามารถพอไหมในการนำนโยบายของรัฐบาลไปปฏิบัติ ประชาชนรับรู้ร่วมกันไหมว่าพวกเขามีเสรีภาพและมีอำนาจในการควบคุมชีวิตของเขาไหม ประชาชนเชื่อมั่นในรัฐบาล พรรคการเมืองหรือไม่

ในหัวข้อนี้ประเทศไทยได้คะแนน 5 ซึ่งก็ต้องถือว่าอยู่ตรงกลางของระบอบลูกผสม (4-6) และเป็นข้อที่คะแนนของไทยน้อยที่สุด

เรื่องนี้น่าสนใจเพราะชี้ให้เห็นจริงๆ ว่าการเลือกตั้งไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในประชาธิปไตย (และแม้จะมีการเลือกตั้งแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบอยู่ดี ดังที่ได้วัดประเมินไปในหัวข้อที่แล้ว)

3.การมีส่วนร่วมทางการเมือง (political participation) โดยในหัวข้อนี้จะมีการวัดประเมินว่า ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งเกินร้อยละ 70 ไหม กลุ่มชาติพันธุ์ ศาสนา และชนกลุ่มน้อยมีอิสระและมีเสียงในกระบวนการทางการเมืองไหม จำนวนผู้หญิงในสภาผู้แทนมีมากกว่าร้อยละ 20 ไหม พรรคการเมือง และองค์กรการเมืองที่ไม่ใช่ของรัฐบาลมีจำนวนสมาชิกเกินร้อยละ 7 ไหม ประชาชนมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการเมืองไหม สนใจทางการเมืองมากน้อยแค่ไหน ประชาชนเข้าร่วมการชุมนุมสาธารณะที่ไม่ผิด กฎหมาย (ตามมาตรฐานประชาธิปไตย) ไหม อัตราส่วนการรู้หนังสือมากกว่าร้อยละ 90 ไหม ความใสนใจของประชาชนในการติดตามข่าวสารทางการเมือง รัฐบาลทุ่มเทตั้งใจจริงใจในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนไหม

ในหัวข้อนี้ประเทศไทยได้คะแนน 6.67 ซึ่งก็ต้องถือว่าอยู่ของระบอบประชาธปไตยมีตำหนิ (6-8)

4.วัฒนธรรมการเมืองประชาธิปไตย (democratic political culture) จะครอบคลุมคำถามว่าในสังคมมีฉันทามติและความเป็นเนื้อเดียวกันที่ทำให้ประชาธิปไตยทำงานได้ไหม มีการรับรู้ในเรื่องความเป็นผู้นำทางการเมืองที่ประชาชนยังต้องการอัศวิน/ผู้นำเข้มแข็งที่สามารถทำงานโดยไม่ต้องฟังเสียงของรัฐสภา และไม่ต้องพึ่งพากระบวนการเลือกตั้งไหม ยังมีการเรียกร้องหรือยอมรับการปกครองโดยกองทัพไหม ยังมีการยอมรับการปกครองโดยผู้เชี่ยวชาญ หรือรัฐบาลที่เต็มไปด้วยข้าราชการที่มีความรู้มากกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ยังมีความคิดว่าประชาธิปไตยนั้นไม่ดีพอในการรักษาความ
สงบเรียบร้อยของบ้านเมืองไหม มีความเห็นในเรื่องที่ว่าประชาธิปไตยทำให้เศรษฐกิจทำงานได้ดีไหม ระดับของการสนับสนุนประชาธิปไตยในสังคมนั้นเป็นอย่างไร มีแบบธรรมเนียมที่ยอมรับการแบ่งแยกระหว่างเรื่องทางโลก กับเรื่องทางศาสนาไหม

ในหัวข้อนี้ประเทศไทยได้คะแนน 6.25 ยังอยู่ของระบอบประชาธิปไตยมีตำหนิ (6-8)

5.สิทธิพลเมือง (civil liberties) นับในเรื่องของการมีสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่มีเสรีภาพไหม มีสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีเสรีภาพไหม มีเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองและการชุมนุมประท้วงไหม หัวข้อข่าวที่ตีพิมพ์เผยแพร่ของสื่อนั้น การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตถูกจำกัดไหม ประชาชนสามารถจัดตั้งองค์กรพิทักษ์สิทธิของเขาในสาขาอาชีพต่างๆ ได้ไหม อาทิ สหภาพแรงงาน ประเทศนั้นมีองค์กรรับข้อร้องเรียนจากประชาชนไหม รัฐบาลยังมีการใช้วิธีทรมานประชาชนไหม องค์กรตุลาการมีอิสระจากอิทธิพลของรัฐบาลหรือไม่ การยอมรับความหลากหลายทางศาสนามีไหม ระดับของการได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายมีหรือไม่ ประชาชนได้รับความมั่นคงในระดับพื้นฐานไหม ทรัพย์สินส่วนตัวของประชาชนได้รับการคุ้มครองไหม รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงละเมิดได้ไหม ประชาชนมีเสรีภาพในเรื่องส่วนตัวไหม การรับรู้ของประชาชนว่าสิทธิมนุษยชนได้รับการคุ้มครอบไหม มีการเลือกปฏิบัติต่อประชาชนในเรื่องของสีผิว หรือความเชื่อทางศาสนาหรือไม่ และรัฐบาลสร้างความเสี่ยงใหม่ๆ หรือการข่มขู่ประชาชนในแง่ของการเป็นข้ออ้างในการจัดการกำกับสิทธิพลเมืองหรือไม่

ในหัวข้อนี้ประเทศไทยได้คะแนน 5.29 ซึ่งก็ต้องถือว่าอยู่ตรงกลางๆ ของระบอบลูกผสม (6-8) และน่ากังวลใจ

ดังที่กล่าวไว้แล้วว่าคะแนนรวมของไทยคือ 6.042 ที่มา น่าจะคือการจับห้าข้อนี้มารวมกันแล้วหารด้วย 5 ที่น่าหวั่นใจคือการทำงานของรัฐบาลเราได้คะแนนน้อยที่สุด และสิทธิพลเมืองนั้นได้น้อยตามมา เป็นสองหัวข้อที่อยู่ในระดับของระบอบการเมืองลูกผสม หรือจะเรียกง่ายๆ ว่ามีความเป็นเผด็จการอยู่มาก ในแง่นี้เราคงต้องมาผลักดันในเรื่องของการติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และคอยติดตามไม่ให้รัฐบาลนั้นละเมิดสิทธิพลเมือง และขาดการตรวจสอบ ซึ่งดัชนีประชาธิปไตยนั้น ให้ความสำคัญไม่แพ้เรื่องของ การเลือกตั้ง การมีส่วนร่วมทางการเมือง และวัฒนธรรมทางการเมืองครับ