หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : มาฆบูชา ศาสนา วาเลนไทน์ และ‘มูเตลู’

16.02.22 | 14:20 น.

วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ 2565 นี้ตรงกับวันมาฆบูชา อันเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และเมื่อสองวันก่อนคือวันจันทร์ที่ 14 ก็เป็นวันฉลองนักบุญองค์สำคัญของคริสต์ศาสนา คือนักบุญวาเลนไทน์ ซึ่งถือว่าท่านเป็นนักบุญผู้แสดงปาฏิหาริย์แห่งความรัก คนทั่วโลกจึงฉลองให้วันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวันแห่งความรัก

สำหรับวันมาฆบูชาเป็นวันสำคัญอันเนื่องมาจากที่พระภิกษุ 1,250 รูป ซึ่งเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือสงฆ์ที่พระพุทธเจ้าเป็นผู้บวชให้ผู้ล้วนแต่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย เป็นเหตุอัศจรรย์ในคืนเพ็ญที่ดวงจันทร์เสวยมาฆฤกษ์ รวมเป็นจาตุรงคสันนิบาต และการนี้พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งถือกันว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา

คงเพราะวันมาฆบูชานั้นตรงกับวันเพ็ญเดือนสาม ซึ่งในทางสุริยคติมักจะตกอยู่ราวกลางเดือนกุมภาพันธ์ใกล้วันวาเลนไทน์พอดี และด้วยว่าชาวไทยผู้นับถือศาสนาพุทธเองก็ยังไปร่วมฉลองวันแห่งความรักตามนักบุญแห่งคริสต์ศาสนานี้เป็นอันมาก อาจเป็นเหตุให้มีผู้พยายามให้ “ความหมายใหม่” แก่วันมาฆบูชาว่า เป็น “วันแห่งความรัก” ในทางพระพุทธศาสนา ด้วยถือตีความเอาการที่พระพุทธเจ้าประกาศโอวาทปาติโมกข์นี้ว่าเป็นการประกาศหลักแห่งการตั้งมั่นในการทำความดี ละเว้นความชั่ว ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน แสดงถึงความรักอันยิ่งใหญ่ไม่เห็นแก่ตัว เป็นความรักและเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลก ด้วยคำอธิบายนี้จึงพยายามสรุปว่า “มาฆบูชา” เป็นวันแห่งความรักอันบริสุทธิ์

แต่หากพิจารณากันตามตรงแล้วคำอธิบายข้างต้นนี้ออกจะ “ลากถู” เกินไปพอสมควร เพราะถ้าหากใครไปพิจารณาหลักทั้งหกประการแห่งโอวาทปาติโมกข์แล้ว จะพบว่าสาระนั้นเป็นหลักธรรมที่มุ่ง “ขัดเกลา” ตัวตนแห่งผู้ปฏิบัติธรรมหรือภิกษุอย่างปัจเจกมากกว่า แม้จะมีข้อแรกและข้อสองเกี่ยวกับการไม่พูดร้าย การไม่ทำร้ายตามที่อ้าง แต่การไม่พูดร้าย การไม่ทำร้ายก็เป็นการ “ละเว้น” ที่ไม่จำต้องอาศัยความรักหรือความเมตตาใดๆ ก็ได้ เพียงการดำรงตนอยู่ในศีลขั้นต้นก็เพียงพอ กับทั้งเมื่อพิจารณาข้ออื่นๆ ต่อไปยิ่งเห็นได้ว่าโอวาทปาติโมกข์นั้นมุ่งขัดเกลาการปฏิบัติเชิงปัจเจกโดยแท้ ได้แก่ การมีความสำรวมในปาติโมกข์ การเป็นผู้รู้ประมาณการบริโภค การนั่งการนอนในที่อันสงัด และการชำระจิตของตนให้ขาวรอบ

ยิ่งพิจารณาก็ยิ่งให้รู้สึกว่าเราก็อาจจะไม่ต้องใช้กลยุทธ์การตลาดแบบ “ฉันก็มี” (Me too marketing) เอากับเรื่องศาสนาก็ได้

Advertisement

กระแสหนึ่งของวันแห่งความรักที่ปรากฏคือ การบวงสรวงขอพรจากองค์เทวรูป “ตรีมูรติ” ที่หน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งมีนักวิชาการทางศาสนายืนยันว่านั่นไม่ใช่เทวรูปตรีมูรติ แต่เป็นรูปปั้นของพระศิวะ หรือพระอิศวรปางหนึ่งซึ่งมีห้าพักตร์ เรียกพระสทาศิวะ หรือพระปัญจมุขี แถมพระศิวะนี้ยังเคยแผดเผา “กามเทพ” ของฮินดูด้วยพระเพลิงจากเนตรที่สามเสียอีก จึงออกจะผิดฝาผิดตัวที่จะไปขอพรความรักจากพระผู้ทรงทำลายกามเทพพระองค์นั้น

เรื่องนี้มีคำอธิบายจากนักวิชาการทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่ผมนับถือคือ อาจารย์คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง เจ้าของคอลัมน์ ผี พราหมณ์ พุทธ ใน “มติชนสุดสัปดาห์” ให้สมมุติฐานเกี่ยวกับเรื่องทำไมองค์พระศิวะปาง 5 พักตร์ กลายเป็นพระตรีมูรติไปได้ไว้ในโพสต์เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2565 ก่อนวันวาเลนไทน์ ว่า “…สิ่งนี้เกิดขึ้นในสังคมไทยด้วยความรู้จาก ‘หมอดู’ ไทยๆ เราเองนี่แหละ ไม่ใช่พราหมณ์อินเดียที่ไหน และบันดาลให้แพร่หลายโดยอำนาจแห่ง ‘ทุนนิยม’ ที่คุณค่าอยู่ที่ ‘รวยเร็ว รักรุ่ง’ ในสังคมแล้งรัก… ท่ามกลางการแข่งขันนั้นคุณอาจแพ้ได้เสมอ และการมีชีวิตอยู่ในเมืองหลวงมันไม่ง่ายเลยที่คุณจะมีเวลาไปจีบใคร ทำความคุ้นเคย เดินเล่นกันในอากาศดีๆ เพราะแค่รถติดชีวิตก็หมดเวลาแล้ว …ผู้ช่วยแบบรวดเร็วและง่ายจึงตอบโจทย์ชีวิตแบบนี้ …อุตสาหกรรมวัตถุมงคลของไทยจึงรุ่งเรืองมาก รวมทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใหม่ๆ ด้วย แม้สิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นจะมีที่มายังไง ข้อเท็จจริงจะเป็นไง แทบไม่มีใครสนใจ ขอให้ให้พรได้ตามที่ฉันต้องการ…”

อย่างไรก็ตาม อาจารย์คมกฤชก็ไม่จะตำหนิอะไรกับผู้ที่มีความเชื่อเช่นนั้น แต่งานของท่านในฐานะนักวิชาการ คือต้องนำข้อมูลทางวิชาการที่ถูกต้องมาบอกกล่าว อะไรไม่ตรงตามหลักวิชาก็ต้องมารื้อมาถอดกัน เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ส่วนเมื่อรู้แล้วนั้นใครจะเชื่อยังไงต่อก็สุดแต่ผู้นั้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อสิ่งใดกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และได้รับการยอมรับนับถือมาเป็นเวลานาน อย่างน้อยก็ต้องเคยมีผู้สมหวังจากการบนบานบูชามาแล้วจนเป็นที่เลื่องลือ หาไม่แล้วองค์ประธานแห่งความเชื่อนั้นก็น่าจะค่อยๆ เลือนลับดับสูญลงไปทีละน้อย เพราะผู้มุ่งหวังนั้นย่อมไปแสวงหาที่อันศักดิ์สิทธิ์และศรัทธาใหม่ ดังนั้น การที่ผู้คนมากราบไหว้บูชาองค์เทวรูป “ตรีมูรติ” อยู่อย่างอุ่นหนาฝาคั่งนั้นก็น่าจะแปลว่ามนต์ขลังความศักดิ์สิทธิ์นั้นยังคงอยู่ แม้ผู้ที่ไปกราบไหว้จะมิได้รู้ว่าแท้จริงแล้วนั่นคือเทวรูปของเทพองค์ไหนปางใด แต่ที่สุดแล้วพวกเขาส่วนใหญ่ได้สมหวังตามคำอธิษฐานนั้นก็คงเพียงพอ

ทั้งนี้ ความเห็นของท่านอาจารย์คมกฤชอาจจะนำมาอธิบายได้ถึงความเติบโตทางความเชื่อเรื่องโชคลางของคนรุ่นใหม่ที่เรียกว่า กระแสแห่งการ “มูเตลู” ซึ่งกำเนิดและเติบโตขึ้นมาระหว่างวิกฤตแห่งการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ตั้งแต่ช่วงปี 2563 มาแล้ว

หากจะให้สันนิษฐานว่าทำไมกระแสแห่งการ “มูเตลู” นี้เติบโตจนเป็นกระแสหลัก ก็คงเป็นเพราะวิกฤต COVID-19 และความผันผวนต่างๆ ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องหรือไม่กับวิกฤตไวรัสทั้งทางตรงและทางอ้อมก็ทำให้ผู้คนเกิดความไม่มั่นใจในชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนชั้นกลางเริ่มต้นไปจนถึงคนชั้นกลางค่อนสูงที่ชีวิตยังต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก ผู้คน หรือสถานการณ์อื่นอยู่ ในวิกฤตที่เรื้อรังยาวนานมาร่วมสองปีนี้ทำให้ต้องยอมรับ หรือปลดปลงแล้วว่าความสำเร็จก็ดี ความสมหวังก็ตามนั้น มีปัจจัยจากตัวเราหรือการกระทำของตัวเราเองในส่วนที่ควบคุมได้น้อยกว่าที่คิด เราอาจถูกปัจจัยหรือสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงซัดเอาความพยายามและความมุ่งมั่นทั้งหมดให้ล้มคว่ำลงได้ต่อหน้าต่อตา หรือในอีกทางหนึ่งก็อาจได้รับการอวยชัยจากปัจจัยแห่งความโชคดีให้เราได้ หรือมีเป็นเกินกว่าความคาดหวัง ดังนั้น ถ้าจะมีทางใดที่พอจะ “ต่อรอง” กับปัจจัยอันควบคุมไม่ได้นี้บ้างด้วยวิถีทาง “มูเตลู” เราก็อาจจะควรทำไว้ดีกว่า

หากพิจารณาว่า ผู้คนหวังพึ่งพาศาสนาหรือความเชื่อและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสามระดับ ชั้นต้นที่สุดคือการระงับทุกข์แบบปัจจุบันที่เกิดขึ้นต่อตนอย่างสดร้อนอยู่ เช่น ต้องพลัดพรากจากสิ่งหรือคนผู้เป็นที่รัก ต้องประสบสิ่งที่ไม่อยากได้อยากมีหรืออยากเป็น หรือพลาดหวังจากสิ่งที่ประสงค์ต้องการ ระดับต่อมาคือความมุ่งหมายต่อการมีชีวิตที่ดีขึ้นในแบบที่ต้องการไม่ว่าจะในทางใดอันเป็นเรื่องของอนาคตในชาติภพนี้ และชั้นสุดท้ายคือการแสวงหาความหลุดพ้นทางจิตวิญญาณไม่ว่าจะตั้งแต่ในชาติชีวิตนี้ หรือการไปสู่ภพภูมิที่ดีหรือได้พบสุคติอันเป็นนิรันดร์ในยามที่จากโลกนี้ไปแล้ว

ผู้คนในปัจจุบันนี้มีแนวโน้มที่จะมองศาสนาเป็นเครื่องมือทางจิตใจในชั้นแรกและชั้นที่สองกันมากขึ้น คือการบำบัดทุกข์ในปัจจุบันและสร้างความหวังในอนาคตมากกว่าจะมุ่งหาความหลุดพ้นหรือสุคติแห่งโลกหน้า ทั้งแนวโน้มที่คนยุคใหม่มีลักษณะการผสมผสานระหว่างศาสนากับลัทธิความเชื่อหรือพิธีกรรมต่างๆ ได้หลากหลายเหมือนการตักบุฟเฟต์นานาชาติ มากกว่าการที่จะยึดถือแนวทางใดหรือศาสนาใดเป็นความจริงหรือแนวทางปฏิบัติหนึ่งเดียวไปทั้งหมด เหมือนการเข้าร้านอาหารที่เสิร์ฟอาหารประเภทเดียวหรือกินอาหารฝรั่งเป็นคอร์ส หรือกินโต๊ะจีนที่มีผู้กำหนดรายการอาหารและลำดับการรับประทานให้ตั้งแต่ต้นจนจบ

สังเกตได้จากรูปแบบของการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และขอพรของคนยุคใหม่ที่นอกจากจะเป็นการขอพรจากเทพเจ้าต่างๆ ในศาสนาดั้งเดิมที่ใกล้ชิดกับวัฒนธรรมไทยอย่างพราหมณ์ ฮินดู หรือการกราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เชิงธรรมชาติหรือตำนานพื้นบ้าน หรือหลักการตามหลักวิชาโหราศาสตร์ไทย เช่น เรื่องอิทธิพลของสีและตัวเลขให้คุณแล้ว ด้วยความก้าวหน้าและแพร่กระจายของวัฒนธรรมผ่านการสื่อสาร ทำให้มีการ “มูเตลู” สิ่งศักดิ์สิทธิ์จากขอบเขตความเชื่อที่ห่างไกลออกไปได้อีก เช่น ยันต์อักษรรูนของชาวนอร์ส หรือไพ่ทาโรต์ด้วย และทั้งหมดทั้งมวลนี้ผสมผสานกันได้ เช่น หญิงสาวคนหนึ่งอาจจะขอให้ที่ปรึกษาทางโชคลางของเธอจัดภาพหน้าจอรูปไพ่ทาโรต์ลงบนโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่ผูกกับเบอร์มงคลตามหลักโหราเลขศาสตร์ และไปไหว้ขอพรความรักจากพระตรีมูรติ

สำหรับศาสนาพุทธเองในระยะหลังหากใครติดตามกระแสของวงการเทคโนโลยีหรือการบริหารธุรกิจสมัยใหม่ จะพบว่ามีการนำเอาหลักธรรมหรือวิถีทางปฏิบัติของศาสนาพุทธไปใช้อย่างแนบเนียน โดยเฉพาะหลักการเจริญสติที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมีทั้ง Application คอร์สอบรม หรือแม้กระทั่งบทเรียนแบบ Interactive ใน Netflix หรืออย่างหลักสูตร Search Inside Yourself ซึ่งเป็นหลักสูตรพัฒนาบุคลากรที่ได้รับความนิยมที่สุดของ Google นั้น วิศวกรเจ้าของวิชาคือ Chade-Meng Tan ก็ประกาศชัดเจนว่ามันคือการนำคำสอนของพุทธศาสนามาประยุกต์เป็นหลักสูตรที่ทำให้ Google เป็นบริษัทที่พนักงานมีความสุขและน่าทำงานด้วยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (ผู้สนใจหาอ่านได้จากหนังสือชื่อเดียวกัน ซึ่งมีการแปลเป็นภาษาไทยแล้วในชื่อ “ตื่นรู้กับ Google”)

ท่ามกลางแนวโน้มของผู้คนที่ปรากฏชัดว่าการไม่นับถือศาสนาใดๆ เลยได้รับการยอมรับมากขึ้นจนอาจจะกลายเป็นความปกติใหม่ ที่ทางของศาสนาในกาลต่อไปอาจจะมีลักษณะผสมผสานและร่วมกันไปเช่นนี้ เป็นศาสนาที่ปัจเจกแต่ละคนเลือกออกแบบนับถือกันได้ตามแต่ที่จะสะดวกใจและตอบโจทย์ในชีวิต

ความพยายามเรียกร้องให้ผู้คนกลับไปสู่ “ศาสนาอันแท้จริง” นั้นก็เป็นเส้นทางที่ผู้เชื่อมั่นในศาสนาอันแรงกล้าจะยืนยันเช่นนั้นก็ได้ แต่ท่านก็ต้องยอมรับว่ามันคือทางเลือกว่าท่านจะยอมรับว่าผลนั้นอาจจะทำให้เหลือเพียงผู้เชื่อถือและปฏิบัติตามอย่างถูกต้องแท้จริงในหมู่จำกัด หรือท่านอาจจะยอมรับในวิถีความหลากหลายทางความเชื่อ และยินดีที่แนวทางของศาสนาหรือความเชื่อของเราแม้เพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง ไม่ต้องทั้งหมด มีผู้รับไปใช้ศึกษาปฏิบัติและพ้นทุกข์สร้างสุข หรือยังซึ่งความสมหวังแก่พวกเขาได้