เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้นำเอาเรื่องราวของดัชนีประชาธิปไตย (Democracy Index) มาเล่าสู่กันฟัง โดยอ้างอิงจากรายงาน Democracy Index 2021 ที่ทำโดย The Economist Intelligence Unit (EIU) โดยอภิปรายถึงวิธีวัด และการจัดประเภทระบอบประชาธิปไตยและระบอบที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยทั้ง 4 ประเภท คือ ประชาธิปไตยเต็มใบ ประชาธิปไตยมีตำหนิ ระบอบผสม และระบอบเผด็จการ นอกจากนี้แล้วยังอภิปรายถึงตำแหน่งแห่งที่ของประเทศไทยในอันดับประชาธิปไตยโลก ซึ่งอยู่ในประเภทประชาธิปไตยแบบมีตำหนิ
มาสัปดาห์นี้ยังมีเรื่องราวบางอย่างที่น่าสนใจในรายงานฉบับนั้น ที่น่าจะมีประโยชน์ในการนำมาเล่าต่อ โดยเฉพาะในส่วนของประเด็นหลักของงานสำรวจในปีนี้ ซึ่งทางทีมงานสำรวจวิจัยได้มุ่งความสนใจไปในเรื่องของประเด็นท้าทายของจีน (The China Challenge) ในการทำความเข้าใจความเป็นไปของประชาธิปไตยในโลกที่ขณะนี้เรียกได้ว่าอยู่ในสภาวะถดถอย
รายงานฉบับนี้ถกแถลงในเรื่องของ “ตัวแบบจีน” (China model) ในฐานะทางเลือกใหม่ของตัวแบบทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยมองว่าความสำเร็จทางเศรษฐกิจของจีนในช่วงสี่สิบปีที่ผ่านมา ทำให้จีนมีอำนาจในโลกในฐานะของคู่แข่งสำคัญของสหรัฐอเมริกา และมองว่าจีนนั้นเป็นมหาอำนาจคู่แข่งกับอเมริกาในฐานะเดียวกับสหภาพโซเวียตที่เคยเป็นคู่แข่งของอเมริกาเมื่อศตวรรษที่แล้ว อีกทั้งเป็นประเด็นท้าทายว่าตัวแบบของจีนนั้นจะเป็นทางเลือกจากประชาธิปไตยของโลกตะวันตกที่มีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมได้หรือไม่
สำหรับ EIU จีนนั้นมีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (ซึ่งต่างจากระบบเศรษฐกิจของโซเวียตเมื่อศตวรรษที่แล้ว) ดังนั้น ตัวแบบจีนจึงไม่ได้เสนอทางเลือกในระบบเศรษฐกิจที่ต่างไปจากโลกตะวันตก สิ่งที่แตกต่างคือ ความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจกับการเมือง ในแง่ที่ว่า จีนนั้นเป็นทุนนิยมโดยรัฐ (state capitalist) หรือทุนนิยมที่มีมิติทางการเมือง (political capitalism) ในความหมายที่ว่าจีนมีตัวแบบทางการเมืองที่แตกต่าง โดยเฉพาะบทบาทของรัฐที่มีฐานเบื้องหลังคือพรรคคอมมิวนิสต์ และรัฐของจีนนั้นก็มีบทบาทสำคัญในการทำให้ระบบเศรษฐกิจของจีนกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยมโลก
มิพักต้องกล่าวถึงคำทำนายว่า ในปี ค.ศ.2050 จีนจะมีสัดส่วนของ GDP ในโลกมากกว่าร้อยละ 20 และที่สหรัฐและยุโรปจะมีสัดส่วนของ GDP ในโลกน้อยกว่าร้อยละ 20
เมื่อพิจารณาถึงระบบการเมืองของจีนแล้ว สิ่งที่นักวิเคราะห์ในโลกตะวันตกมักสับสนก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นในจีนนั้นไม่ได้เป็นไปตามความเชื่อของพวกเขาที่ว่าเมื่อประเทศมีความมั่งคั่งขึ้นสังคมการเมืองของประเทศนั้นจะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เมื่อจีนยิ่งมั่งคั่งขึ้น ประชาชนกลับมีเสรีภาพลดลง
เมื่อพิจารณาจากดัชนีประชาธิปไตยในปีนี้ จีนได้คะแนนแค่ 2.21 จาก 10 และจัดอยู่ในประเภทระบอบเผด็จการ (ไทยได้ 6.04) โดยจีนอยู่ในอันดับที่ 148 จาก 167 ประเทศ คือใกล้จะรั้งท้ายเต็มที โดยจีนได้ศูนย์คะแนนในหัวข้อกระบวนการเลือกตั้งและความเป็นพหุลักษณ์ทางสังคมการเมือง (electoral process and pluralism) และมีคะแนนเพียง 0.88 ในหัวข้อเสรีภาพของพลเมือง เพราะไม่มีสื่อเสรี และอินเตอร์เน็ตถูกจำกัด อีกทั้งไม่มีสหภาพแรงงาน ไม่มีระบบศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ และไม่มีหลักนิติธรรม นอกจากนั้น รัฐไม่เคารพเสรีภาพในการนับถือศาสนา และการซ้อมทรมานด้วยเงื่อนไขนี้ก็มีให้เห็น สิทธิในการถือครองที่ดินก็ไม่มี แถมยังมีการจัดการผู้ประกอบการบางรายและจัดการพวกเขาในเรื่องทรัพย์สิน
อย่างไรก็ตาม เสรีภาพที่มีในจีนนั้นก็ยังหาได้จากเสรีภาพพื้นฐานในเรื่องความปลอดภัย และเสรีภาพในการศึกษาเล่าเรียน การทำงาน และการเดินทาง ซึ่งก็อาจถูกจำกัดได้โดยรัฐในที่สุด
ส่วนที่จีนได้คะแนนมากหน่อยก็คือเรื่องของการทำงานของรัฐบาล คือได้ถึง 4.29 และแม้ว่าจะไม่อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ (G7) ประเทศอื่นๆ ที่มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 7.55 และเมื่อพิจารณาในรายละเอียด EIU พบว่าคะแนนในส่วนของความมีประสิทธิภาพของราชการนั้นมีอยู่สูง และสูงกว่าประเทศในยุโรปหลายประเทศ แต่สิ่งที่ขาดหายไปก็คือ การไม่มีกลไกที่ให้หลักประกันในเรื่องของความพร้อมรับผิด (accountability) การตรวจสอบแบบคาน (อำนาจ) กัน (check and balance) หรือความโปร่งใส (transparency) ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญของการมีการจัดการปกครองแบบธรรมาภิบาลในสังคมประชาธิปไตย (democratic governance)
EIU ชี้ว่า คำอธิบายของตัวแบบจีนที่เชื่อว่าเหนือกว่าแบบโลกตะวันตกในแง่ของการทำให้เกิดการตัดสินใจที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการวางแผนระยะยาวเพื่อทำให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในระยะยาวสูงที่สุด รวมทั้งเกิดเสถียรภาพและความมั่นคงนั้น เป็นสิ่งได้มาจากการกำจัดกลไกทั้งหลายของการพร้อมรับผิดแบบประชาธิปไตย (democratic accountability) ผู้นำจีนมักจะกล่าวว่า ตัวแบบประชาธิปไตยแบบการเลือกตั้งของโลกตะวันตกจะทำให้เกิดผู้นำที่ไม่ได้เรื่อง เกิดการปรึกษาหารือที่เสียเวลา และเต็มไปด้วยทางตัน แต่ EIU ชี้ว่าประชาธิปไตยอาจจะทำงานได้ดีในทุกๆ ครั้ง แต่เมื่อประชาธิปไตยนั้นมีระบบการจัดการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีธรรมาภิบาลแล้ว มันก็มีโอกาสที่จะทำงานได้ดีเยี่ยม และส่งผลที่ดีมากออกมาได้
อีกมิติทางการเมืองที่สำคัญของตัวแบบจีนก็คือ เรื่องของลักษณะของรัฐจีน ซึ่งมีทั้งส่วนที่มีความต่อเนื่องยาวนานทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะความสามารถในการที่จะอยู่เหนือประชาชนของเขา และหลบเลี่ยงที่จะเชื่อมโยงกับประชาชนในรูปลักษณะธรรมาภิบาลแบบประชาธิปไตยที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐจีนนั้นไม่มีกลไกในแง่ของการพร้อมรับผิดต่อประชาชน แต่สิ่งที่มีก็คือพันธสัญญาระหว่างรัฐกับประชาชนที่เป็นที่รับรู้กันโดยไม่ต้องระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษร หมายถึงว่ารัฐนั้นได้รับการคาดหวังให้สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ และยกระดับการครองชีพให้ประชาชน นอกจากนี้รัฐยังจะต้องเป็นผู้ให้หลักประกันต่อความมั่นคงของประเทศ และเป็นที่มาของความภูมิใจของคนในชาติ ในแง่นี้ในตัวชี้วัดของ EIU เองก็พบว่า จีนมีคะแนนสูงสุดในหัวข้อที่ว่าด้วยเรื่องของความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันของพวกเขา
สิ่งที่แตกต่างไปจากตัวแบบการปกครองของโลกตะวันตกซึ่งวางอยู่บนประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งและการมีพรรคการเมืองที่หลากหลาย ได้แก่ ในกรณีของจีนจะไม่ใช้แนวทางระบอบอำนาจอธิปไตยจากประชาชนทางตรง แต่จะใช้การผสมผสานกันของระบบเผด็จการทางการเมืองกับเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ในลักษณะที่เป็นระบบการเมืองการปกครองที่เน้นคุณธรรม (political meritocracy) ที่คัดเลือกและส่งเสริมข้าราชการที่มีความสามารถสูง และระบบเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าผ่านกระบวนที่เข้มงวดของการสอบและประเมินผลการปฏิบัติงาน ใครที่ทำงานได้โดดเด่นในระดับภูมิภาคและที่สำคัญแสดงออกถึงความจงรักภักดีกับระบบก็จะได้รับโอกาสที่จะมาทำงานที่ส่วนกลาง
อย่างไรก็ตาม ระบบที่ดูเหมือนจะดูดีมีเหตุมีผลนี้ก็มีปัญหาในตัวเอง โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องคุณธรรมในระบบการเมืองแบบนี้ เป็นแนวคิดที่เป็นที่ถกเถียงกันอยู่มาก โดยเฉพาะการเข้าใจว่าระบบนี้มันคืออะไรกันแน่ เพราะในระบบการปกครองแบบนี้ในระดับล่างๆ ก็ดูจะคล้ายคลึงกับคุณค่าและการทำงานของระบบประชาธิปไตย แต่ในระดับสูงๆ ขึ้นไปของรัฐบาลนั้นดูจะไม่ใช้วิธีนี้ในการคัดเลือกเจ้าหน้าที่ระดับสูง สิ่งที่ถูกนำมาใช้คือการมีฐานกับสมาคมอสังหาริมทรัพย์และการอยู่ในก๊กก๊วนต่างๆ อีกทั้งการมีภูมิหลังทางครอบครัวจากการเป็นคนของพรรคคอมมิวนิสต์มาก่อน
อีกองค์ประกอบหนึ่งของระบบการเมืองจีนที่ดูจะไม่เข้าเงื่อนไขของระบบคุณธรรมในการบริหารก็คือเรื่องราวที่เกี่ยวกับการคอร์รัปชั่น เพราะชนชั้นนำของจีนนั้นมักจะเป็นอิสระจากการตรวจสอบของประชาชน และมักจะเอาประโยชน์เข้าตัวรวมทั้งใช้อำนาจหน้าที่อย่างมิชอบ และการเฟื่องฟูของการคอร์รัปชั่นจึงเป็นผลมาจากการขาดการตรวจสอบแบบประชาธิปไตยและไม่มีระบบการพร้อมรับผิด ในมุมของนักวิเคราะห์ตะวันตก การคอร์รัปชั่นในจีนไม่ใช่เรื่องของความเบี่ยงเบนหรือผิดปกติชั่วครั้งชั่วคราว หากแต่เป็นสิ่งที่อยู่ในเนื้อในของระบบการเมืองการปกครองของจีนเอง ด้วยเงื่อนไขที่ว่าอำนาจจากดุลยพินิจนั้นถูกมอบให้กับระบบราชการภายใต้เงื่อนไขของการไม่มีหลักนิติธรรมกำกับเอาไว้ และถึงแม้จะมีการรณรงค์การต่อต้านการคอร์รัปชั่นจากประธานาธิบดี แต่ทางออกที่เขาเสนอก็คือให้พรรคคอมมิวนิสต์เท่านั้นเป็นผู้แก้ไขเรื่องนี้
นอกจากนี้แล้วนักวิเคราะห์ในโลกตะวันตกยังกังวลว่า ลักษณะที่ดูจะขัดกันเองในระบบคุณธรรมทางการเมืองของจีนนั้นอาจจะส่งผลต่อปัญหาความชอบธรรมในระยะยาว เพราะในทางหนึ่งแม้เศรษฐกิจที่ได้รับการผลักดันจากรัฐและระบบราชการจะมีความเติบโตมาก แต่ความเหลื่อมล้ำก็สูงมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ในอีกทางหนึ่ง หากการคอร์รัปชั่นนั้นงอกงามจนควบคุมไม่ได้ก็อาจเป็นไปได้ว่าความสามารถของระบบราชการที่จะผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจก็อาจจะไม่เกิดขึ้นต่อไป และผู้คนอาจจะไม่พอใจกับความเป็นไปของระบบนี้ที่คนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ และทำให้เกิดความเปราะบางในการรักษาสมดุลดังกล่าว
ในขณะนี้ แม้ว่านักวิเคราะห์จากโลกตะวันตกจะวิพากษ์วิจารณ์ระบบการเมืองการปกครองแบบจีนว่าไม่น่าจะไปรอด แต่สิ่งที่พบก็คือ ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีคนปัจจุบันก็ยังได้รับความนิยมในหมู่ประชาชน และผลงานในหลายๆ ด้านตั้งแต่เรื่องของการบริหารจัดการโควิด และโครงการอื่นๆ ในการพยายามลดช่องว่างทางเศรษฐกิจก็ดูจะไปได้ดีแต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีหลายเรื่องที่ยังเป็นที่กังวลกันอยู่เพราะมีการเปลี่ยนแปลงระบบการดำรงตำแหน่งทางการเมืองจากเดิมที่อยู่ได้ไม่เกินสิบปี และมีการแต่งตั้งคนสนิทและคนที่มีความภักดีเข้าสู่ตำแหน่งบริหาร เรื่องเหล่านี้ดูจะเป็นข้อกังวลของประเทศตะวันตกที่มองว่ายิ่งผู้นำทางการเมืองคนปัจจุบันประสบความสำเร็จและได้รับความนิยม แต่ไม่พยายามสร้างระบบการสืบทอดอำนาจที่ชัดเจนและเป็นธรรมเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้ความเสี่ยงในระบบการเมืองนั้นเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ในแง่เศรษฐกิจนั้น ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจก็เติบโตในอัตราที่ลดลง และอาจจะประสบปัญหาการลดลงของประชากรและแรงงานในอนาคตอันใกล้ การพยายามลดการพึ่งพิงเศรษฐกิจโลกและการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะก็ดูจะเป็นประเด็นท้าทายของตัวแบบจีน
ขณะที่นักวิเคราะห์จากโลกตะวันตกต่างวิพากษ์วิจารณ์ตัวแบบแบบจีนไปต่างๆ นานานั้น ดูเหมือนว่าจีนเองกลับแสดงให้เห็นเสมอๆ ว่าไม่ได้ต้องการจะส่งออกตัวแบบของเขาออกไปในโลก และมองว่าสิ่งที่พวกเขาเป็นนั้นเป็นผลมาจากพัฒนาการอันยาวนานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของพวกเขาเอง อีกทั้งจีนก็ไม่ค่อยจะเข้าไปก้าวก่ายการเมืองภายในของประเทศคู่ค้าหรือมิตรประเทศของพวกเขา แต่ในอีกด้านหนึ่งนักวิเคราะห์เหล่านั้นก็ยังเชื่อว่าจีนเองนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ขยายอิทธิพลทางการเมืองและส่งออกตัวแบบของพวกเขาเอาเสียเลย โดยเฉพาะในกรณีของปัญหาสิทธิมนุษยชนในทิเบต และปัญหาที่จีนมีกับฮ่องกงและไต้หวัน รวมทั้งการเข้าไปให้ความร่วมมือในการอบรมข้าราชการในแอฟริกาเป็นจำนวนหมื่นต่อปี รวมทั้งความพยายามส่งเสริมการทูตทางเศรษฐกิจอย่างโครงการ Belt and Road และโครงการด้านการฑูตอื่นๆ เช่น ความช่วยเหลือด้านวัคซีน และความร่วมมือด้านการพัฒนากับบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนอย่างหัวเว่ย กับเมืองต่างๆ ในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีของเมืองนั้นๆ
สิ่งที่โลกตะวันตกกังวลก็คือ ท่ามกลางการถดถอยของประชาธิปไตยในโลกนั้น การเติบโตของจีนทั้งทางเศรษฐกิจ และการได้รับการยอมรับของคนในประเทศจีนเองรัฐบาลทำให้เกิดความเป็นไปได้ว่าตัวแบบทางการเมืองการปกครองแบบจีนดูจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกไปจากตัวแบบทางการเมืองการปกครองประชาธิปไตยแบบตะวันตก ยิ่งเมื่อผู้นำจีนแสดงทรรศนะหลายครั้งถึงคุณค่าอื่นๆ ที่ไม่ใช่คุณค่าของประชาธิปไตยแบบตะวันตกก็ยิ่งทำให้เกิดความเป็นไปได้ในการทำให้เกิดการลดทอนความชอบธรรมของโลกตะวันตกลง โดยเฉพาะในเรื่องคุณค่าของประชาธิปไตย ยิ่งดัชนีประชาธิปไตยในปีนี้นั้นสะท้อนการที่ประเทศหลายประเทศหล่นอันดับประชาธิปไตยเข้าไปอีก ในด้านหนึ่งก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกมากที่แอฟริกาเหนือจะเต็มไปด้วยปัญหาและมีการถดถอยมากที่สุด แต่อีกภูมิภาคหนึ่งที่ถดถอยมากที่สุดเช่นกันกลับเป็นยุโรปตะวันตกซึ่งเป็นจุดกำเนิดของประชาธิปไตย
เอาเข้าจริงในรายงานของ EIU มีอีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือ มันไม่ใช่เรื่องแค่ว่าประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้วนอกจากยุโรปนั้น จะหันไปสมาทานตัวแบบแบบจีน แต่มันยังรวมไปถึงเรื่องของอิทธิพลในระดับโลกของจีนเองที่เพิ่มขึ้นในทางเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งเรื่องนี้ก็ยังไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเท่ากับนัยที่รายงานพยายามจะสื่อว่า หากคำนึงไปถึงความตกต่ำของประชาธิปไตยเองในโลกตะวันตกนั่นด้วยแล้ว ตัวแบบของจีนเองก็จะยิ่งเป็นเรื่องที่ทรงอิทธิพลขึ้นมาในโลกตะวันตกด้วย ไม่ว่าจะด้วยพลังอำนาจในทางเศรษฐกิจที่วันนี้จีนนั้นตามหลังอยู่แค่อเมริกาและนำยุโรปไปแล้ว (และในตอนต้นของบทความนี้ผมได้ชี้ไปแล้วว่าพวกเขากังวลว่าจีนจะนำอเมริกาด้วยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า) อีกทั้งท่ามกลางการถดถอยของทุกตัวแปรในการวัดประเมินดัชนีประชาธิปไตยในโลกเว้นแต่การมีส่วนร่วม (และการชุมนุม) ที่ดูจะเพิ่มขึ้นมาก ความมั่งคั่งของจีน และการที่ประชาชนในประเทศของจีนนั้นเชื่อมั่นและไว้วางใจรัฐบาลของเขาเป็นสิ่งที่แตกต่างไปจากสิ่งที่เกิดขึ้นในส่วนอื่นของโลกดังที่ปรากฏในรายงานฉบับนี้
ตัวแบบจีนกลายเป็นหนึ่งในสองตัวแบบที่สำคัญในฐานะทางเลือกทางการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย หรืออาจจะกล่าวอีกอย่างว่าเป็นทางเลือกที่ไม่ได้อิงกับคุณค่าของประชาธิปไตยในโลกตะวันตก คือตัวแบบประชานิยม และตัวแบบการปกครองด้วยผู้เชี่ยวชาญ (technocratic) ที่จีนเป็นตัวแทนของตัวแบบที่สองนี้
คุณค่าของตัวแบบการปกครองด้วยผู้เชี่ยวชาญนั้น กลายเป็นทางเลือกของผู้นำทางการเมืองในโลกโดยเฉพาะในโลกตะวันตกเองที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมไปสู่ระบบการตัดสินใจโดยองค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และไม่มีความโปร่งใส ในนามของผู้เชี่ยวชาญ และในอีกด้านหนึ่ง เมื่อตัวแบบเช่นนี้เกิดขึ้นก็ทำให้เกิดความไม่พอใจของประชาชนอีกจำนวนไม่น้อยและทำให้การชุมนุมต่างๆ เพิ่มขึ้น และไม่ใช่เป็นแค่เรื่องของประชาธิปไตยในระดับอุดมการณ์ แต่มันหมายถึงการเพิ่มขึ้นของความไม่ไว้ใจและไม่เชื่อมั่น รวมทั้งไม่เคารพและให้คุณค่ากับประชาชนที่ชนชั้นนำเหล่านั้นปกครองอยู่
นอกจากนี้แล้วบริบทของการแพร่ระบาดของโควิดเองก็ทำให้การเติบโตของการปกครองแบบผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น และประชาชนอีกไม่น้อยก็ดูจะเชื่อมั่นในสิ่งนี้ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ต้องตั้งข้อสังเกตด้วยว่า นักการเมืองเองก็อาจจะรู้สึกดีที่ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ เพราะว่าพวกเขาเองก็จะได้หลบเลี่ยงความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ได้เช่นกัน
ข้อเสนอของ EIU ท่ามกลางความถดถอยของประชาธิปไตยและการเพิ่มขึ้นในความนิยมในตัวแบบของจีนที่ปกครองจากบนลงล่าง และไม่มีระบบการจัดการปกครองแบบธรรมาภิบาล ก็คือการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนจะต้องเกิดขึ้นเพื่อให้ประชาธิปไตยยังคงเป็นทางเลือกของการเมืองการปกครองที่ดีที่สุด โดยความเป็นไปได้อยู่ที่เรื่องของการเติบโตขึ้นของการมีส่วนร่วมของประชาชนรวมไปถึงความเคลื่อนไหวต่างๆ หลังจากที่ประชาชนนั้นไม่ได้ออกมามีบทบาททางการเมืองมานาน ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าพวกเขาเบื่อหน่ายและแปลกแยกกับสิ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้วว่าการเมืองแบบพรรคการเมืองแบบเดิมที่แบ่งขั้วซ้ายขวานั้นไม่ให้ทางออกที่พึงพอใจกับพวกเขา และจากข้อมูลการสำรวจยังพบว่า คุณค่าและวัฒนธรรมการเมืองแบบประชาธิปไตยยังคงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่การนำเอาคุณค่าเหล่านั้นมาแปรเปลี่ยนเป็นการทำงานจริงของรัฐบาล และการปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนกลับถดถอยลง
ซึ่งนับเป็นการขาดแคลนช่องทาง สื่อกลาง และสถาบัน ที่จะนำเอาความใฝ่ฝันของผู้คนมาสร้างสรรค์การจัดการปกครองแบบประชาธิปไตยให้มันดีขึ้น และฟื้นฟูประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันและโต้แย้งรัฐบาลโดยพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชนที่แตกต่างหลากหลายได้
เอาเข้าจริงผมเองก็ไม่แน่ใจว่า EIU นั้นจะสามารถผลักดันข้อเสนอและปรับเปลี่ยนแนวโน้มของการถดถอยของประชาธิปไตย และการเฟื่องฟูของทางเลือกอื่นๆ ทดแทนประชาธิปไตยดังที่พวกเขามองว่าปีนี้เรื่องของการท้าทายจากจีนเป็นเรื่องหลักได้แค่ไหน ยิ่งอ่านรายงานผมก็ยิ่งเห็นความกังวลของนักวิเคราะห์และประเทศตะวันตกมากขึ้นเรื่อยๆ ในสถานการณ์โลกที่กำลังเดินทางไปสู่สิ่งที่พวกเขาไม่เคยเจอ และไม่ได้คาดคิดกันไว้ก่อน หรืออาจจะเรียกได้ว่าโลกหลังสงครามเย็นเป็นโลกที่ยังไม่มีใครจะกำหนดมันได้อย่างแน่นอน และในรายงานฉบับนี้เองก็ไม่ได้ตั้งคำถามอย่างจริงจังกับบทบาทของมหาอำนาจในโลกตะวันตกเองที่เข้าไปเกี่ยวพันกับประเทศต่างๆ ในหลายรูปลักษณ์ที่อาจจะเป็นเงื่อนไขที่ทำให้คนในประเทศเหล่านั้นเขาคิดว่าการต่อต้านประชาธิปไตยก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการที่เขาจะมีชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีในแบบของเขา
ผมไม่ได้หมายความว่าประชาธิปไตยเป็นเพียงเครื่องมือ หรืออุดมการณ์ของโลกตะวันตกในการครอบงำครอบครองประเทศอื่นๆ หากแต่ในการเข้ามาของตะวันตกเองที่ไม่ได้สนใจว่ารัฐบาลในประเทศเหล่านั้นเขาสมาทานแนวคิดประชาธิปไตยอย่างแท้จริงไหม ก็ยังสนับสนุนอยู่ หรือในการดำเนินโยบายการทูตเองที่หลายเรื่องก็ไม่ได้เข้ามาปกป้องขบวนการประชาธิปไตยในประเทศเหล่านั้นมันก็ส่งผลให้เกิดทางเลือกอื่นๆ ที่อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด แต่เป็นทางเลือกภายใต้ข้อจำกัดในการออกจากประชาธิปไตยของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลได้ เพราะความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจการเมืองในประเทศเหล่านั้นต่อคนหมู่มากมันไม่เกิดขึ้น และทำให้การต่อต้านตะวันตกกลายเป็นสาระหลักของชาตินิยมที่เป็นสาระหลักของอุดมการณ์ทางการเมืองมากกว่าเรื่องประชาธิปไตยหรือเผด็จการ
ในแง่นี้อีกหนทางในการก้าวออกจากภาวะเลือกยากระหว่างประชาธิปไตยหรือเผด็จการก็คือ เอาเรื่องของความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจเป็นตัวตั้งในการกำหนดประเด็น แล้วใช้เงื่อนไขของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทั้งระยะสั้นและยาวมาดูว่าประชาธิปไตยหรือทางเลือกอื่นมันพาเราพ้นจากเงื่อนไขการไม่มีเสรีภาพทางเศรษฐกิจแค่ไหน และก็ระมัดระวังว่าในการแก้ปัญหาเสรีภาพทางเศรษฐกิจนั้นมีราคาที่ต้องจ่าย และจะรักษาไว้ถึงดุลยภาพที่เปราะบางของการรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพทางเศรษฐกิจที่มากกว่าแสวงหากำไร แต่หมายถึงการคุ้มครองชีวิตทางเศรษฐกิจในระดับพื้นฐานในด้านหนึ่ง กับการคุ้มครองชีวิตทางการเมืองและเสรีภาพทางการเมืองในระดับพื้นฐานไว้ได้อย่างไรนั่นแหละครับ

