หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘ราชบัณฑิต’ผู้ควรได้รับความเห็นใจ

23.02.22 | 14:22 น.

ราชบัณฑิตยสภา เป็นสถาบันวิชาการระดับชาติซึ่งประกอบไปด้วยปราชญ์ผู้รู้ที่ได้รับการยอมรับในสาขาวิชาต่างๆ แต่ก็มีบ่อยครั้งที่ต้องกลายมาเป็นประเด็นดราม่า หรือหลายหนถูกแปะป้ายให้เป็น “ตัวตลก” โดยไม่เป็นธรรมในเรื่องที่ไม่ใช่ความผิดหรือแม้แต่เรื่องที่ไม่ได้ทำเลยด้วยซ้ำ

เช่นเรื่องล้อเลียนเก่าเฟือว่าราชบัณฑิตฯ ท่านบัญญัติคำไทยได้ลิเกเร่อร่า เช่นศัพท์บัญญัติเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศที่ตลกและดูไม่สื่อสาร หนักข้อที่สุดคือกล่าวหาว่าท่านกำหนดคำเรียกอุปกรณ์ควบคุม (Joystick) ว่า “แท่งหรรษา” ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย หากเป็นเรื่องที่นำมาล้อและ
พูดต่อกันจนผู้คนเชื่อว่าจริงไปจนยากจะแก้ข่าว

สำหรับประเด็นล่าสุดเรื่อง “การเปลี่ยนชื่อเมืองหลวง” ของประเทศไทยนี้ก็เช่นกัน เรื่องเริ่มต้นจากที่มีสำนักข่าวหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ในการประชุมของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น มีวาระหนึ่งเป็นการให้ความเห็นชอบในหลักการร่างประกาศสำนักนายกฯ เรื่อง กำหนดชื่อประเทศ ดินแดน เขตการปกครองและเมืองหลวง ตามที่สำนักงานราชบัณฑิตยสภาเสนอ ซึ่งข้อสำคัญของประกาศฉบับนี้ คือ กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย จากเดิมเขียน Krung Thep Maha Nakhon ; Bangkok แก้เป็น Krung Thep Maha Nakhon (Bangkok) ซึ่งเฉพาะเท่านี้ ก็ชวนให้เข้าใจว่าเป็นความมุ่งหมายเพื่อเปลี่ยนชื่อเมืองหลวง “กรุงเทพมหานคร” ในภาษาอื่นๆ จาก Bangkok เป็น Krung Thep Maha Nakhon หรือไม่ กลายเป็นกระแสไวรัลขึ้นมาทุกช่องทางออนไลน์

ร้อนถึงสำนักงานราชบัณฑิตยสภา ต้องออกมาโพสต์ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กเอาตอนเที่ยงคืนเพิ่งข้ามวันว่า ข้อเสนอดังกล่าวเป็นเพียงการที่คณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมชื่อภูมิศาสตร์สากลของราชบัณฑิตยสภาได้ปรับปรุงแก้ไขการกำหนดชื่อประเทศ ดินแดน เขตการปกครอง และเมืองหลวง ให้ถูกต้องสอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบันเท่านั้น สำหรับ “กรุงเทพมหานคร” อันเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยนั้น ใช้ได้ทั้ง
Krung Thep Maha Nakhon และ Bangkok ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรในสาระสำคัญทั้งสิ้น

ต่อมาทางโฆษกของรัฐบาลได้อธิบายว่า มติ ครม.ที่เป็นต้นเรื่องนั้น เป็นการพิจารณาตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีโดยสำนักงานราชบัณฑิตยสภาเสนอเปลี่ยนชื่อประเทศ ชื่อเมือง และชื่อภูมิศาสตร์ จากคำเดิม มาเป็นคำใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน เพราะขณะนี้บางประเทศมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
บางประเทศมีการย้ายที่ตั้งเมืองหลวง ส่วนชื่อเมืองหลวงของประเทศไทยคือกรุง Bangkok นั้น เดิมจะ
อยู่หลังเครื่องหมาย อัฒภาค (;) ก็เปลี่ยนมาอยู่ในวงเล็บ เป็นการปรับสัญลักษณ์ตามมาตรฐานของทางราชการ

Advertisement

อย่างไรก็ตาม คำอธิบายดังกล่าวก็ยังมีข้อสงสัยที่ยังไม่ได้รับคำอธิบายที่ชัดเจนเป็นเหตุเป็นผลว่า การเปลี่ยนเอาคำว่า (Bangkok) ไปไว้ในวงเล็บนั้นมีนัยสำคัญอย่างไรจึงต้องเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะนั้นอยู่เมืองเดียว เพราะจากตัวอย่างที่ทางสำนักงานราชบัณฑิตยสภายกมานั้น ชื่อเมืองหลวงของประเทศอิตาลีที่เขียนได้สองอย่าง ว่า Rome หรือ Roma ก็ได้นั้น ก็ยังใช้จุลภาค (,) คั่นระหว่างสองชื่อ (Rome, Roma) โดยไม่มีชื่อใดอยู่ในวงเล็บ

กับอีกประเด็นคือแม้ว่าท่านรองนายกฯ วิษณุ เครืองาม จะยืนยันว่าประชาชนชอบจะใช้อย่างไรก็ได้ คำถามที่ควรได้รับคำตอบคือ แล้วหน่วยราชการจะใช้อย่างไร จะต้องมีการเปลี่ยนวิธีการเขียนในหนังสือราชการต่างๆ ที่ต้องทำเป็นภาษาอื่นที่ใช้ตัวอักษรโรมันด้วยหรือไม่ ยังไม่มีคำตอบสำหรับสองคำถามที่ประชาชนตั้งข้อสงสัยนี้

ราชบัณฑิตยสภาหรือเดิมที่เรียกว่าราชบัณฑิตย สถานนั้น เป็นสถาบันทางวิชาการซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสถาปนาขึ้นให้เป็นสถานที่บำรุงสรรพวิชา โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้เป็นสถาบันค้นคว้าวิจัยเพื่อเผยแพร่ ส่งเสริม แลกเปลี่ยนความรู้ พัฒนา อนุรักษ์ และให้บริการทางวิชาการให้เป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศและประชาชน ปัจจุบันนี้หน้าที่และอำนาจของราชบัณฑิตยสภาได้รับการบัญญัติไว้ตาม พ.ร.บ.ราชบัณฑิตยสภา พ.ศ.2558 โดยให้เป็นรูปแบบของส่วนราชการอิสระที่มีฐานะเทียบเท่ากรม แต่ไม่สังกัดกระทรวง ทบวง หรือสำนักนายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่หลักในการศึกษา ค้นคว้า วิจัย ทางวิชาการ และนำเสนอเผยแพร่องค์ความรู้ที่ได้ดังกล่าว รวมถึงการให้ความเห็น คำแนะนำ และคำปรึกษาทางวิชาการแก่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี ตลอดจนส่วนราชการ และหน่วยงานองค์กรของรัฐอื่นๆ

อำนาจหน้าที่สำคัญที่เรากำลังกล่าวถึงและเป็นประเด็นอยู่นี้ คือหน้าที่และอำนาจตามมาตรา 8 (6) และ (7) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คือการ “จัดทำพจนานุกรม สารานุกรม อักขรานุกรม อนุกรมวิธาน การบัญญัติศัพท์วิชาการสาขาต่างๆ รวมทั้งการจัดทำพจนานุกรมศัพท์วิชาการภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยและงานวิชาการอื่นๆ” และการ “กำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับการใช้ภาษาไทย การอนุรักษ์ภาษาไทย มิให้แปรเปลี่ยนไปในทางที่เสื่อม การส่งเสริมภาษาไทยซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาติให้ปรากฏเด่นชัดยิ่งขึ้น”

เช่นนี้ สิ่งที่ท่านได้นำเสนอมาก็เป็นการปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจหลักของท่านโดยชอบแล้ว การไปเหน็บแนมว่า ราชบัณฑิตฯ ท่านทำเรื่องไร้สาระ สมควรที่จะไปคิดไปทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนนั้นก็ออกจะไม่เป็นธรรมนัก เพราะหน้าที่ของท่านเป็นดังที่กล่าวไว้ข้างต้น จะให้ไปซ่อมฝาท่อ หรือเก็บสายสัญญาณอินเตอร์เน็ตลงดินก็คงไม่ใช่เรื่อง

แม้ว่าตามกฎหมาย ราชบัณฑิตยสภาจะไม่มีอำนาจหน้าที่ที่เป็นการใช้อำนาจรัฐที่มีผลต่อประชาชนโดยตรง แต่ก็นับว่าเป็นหน่วยงานที่ใช้อำนาจรัฐทางอ้อม เพราะหน้าที่อำนาจในการให้ความเห็น คำแนะนำ และคำปรึกษาทางวิชาการแก่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี ตลอดจนส่วนราชการ และหน่วยงานองค์กรของรัฐอื่นๆ นั้น เกิดผลผูกพันให้การใช้อำนาจรัฐใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาษาไทยก็ตามจะต้องเป็นไปตามที่ราชบัณฑิตยสภาเสนอแนะ และคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบผ่านประกาศหรือหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไปต่อส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐอื่นๆ เช่นในการเขียนเอกสารราชการหรือเอกสารในกระบวนการของศาลนั้น จะต้องยึดถือรูปแบบการเขียนตามที่ราชบัณฑิตยสภากำหนด ศัพท์ภาษาต่างประเทศใด หากมีบัญญัติไว้โดยราชบัณฑิตฯ ก็จะต้องถือว่าต้องเขียน อ่าน หรือสะกดตามนั้น

นอกจากนี้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานยังถูกใช้เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ศาลใช้ตีความถ้อยคำในกฎหมาย ในกรณีที่ต้องการนิยามว่าถ้อยคำดังกล่าวนั้นมีความหมายว่าอะไรเป็นการทั่วไปซึ่งไม่ได้มีบัญญัติไว้ในกฎหมายที่เป็นปัญหา

หรือในสมัยก่อนหากใครยังพอจำได้รางๆ ทางอำเภอหรือเขตมีจารีตประเพณีทางปกครองที่ไม่รู้ว่ามันเริ่มมาจากหนังสือเวียนหรือบันทึกแนวทางไหนอย่างไรมากำหนดว่า ชื่อบุคคลนั้นจะต้องมีความหมายและเขียนถูกต้องตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานเท่านั้น จึงจะอนุญาตให้จดแจ้งตั้งชื่อได้ โดยที่หลักเกณฑ์นี้ไม่มีปรากฏใน พ.ร.บ.ชื่อบุคคล แต่ก็กลายเป็นแนวปฏิบัติที่มีค่าบังคับเสมอกฎหมายไป ในสมัยนั้นการที่ใครจะไปแจ้งเกิดตั้งชื่อลูก หรือเปลี่ยนชื่อตัว ก็จะต้องถูกเจ้าหน้าที่อำเภอหรือเขตสอบทานก่อนว่าคำที่จะเอามาตั้งชื่อนั้นมีอยู่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานหรือไม่ จนกระทั่งในยุคที่ผู้คนนิยมตั้งชื่อสะเดาะเคราะห์ตามหลักเลขศาสตร์ ก็มีการตั้งชื่อแปลกๆ และมีการโต้แย้งดุลยพินิจเรื่องการจะตั้งชื่อได้ต้องมีความหมายในพจนานุกรมนี้กันมากขึ้น ธรรมเนียมที่ว่านี้จึงถูกยกเลิกไป ปัจจุบันเราจึงได้เห็นคนสะกดชื่อที่เราไม่กล้าอ่านออกเสียงโดยพลการเพราะกลัวผิด เช่น ศษกธรรฏีฆ์ แต่นั่นก็เป็นเสรีภาพของผู้คนอันไม่พึงก้าวล่วง

เล่าเรื่องเก่านี้เพื่อจะยกตัวอย่างให้เห็นว่า การทำหน้าที่ของราชบัณฑิตฯนั้น มีนัยสำคัญต่อการปฏิบัติราชการที่เกี่ยวข้องกับประชาชนอยู่ด้วย และอันที่จริงมันก็จำเป็นต้องมีองค์กรใดองค์กรหนึ่งซึ่งเป็นผู้รู้จริง และมีการศึกษาวิเคราะห์กันในทางวิชาการหลายแขนงเพื่อจะมาชี้ขาดเกี่ยวกับเรื่องการใช้ภาษา การทับศัพท์ การถอดเสียงถอดความ หรือกำหนดคำในภาษาไทยให้เป็นมาตรฐานได้เป็นข้อยุติว่าควรอ่านอย่างไรหรือเขียนอย่างไรให้เป็นระบบเดียวกัน อย่างน้อยก็ในตามทางการหรือทางวิชาการ ไม่ใช่ต่างคนต่างเขียนกันไปตามใจชอบ

ที่ผ่านมา ราชบัณฑิตยสภาเคยเป็นผู้ “ชี้ขาด” กำหนดคำใหม่หลายคำที่เป็นภาษาต่างประเทศที่แรกเข้ามาเป็น “คำใหม่” ใช้กันโดยทั่วไปแต่ยังตกลงกันไม่ได้ว่าควรเรียกคำนั้นอย่างไรในภาษาไทย เช่น สมัยช่วงกลางยุค พ.ศ.2530 ที่เริ่มมีทฤษฎีว่าโลกกำลังหดแคบลงจนเกือบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยเฉพาะในการติดต่อสื่อสารเดินทางหรือการเคลื่อนไหวของทุนและวัฒนธรรม เกิดคำว่า “Globalization” ขึ้น ซึ่งในครั้งแรกมีการแปลเป็นภาษาไทยกันตามแต่ความเห็นของผู้รู้ เช่น “โลกานุวัตร” หรือ “สากลานุวัตร” หากในที่สุดก็เป็นราชบัณฑิตฯที่มาชี้ว่าเมื่อพิจารณาในทางภาษาและทฤษฎีแล้ว คำคำนี้ ควรจะเรียกเป็นภาษาไทยว่า “โลกาภิวัตน์” จนเป็นที่ยุติและใช้มาจนทุกวันนี้ รวมถึงอย่างคำที่ถอดเป็นภาษาไทยได้อย่างยอดเยี่ยม เช่น กำหนดคำว่า “วีดิทัศน์” สำหรับคำว่า “Video” ซึ่งนอกจากจะพ้องเสียงใกล้เคียงคำเดิมในภาษาอังกฤษที่นิยมใช้กันอยู่แล้ว ก็ยังสามารถเลือกคำที่มีความหมายสอดคล้องกันจากภาษาสันสกฤตมาได้ด้วย

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จึงเป็นเหตุผลที่ออกจะทำให้เห็นใจท่านราชบัณฑิตยสภาที่ต้องกลายเป็นที่จอดรถทัวร์ของชาวเน็ตไปในรอบนี้ หากท่านก็ต้องเข้าใจเช่นกันว่า ภาษานั้นเป็นตัวกลางระหว่างความคิดในสมองของมนุษย์คนหนึ่งออกมาสู่คนอื่นและสังคม ในทางปรัชญาแล้วภาษาเป็นตัวกำหนดความเป็นจริงได้ด้วยซ้ำ ทั้งเป็นสิ่งที่เราใช้สื่อสาร พูดเขียนอ่านกันอยู่ทุกวันเช่นนี้จึงมีมิติทั้งเชิงสังคม วัฒนธรรม ไปจนถึงอำนาจรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง การทำงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งสำคัญเช่นนี้จึงหลีกเลี่ยงได้ยากต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ท่านอาจจะต้องยอมรับและค่อยๆ ปรับแก้กันไป

ที่ผ่านมาเราก็ได้เห็นความพยายามปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจมาจากทางราชบัณฑิตฯแล้ว ตั้งแต่ที่มีการออก “พจนานุกรมศัพท์ใหม่” ซึ่งเป็นการรวบรวมคำศัพท์ร่วมสมัยมารวมไว้เหมือนเป็น “พจนานุกรมฉบับลำลอง” ให้ใช้อ้างอิงไปเพื่อรอบรรจุเข้าอยู่ในพจนานุกรมหลัก ซึ่งเป็นการติดตามความเลื่อนไหลของภาษาสมัยใหม่ได้มากขึ้น ดีกว่าในยุคก่อนหน้านี้ที่กว่าคำว่า “เชย” อันเป็นคำซึ่งถูกให้ความหมายใหม่ว่าหมายถึงความไม่ทันสมัย หรืออาการเปิ่นเทิ่ง ที่มีกำเนิดมาจากชื่อของ “ลุงเชย พัชราภรณ์” ตัวละครสำคัญจากหัสนิยายชุดสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน ซึ่งคำว่า “เชย” ในความหมายนี้ใช้กันมาอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่ปี 2490 เป็นต้นมาแล้ว แต่กว่าที่จะได้เข้ามาบรรจุอยู่ในพจนานุกรมฉบับเป็นทางการของราชบัณฑิตยสภาก็ล่วงเข้า พ.ศ.2542

เรื่องสำคัญและน่าชื่นชมอีกเรื่องคือการที่ทางสำนักงานราชบัณฑิตยสภาออกมาให้ข่าวชี้แจงอย่างรวดเร็วนอกเวลาราชการกลางดึกกลางดื่น ก็อาจถือเป็นมิติใหม่สำหรับหน่วยราชการที่ดูเหมือนจะขรึมขลัง แต่กลับทำงานได้อย่างรวดเร็วทันการ เร็วกว่าหน่วยงานราชการหลายแห่งที่มีหน้าที่อำนาจในเรื่องที่เร่งด่วนกว่า แต่กว่าจะแถลงชี้แจงต่อสังคมเวลาที่เกิดปัญหาอะไรขึ้นได้บางทีก็ล่วงเข้าไปสามวันก็มี

จึงหวังว่าเรื่อง “ทัวร์ลง” รอบนี้คงจะผ่านไปโดยไม่ทำให้ผู้ที่ตั้งใจทำงานต้องเสียกำลังใจอะไรกันไปมากนัก

กล้า สมุทวณิช