คอลัมน์ไทยพบพม่า : สึนามิโรฮีนจา สั่นจากพม่า สะเทือนถึงไทย โดย ลลิตา หาญวงษ์
เมื่อหลายปีก่อนข่าวคราวที่กองทัพพม่าปราบปรามชาวโรฮีนจาเป็นประเด็นร้อนไปทั่วโลก ความรุนแรงในระดับที่ใหญ่ขนาดนี้มีให้เห็นบ่อยกันนัก เมื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหประชาชาติเรียกวิกฤตการณ์โรฮีนจาในพม่าว่าเป็น “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เหมือนในตำรา” ความรุนแรงต่อโรฮีนจาที่ค่อยๆ มีมาเนิ่นนานแล้ว แต่ต้นตอของปัญหาระลอกล่าสุดก่อตัวมาตั้งแต่ปี 2012 และมาปะทุเป็นการกวาดล้างครั้งใหญ่ระหว่างปี 2016-2017 เป็นเหตุให้ชาวโรฮีนจาต้องอพยพหนีตายไปทุกทิศ โดยมากอพยพไปค่ายผู้ลี้ภัยที่เมืองคอกซ์บาซาร์ (Cox’s Bazaar) ในบังกลาเทศได้สำเร็จ แต่ก็มีผู้อพยพจำนวนมากที่เสี่ยงตายยอมลงเรือลอยเคว้งกลางมหาสมุทรอยู่เป็นเดือนๆ เพื่อความหวังว่าจะได้ขึ้นฝั่งที่ไทย มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย
ชะตากรรมของ “มนุษย์เรือ” (boat people) เหล่านี้อยู่ในอันตรายอย่างร้ายแรง เพราะนอกจากชีวิตความเป็นอยู่บนเรือจะอัตคัดสุดขีดแล้ว เรือหลายลำจมหายกลางทะเล และชีวิตของชาวโรฮีนจาอีกจำนวนหนึ่งตกอยู่ในเงื้อมมือของขบวนการค้ามนุษย์ ข่าวการบุกทลายค่ายที่ใช้คุมขังชาวโรฮีนจาเพื่อค้ามนุษย์ ที่อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลาเมื่อกลางปี 2015 และพบหลุมศพชาวโรฮีนจา 36 ราย กลายเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศ และเมื่อไม่นานมานี้ พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ หัวหน้าทีมสืบสวนสอบสวนคดีนี้ออกมาเปิดเผยความซับซ้อนของการทำคดีทลายเครือข่ายค้ามนุษย์ ที่โยงไปถึง “ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง” หลายคน ด้วยสถานการณ์ที่บีบคั้น ทำให้ พล.ต.ต.ปวีณ ตัดสินใจลาออกจากราชการ และลี้ภัยไปออสเตรเลีย เพื่อรักษาชีวิตของตนเอง
การออกมาให้ข้อมูลของ พล.ต.ต.ปวีณ เป็นเหมือนปรากฏการณ์ “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” ที่ชี้ให้เห็นขบวนการค้ามนุษย์ ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลระดับสูงหลายฝ่าย และยังชี้ให้เห็นว่าชาวโรฮีนจาถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองและหนทางเพื่อหาผลประโยชน์ของคนมีสีครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ใช่เฉพาะในพม่าเท่านั้นที่ชาวโรฮีนจาเป็นเหยื่อความอยุติธรรมและความโหดเหี้ยมเกิดมนุษย์มนา พวกเขายังเผชิญชะตากรรมไม่ต่างกันในประเทศที่ชอบอ้างหลักการสิทธิมนุษยชนอย่างไทยด้วย
เหมือนชะตาฟ้าลิขิตอย่างไรก็ไม่ทราบได้ ในช่วงเดียวกับที่ พล.ต.ต.ปวีณ ออกมาเปิดใจถึงคดีค้ามนุษย์โรฮีนจาในไทย ก็มีความเคลื่อนไหวที่ศาลโลก ในประเด็นที่เกี่ยวกับโรฮีนจาเช่นกัน เมื่อหลายปีก่อน แกมเบีย ประเทศในแอฟริกาตะวันตก ในนามรัฐสมาชิกองค์การความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี) ยื่นคำฟ้องต่อศาลโลก กล่าวหาว่าพม่าละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษความผิดอาญาฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide Convention) หลังกองทัพพม่ามีปฏิบัติการกวาดล้างชาวโรฮีนจาครั้งใหญ่ในปี 2017
การพิจารณาคดีโรฮีนจา ณ ศาลโลก หยุดไปนานนับปี ในครั้งนี้ศาลโลกพิจารณาคำทักท้องของพม่าที่ปฏิเสธข้อกล่าวหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจา ก่อนรัฐบาลเอ็นแอลดี จะหมดวาระราว 1 ปี ด่อ ออง ซาน ซูจีเคยเดินทางไปกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อให้การกับปฏิเสธข้อหาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจา ณ ศาลโลก มาแล้ว แต่เมื่อเกิดรัฐประหารเมื่อต้นปี 2021 คำถามแรกที่เกิดขึ้นคือใครจะเป็นตัวแทน “รัฐบาล” พม่าเพื่อต่อสู้คดีที่ศาลโลก เพราะรัฐบาลเอ็นแอลดี ก็ถูกรัฐประหารไปแล้ว ในขณะเดียวกัน รัฐบาลในสหภาพยุโรปหรือสหรัฐอเมริกาก็ไม่ต้องการเรียกคณะรัฐประหารว่าเป็นรัฐบาลพม่า ทุกสายตาจับจ้องไปที่ศาลโลกว่าจะเลือกรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเอ็นยูจี หรือคณะรัฐประหาร/กองทัพพม่า เป็นตัวแทนพม่าในศาลโลกครั้งนี้
เอ็นยูจี มองว่าตนเป็นตัวแทนรัฐบาลพม่าที่มีความชอบธรรม และเอกอัครราชทูต จ่อ โม ทุน (Kyaw Moe Tun) ก็เป็นตัวแทนรัฐบาลพม่าเพียงคนเดียวที่ควรจะเข้าไปชี้แจงต่อศาลโลก อย่างไรก็ดี หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนยืนยันว่าการที่ตัวแทนของกองทัพพม่าเป็นตัวแทนไปชี้แจงต่อศาลโลกในครั้งนี้จะไม่มีผลต่อสถานะของรัฐบาลคณะรัฐประหารพม่า ที่ในปัจจุบันถูกคว่ำบาตรจากหลายประเทศในสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา
ผู้พิพากษาศาลโลกได้กล่าวตั้งแต่ต้นว่าตัวแทนของพม่าเป็นเพียงตัวแทนของ “รัฐ” แต่ไม่ใช่ “รัฐบาล” แน่นอนประเด็นนี้สร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลเอ็นยูจี และผู้ฟ้องอย่างแกมเบีย คณะรัฐประหารส่งคณะทำงานด้านกฎหมาย 8 คนไปศาลโลก ตัวแทนคณะรัฐประหารแย้งศาลโลกทันทีว่าศาลโลกไม่มีอำนาจในการตัดสินคดี (jurisdiction) คณะรัฐประหาร/กองทัพพม่าชี้แจงว่าตนต้องการแก้ไขปัญหาโรฮีนจาในรัฐยะไข่ แต่มองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมีที่มาตั้งแต่ยุคที่พม่าเป็นอาณานิคมของอังกฤษ
ก่อนรัฐประหาร รัฐบาลเอ็นแอลดี ว่าจ้างทนายต่างชาติ 3 คนให้เข้าไปร่วมทำเคสโรฮีนจา แต่เมื่อเกิดรัฐประหาร ทนาย 2 คนลาออก เหลือไว้เพียงทนายชาวอังกฤษ ที่ชื่อคริสโตเฟอร์ สเตเกอร์ (Christopher Staker) ซึ่งแย้งศาลโลกว่าแกมเบียไม่มีความชอบธรรมที่จะฟ้องพม่า เพราะแกมเบียฟ้องในฐานะโอไอซี และที่ผ่านมา โอไอซีพยายามโจมตีรัฐบาลพม่ามาโดยตลอด กองทัพพม่าพยายามดิสเครดิตโอไอซี และสร้างให้โอไอซี เพื่อโหมกระพือความเกลียดชังศาสนาอิสลามในพม่า และยังเคยพูดถึงโอไอซี ว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของพม่าด้วย
ฝ่ายพม่ายังโต้แย้งว่าแกมเบียไม่มีสิทธิฟ้องพม่าด้วยวรรค 9 ในอนุสัญญาฯ เพราะแกมเบียไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับกรณีโรฮีนจาโดยตรง หรือพูดให้ง่ายคือ “อาชญากรรม” นี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับแกมเบีย ไม่ได้เกิดในแผ่นดินของแกมเบีย และแกมเบียไม่เคยมีกรณีพิพาทกับพม่าโดยตรง ฝ่ายแกมเบียโต้เถียงว่า อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติที่รัฐบาล/กองทัพพม่าก่อไว้เป็น “ข้อพิพาท” หรืออย่างน้อยเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความไม่พอใจให้กับแกมเบีย
การให้การในศาลโลกยังไม่จบลง แต่ก็พอจะสรุปได้สั้นๆ ว่าจุดประสงค์ของพม่าคือทำลายความน่าเชื่อถือของแกมเบียในฐานะผู้ฟ้อง หรือผู้ที่ยกกรณีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจาขึ้นมาให้ศาลโลกพิจารณา โดยแย้งว่าพม่าไม่เคยมีกรณีพิพาทใดๆ กับแกมเบียมาก่อน ไม่ได้มี “ความแค้น” เป็นการส่วนตัว แกมเบียฟ้องพม่าโดยมี โอไอซี อยู่เบื้องหลัง ในขณะที่แกมเบียให้การกับศาลโลกว่าแกมเบียมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อศาลโลก ในการพิจารณาคดีครั้งนี้ สิ่งที่ต้องจับตามองอีกประเด็นหนึ่งคือศาลโลกจะตีความคำว่า “ข้อพิพาท” ว่าอย่างไร ในขณะที่แกมเบียยืนยันว่าความรุนแรงที่รัฐบาล/กองทัพพม่าทำกับชาวโรฮีนจาก็เป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้วให้แกมเบีย ชาติมุสลิมอื่นๆ หรือประเทศทั่วโลก มี “ข้อพิพาท” กับพม่า
จากการสืบสวนของสหประชาชาติ มีหลักฐานที่ยืนยันแน่ชัดว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจาเกิดขึ้นจริง และรัฐบาล/กองทัพพม่า ตั้งแต่ในยุคที่เป็นรัฐบาลเอ็นแอลดี ต้องรับผิดชอบต่อ “เจตนาให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” (genocide intent) ดังกล่าว ในรายงานของสหประชาชาติเรียกร้องให้ดำเนินคดีพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้นำในกองทัพพม่าอีก 5 นาย

