คนตกสีที่อยู่ที่อีกฝั่งหนึ่ง : ระหว่าง ‘ไข่’ และ ‘กำแพง’ โดย กล้า สมุทวณิช
หากเปรียบความเป็นไปของมนุษยชาติคล้ายกับนาวาบนคลื่นทะเลประวัติศาสตร์ ช่วงเวลานับแต่ปี ค.ศ.2010 เป็นต้นมา โลกของเราเหมือนกับลอยอยู่บนท้องคลื่นลูกใหญ่ที่ซัดพาไปข้างหน้าราวกับเป็นสัญญาณการเปลี่ยนยุคสมัย ไปสู่ฝั่งทะเลใหม่แห่งอารยธรรม
ด้วยเทคโนโลยีเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่กลายเป็นทั้งระบบสื่อสารมวลชนหลัก ช่องทางสื่อบันเทิง และเชื่อมโยงมนุษย์แต่ละคนเข้ากับสังคมไว้ในช่องทางเดียวอย่างเป็นหนึ่งเดียว มีปัญญาประดิษฐ์ที่มนุษย์ศิโรราบในความสามารถ รวมถึงความเปลี่ยนแปลงทางสังคมด้านต่างๆ เช่น การยอมรับการสมรสเพศเดียวกัน และสิทธิของบุคคลผู้มีเพศหลากหลายซึ่งเป็นกระแสไปในทั่วโลก ไปจนเริ่มพูดถึงสถานะทางกฎหมายของสิ่งเทียมมนุษย์ เช่น หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนการเริ่มก่อร่างสินทรัพย์แบบใหม่ที่ไร้รูป
หากปี 2020 เป็นต้นมา กลายเป็นว่าคลื่นประวัติศาสตร์นั้นกลับพัดพาเราย้อนทางกลับเข้าหาฝั่ง เริ่มจากที่มนุษยชาติได้พบกับภัยพิบัติที่หลงลืมไปแล้วนับร้อยปี ทั้งโรคระบาดที่แพร่กระจาย และส่งผล
กระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับโลกโดยยากที่จะรับมือ กับล่าสุดคือ สงครามระดับประเทศต่อประเทศที่น่ากลัวว่าจะลุกลามเป็นมหาสงครามโลกได้อีกครั้ง
กรณีความขัดแย้งที่จบลงด้วยปฏิบัติการทางทหารระหว่างรัสเซียและยูเครนนั้น แตกต่างจากความขัดแย้งและการต่อสู้ที่มีประปรายในทศวรรษก่อนหน้า ซึ่งเป็นสงครามกลางเมืองภายในประเทศบ้าง หรือปฏิบัติการทางทหารฝ่ายเดียวจากมหาอำนาจที่เข้าไปจัดระเบียบในบางพื้นที่ หากนี่เป็นกรณีที่เป็นการยกทัพรุกคืบจากประเทศหนึ่งเข้าสู่นครหลวงของอีกประเทศหนึ่งซึ่งเป็นประเทศเอกราชทั้งทางบกและทางอากาศ
ความรู้สึกโดยธรรมดาทั่วไปของบุคคลต่อปฏิบัติการทางทหารนี้ ส่วนหนึ่งที่อาจจะเป็นส่วนมากเห็นว่า ฝ่ายที่ใช้กำลังเข้าบุกรุกดินแดนรัฐประเทศอธิปไตยอื่นก่อนนั้น หามีความชอบธรรมใดไม่ จึงเป็นฝ่ายที่สมควรถูกประณาม แต่ก็แน่นอนว่าเรื่องนี้มีผู้เห็นตามก็ต้องมีผู้เห็นต่าง โดยเมื่อหักท่าทีสุดโต่งของผู้นิยมเผด็จการอำนาจนิยมไปแล้ว ท่าทีของฝ่ายที่อาจจะไม่ได้เทไปทางฝ่ายผู้รุกรานเสียทั้งหมด ที่ออกจะดูมีสติหรือใช้ความคิดกว่าที่เห็นต่างออกไปก็ออกมาในแนวทางว่า บางครั้งอาจจะต้องให้ความเป็นธรรมหรือเข้าใจฝ่ายรัสเซียที่ถ้าเป็นหมากล้อมก็เหมือนเป็นฝ่ายที่ถูกขู่จะวางหมากปิดลมหายใจอีกจุดหนึ่งซึ่งประชิดใกล้กลุ่มหมากหลักหรือดินแดนของตนเสียด้วย โดยมีฝ่ายมหาอำนาจตะวันตกที่รวมตัวกันในนามขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต อยู่เบื้องหลัง ไปจนถึงการมองว่าฝ่ายยูเครนนั้นยั่วยุ หรือพาตัวเองเข้าไปเสี่ยงล่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นด้วยการแสดงท่าทีว่าจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกฝ่ายนาโตซึ่งเป็นองค์กรทางอำนาจทหารที่รัสเซียไม่ไว้ใจ และเป็นเหมือนขั้วตรงข้าม
รวมถึงท่าทีอันเป็นกลางๆ เหมือนท่าทีที่ออกมาอย่างเป็นทางการของหลายประเทศที่ไม่ชี้หรือเทไปว่าเรื่องนี้ใครเป็นฝ่ายที่ชอบธรรม ขอให้ทั้งสองฝ่ายเข้ามาสู่การเจรจาและยุติข้อขัดแย้งกันโดยสงบ
แต่ต้องไม่ลืมความเป็นจริงข้อหนึ่งว่า ในกรณีความขัดแย้งใดก็ตามที่ทั้งสองฝ่ายนั้นมีพลังอำนาจไม่เท่ากัน ฝ่ายหนึ่งเป็นรองกว่าอย่างเห็นได้ชัดในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งใช้กำลังรุกรานรุกไล่ การที่ใครบอกว่า “อยู่ตรงกลาง” นั้นก็เท่ากับเป็นการเห็นชอบต่อฝ่ายที่เหนือกว่าโดยปริยายนั่นเอง
“ความเป็นกลาง” เช่นนี้จึงชวนให้นึกถึงประโยคทองในหนังสือ “นรกภูมิ” (Inferno) ของ ดันเต
อาลีกีเอรี (Dante Alighieri) ที่ว่า “นรกขุมที่ลึกที่สุดนั้น มีไว้สำหรับผู้ที่วางตัวเป็นกลางท่ามกลางความขัดแย้งทางศีลธรรมครั้งใหญ่” เสียทุกครั้ง
การวิเคราะห์วิพากษ์ในอีกแง่มุมเรื่องอิทธิพลของมหาอำนาจตะวันตก ประสิทธิภาพในการรักษาความมั่นคงและสันติภาพของนาโตนั้นก็อาจจะทำได้ แต่คำถามที่จะต้องพิจารณาก็คือปัญหาการมีอยู่หรือบทบาทของนาโตเช่นว่านั้น เกี่ยวข้องอะไรกับการที่รัฐประเทศเอกราชประเทศหนึ่งจะตัดสินใจทางการเมืองระหว่างประเทศภายใต้ผู้นำที่มาโดยชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยของตน และการตัดสินใจทางการเมืองเช่นนั้นส่งผลให้ต้องถูกรุกรานทางทหารโดยที่มิได้มีข้อพิสูจน์ว่าก่อความเสียหายรูปธรรมอันใดต่อฝ่ายผู้รุกราน
การวิเคราะห์ว่าทั้งสองฝ่ายก็มิได้ชอบธรรมทั้งคู่ หรือพยายามค้นหาสาเหตุว่าทำไมฝ่ายที่เริ่มเปิดฉากรุกรานจึงมีเหตุผลที่ต้องทำเช่นนั้น มันก็คาบเส้นกับความพยายามหา “ส่วนผิด” ของฝ่ายที่เสียหายขึ้นมาเพื่อถ่วงดุล ซึ่งแน่นอนว่าผู้พูดมิได้มีเจตนาเช่นนั้น และเหตุผลเช่นนั้นก็อาจจะเป็นไปได้จริงๆ ก็ได้ และการให้ความเห็นนั้นก็อาจจะเป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาระยะยาวด้วยก็ตาม
กระนั้นก็อยากให้ผู้เสนอความเห็นในเชิงถ่วงดุลนั้นก็อาจลองทบทวนความคิดตัวเองว่า ถ้าเป็นกรณีที่เล็กลงกว่านี้ ใกล้ตัวกว่านี้แล้ว ความคิดเห็นของท่านจะแตกต่างไปหรือไม่ กับคำพูดที่ว่า “การเที่ยวดื่มสุราในสถานบันเทิงยามราตรี เป็นเหตุให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางเพศ” โดยที่เรื่องข้างต้นนี้ก็มีสถิติยืนยันสนับสนุนด้วยเช่นกัน ว่าการกระทำความผิดทางเพศที่เกิดขึ้นเพราะผู้ก่อเหตุและผู้เสียหายเมาสุรานั้นมีแนวโน้มที่สูงและสุ่มเสี่ยงขึ้นกว่ากรณีปกติเป็นนัยสำคัญ
ถ้าเป็นเรื่องเช่นนี้ ท่านจะให้ความเห็นหรือไม่ว่า แม้ว่าการล่วงละเมิดทางเพศ หรือการก่ออาชญากรรมโดยฉวยโอกาสจากความเมามายนั้นก็เป็นเรื่องผิด แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องเข้าข้างหรือสนับสนุนพฤติกรรมการไปกินดื่มที่พาตนเองเข้าไปสู่ความสุ่มเสี่ยงเช่นนั้น
การให้ความเห็นในลักษณะนี้แตกต่างจากการ “โทษเหยื่อ” (Victim Blaming) โดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ อย่างไร
หรือถ้าเป็นเรื่องที่ใกล้กับความสนใจทางการเมืองเข้ามาหน่อย สมมุติว่าในกรณีที่มีผู้ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทในบางกรณีที่ท่านเห็นว่ามีโทษทัณฑ์ไม่ได้สัดส่วนหรือเกินสมควรแก่เหตุ แต่ปรากฏว่าข้อความที่เป็นปัญหานั้นเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นโดยชอบ ไม่ใช่การใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นใดๆ นอกเสียจากการกล่าวหากล่าวร้ายด้วยความคึกคะนอง จึงทำให้ถูกจับกุมดำเนินคดีและถูกลงโทษอย่างร้ายแรง
ท่านจะยังคงให้ความเห็นว่าแม้การบังคับใช้กฎหมายที่รุนแรงนั้นจะไม่ถูกต้อง แต่การกระทำของฝ่ายจำเลยผู้ถูกลงโทษนั้นก็ไม่ใช่เรื่องควรสนับสนุน หรือเป็นการกระทำที่ยั่วยุโดยไม่จำเป็นหรือไม่
ทั้งสองข้อข้างต้นนี้ไม่ใช่คำถามเพื่อหวังเอาคำตอบ หากเป็นโจทย์ทดลองสอบทานทางความคิดเพื่อตรวจดูความคงเส้นคงวาแห่งหลักการของท่านเอง
ถ้าท่านจะบอกว่าการเปรียบเทียบเช่นนี้เป็นคนละเรื่องกัน ท่านเข้าใจถูกแล้ว เป็นคนละเรื่องกันจริงๆ อย่างน้อยเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมิใช่ความเสียหายหรือการละเมิดตบตีกันของปัจเจก เพียงแต่ท่านจะต้องตอบตัวท่านเองให้ได้เท่านั้นเองว่ามันเป็นคนละเรื่องกันอย่างไร ทำไมจึงนำตัวอย่างทั้งสองกรณีมาเปรียบเทียบกับความขัดแย้งระหว่างประเทศเช่นนี้มิได้ ถ้าท่านตอบได้กระจ่างแจ้งแล้ว จะค่อยดูแคลนว่าแบบสอบทานทางความคิดข้างต้นเป็นการจับแพะชนแกะตีสำนวนของนักเขียนที่ดีแต่เล่นกลทางโวหารก็ว่ามาเถิด และมันคงถูกต้องแล้ว
หากโดยส่วนตัว คำตอบของผู้เขียนอาจจะง่ายและไม่มีหลักการอะไรมากนัก
เป็นความเห็นทางเดียวกับที่ ฮารูกิ มูราคามิ นักเขียนนวนิยายระดับโลกชาวญี่ปุ่นได้กล่าวไว้ในครั้งที่เขาเข้ารับรางวัลวรรณกรรมเยรูซาเลมเพื่อเสรีภาพแห่งปัจเจกและสังคม (the Jerusalem prize for the Freedom of the Individual in Society) ในเดือนพฤศจิกายน 2009 ตอนหนึ่งว่า
“…ขอได้อนุญาตให้ผมส่งสารอันเป็นส่วนตัวสักข้อความหนึ่งเถิด เป็นเรื่องที่เก็บไว้ในใจตลอดเวลาที่เขียนนวนิยาย อาจจะไม่ได้ถึงกับเขียนลงกระดาษหรือแขวนไว้ที่ไหน แต่ถ้อยคำนี้สลักไว้ที่กำแพงใจผม ข้อความดังกล่าวมีว่า
“ระหว่างกำแพงสูงใหญ่แข็งแรงกับไข่อันบอบบางแตกได้ ผมขอเลือกยืนอยู่ฝั่งฝ่ายเดียวกับไข่นั้นเสมอ”
ใช่แล้ว ไม่ว่ากำแพงจะเป็นฝ่ายถูกและไข่จะเป็นฝ่ายผิดหรือไม่อย่างไร ผมยืนยันจะอยู่ฝ่ายฝั่งเดียวกับไข่ บางคนอาจจะต้องตัดสินว่าอะไรถูกอะไรผิดต่อเมื่อเวลาหรือประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วก็ตาม แต่หากนักประพันธ์ผู้ใด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดเขียนงานที่อยู่ฝั่งข้างเดียวกันกับกำแพง (หรืออนุมานได้เช่นนั้น) งานเหล่านั้นจะมีคุณค่าอันใด…”
มูราคามิเปรียบเทียบฝ่ายที่มีอาวุธและกำลังที่เหนือกว่าเป็นกำแพงสูง ส่วนไข่ คือ พลเรือนไร้อาวุธที่อาจถูกเข่นฆ่าได้โดยง่าย
ทั้งต้องไม่ลืมว่า นี่คือการพูดที่นครเยรูซาเลม ประเทศอิสราเอล ดินแดนที่มีปัญหาพิพาทกับปาเลสไตน์ ภายในงานมอบรางวัลที่ฝ่ายแรกนั้นเป็นผู้มอบให้ด้วย
เรายังไม่รู้ว่าผลของความขัดแย้งและปฏิบัติการทางทหารระหว่างรัสเซียและยูเครนจะคลี่คลายลงหรือขยายตัวขึ้นไปในทิศทางใด แต่เราได้เห็นแล้วว่าสุดท้ายอาจจะด้วยเจตจำนงของมนุษยชาติ เราก็อาจจะกลับเข้าหาฝั่งซึ่งเราออกไปไกลแล้วนับสิบเกือบร้อยปี ที่เราเลือกการใช้อาวุธและกำลังเมื่อรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย หรือต้องการแสดงพลังอำนาจ เรายังเชื่อในเรื่องเชื้อชาติและพรมแดนทางกายภาพว่าเป็นสิ่งที่กั้นแบ่งผู้คนออกจากกัน หรือรวมคนไว้ภายใต้จักรวรรดิเดียวกัน
ผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน คือการต่อสู้ในเรื่องการลดอำนาจของกองทัพและความมั่นคงเชิงอาวุธสงครามในแต่ละประเทศจะยากขึ้น รวมถึงประเทศไทยด้วย
ความพยายามในการพูดถึงเรื่องการลดขนาดและงบประมาณของกองทัพ การเปลี่ยนระบบเกณฑ์ทหารไปใช้ระบบสมัครใจ หรือการทัดทานในการซื้ออาวุธนั้นจะยากขึ้น เช่นเดียวกับฝ่ายที่จะถือประโยชน์จากสถานการณ์นี้จะได้ข้ออ้างที่เถียงยากขึ้นว่า “แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ”
หากถึงจะยาก แต่ก็เป็นเรื่องที่เรายิ่งจะต้องช่วยกันต่อสู้ ว่าการปฏิรูปกองทัพเป็นคนละเรื่องกับการลดประสิทธิภาพของกองทัพ ในทางตรงกันข้าม ยิ่งในสภาวะที่ต้องพร้อมรับมือต่อศึกสงครามอันคาดไม่ถึง ประสิทธิภาพของกองทัพทั้งในเชิงกองกำลังที่มีคุณภาพและอาวุธที่มีประสิทธิภาพสูงนั้นยิ่งสำคัญ
การนำทรัพยากรกำลังพลไปใช้เพื่อกิจการส่วนตัว หรือซื้ออาวุธเก่าตกรุ่นไม่มีประสิทธิภาพหากต้องใช้ในการสู้รบจริง เช่นเรือดำน้ำที่ยังไม่มีเครื่องยนต์และก็ไม่รู้ว่าจะเอาเครื่องอะไรมาใส่ให้ หรือสั่งซื้อเครื่องบินรบรุ่นใหม่ราคาแพงลิบแค่เพียงมาประดับบารมีเพียงลำสองลำ คงจะไม่ใช่การ “เตรียมรบให้พร้อมสรรพ” ตามที่อ้างเป็นแน่
*** อ้างอิงจากเว็บไซต์เป็นทางการของ ฮารูกิ มูราคามิ https://petercatofficial.com/2020/06/13/attention-murakamis-jerusalem-prize-speech-will-move-you-to-your-core/ ***

