หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : เมื่อประเทศไทยตกซ้ำชั้น ในเวทีประชาธิปไตยโลกอีกแล้ว

1.03.22 | 13:00 น.

ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก เพราะผมเองเพิ่งสำรวจการจัดลำดับประเทศไทยในดัชนีประชาธิปไตยของโลกที่จัดทำด้วย The Economist Intelligence Unit ซึ่งจัดประเทศไทยไว้แถวปลายๆ ของประชาธิปไตยแบบมีตำหนิ

ในระดับการชี้วัดประชาธิปไตยจาก ระบบประชาธิปไตยเต็มใบ ประชาธิปไตยมีตำหนิ ระบอบผสม และระบอบเผด็จการ

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา The Freedom House ซึ่งเป็นอีกองค์กรหนึ่งที่วัดประเมินประชาธิปไตยอย่างมีชื่อเสียงมานานก็ประกาศผลการวัดระดับของประชาธิปไตยในประเทศไทย โดยตัวชี้วัดที่มีชื่อเสียงมานานคือ ดัชนีเสรีภาพโลก (Freedom in the World 2022) ซึ่งจัดระดับประชาธิปไตยในประเทศไทยไว้ว่าอยู่ในระดับไม่มีเสรีภาพ (not free)

โดยปีนี้ประเด็นหลักของรายงานคือ การขยายตัวในระดับโลกของการปกครองแบบอำนาจนิยม หรือเผด็จการ นั่นเอง

ในความรู้สึกผม แม้ว่า Freedom House จะมีการจัดลำดับแค่สามประเภท คือ ประเทศที่มีเสรีภาพ ประเทศกึ่งเสรีภาพ และ ประเทศที่ไม่มีเสรีภาพ ขณะที่ Economist Intelligence Unit จัดประเภทเป็นสี่ระดับ และมีตัวชี้วัด
ที่มากกว่า

Advertisement

แต่สิ่งที่สำคัญคือ Freedom House ดูจะมีความเข้าอกเข้าใจประเด็นในประเทศไทยมากกว่า เห็นจากการมีตัวชี้วัดในหลายรายงาน ตั้งแต่การวัดเสรีภาพ การวัดเสรีภาพสื่อ และการวัดเสรีภาพอินเตอร์เน็ต

แถมยังมีการหยิบยกเอากรณีของประเทศไทย (และภาพถ่ายเหตุการณ์) เข้าไปไว้ในเล่มรายงานหลักด้วย

ตัวชี้วัดหลักของประชาธิปไตยในรายงาน Freedom in the World ได้ระบุไว้ว่าประเทศไทยในปีนี้มีสถานการณ์เสรีภาพที่ตกต่ำ คือมีคะแนน 29/100 โดยแบ่งออกเป็น สิทธิทางการเมือง 5/40 และสิทธิเสรีภาพพลเมือง 24/60

เรียกว่าตกซ้ำตกซาก ด้านการเมืองตกหนักกว่าด้านเสรีภาพพลเมืองโดยรวม

แถมยังตกซ้ำตกซาก มีเพียงรายงานฉบับปี 2020 ที่ได้คะแนน 32/100 ที่ถือว่าอยู่ในระดับกึ่งเสรีภาพอันเนื่องมาจากการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2019 แต่ก่อนหน้านั้นและหลังจากนั้นเราก็อยู่กับสถานะประเทศไม่มีเสรีภาพมาโดยตลอดนับตั้งแต่รัฐประหาร 2014 กล่าวคือก่อนหน้าการทำรัฐประหารคะแนนประชาธิปไตยไทยยังอยู่ในแบบกึ่งเสรีที่ 54 แต่พอมีการรัฐประหารก็เหลือแค่ 33 และจากนั้น

โดยภาพรวมของรายงานประจำปีนี้ของประเทศไทย ฟรีด้อมเฮาส์มองว่าประเทศไทยนั้นมีการเปลี่ยนผ่านจากเผด็จการทหารมาเป็นรัฐบาลที่ถูกครอบงำโดยกองทัพ และเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแบบครึ่งๆ กลางๆ การเสื่อมสภาพลงของประชาธิปไตยและความกังวลต่อเรื่องราว “บางประการ” ที่เกี่ยวกับการจัดการปกครองนำไปสู่การชุมนุมประท้วงขนาดใหญ่ และระบอบการเมืองก็ตอบโต้สิ่งนี้ด้วยเทคนิคแบบเผด็จการ อาทิ การจับกุมตามอำเภอใจ การข่มขู่ การตั้งข้อหาที่รุนแรงและการกดขี่นักกิจกรรม เสรีภาพของสื่อถูกจำกัด ไม่มีหลักประกันในกระบวนการตามขั้นตอนของกฎหมายไทย แถมบรรดาอาชญากรรมต่อนักกิจกรรมยังดูเสมือนว่าได้รับความคุ้มครอง

ในรายงานฉบับดังกล่าวได้กล่าวถึงพัฒนาการหลักของเสรีภาพของไทยในปี 2021 อยู่สี่ประการ ได้แก่

1.การชุมนุมประท้วงรัฐบาลยังดำเนินต่อไป ด้วยสาเหตุมาจากวิกฤตโควิด การเรียกร้องการปฏิรูปในหลายหลายสถาบัน และ ความยากลำบากทางเศรษฐกิจ การชุมนุมมีทั้งแบบที่เป็นแนวสันติวิธี และการชุมนุมแบบของทะลุแก๊ซ และมีเยาวชนที่เสียชีวิตจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

2.คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อพฤศจิกายน วินิจฉัยว่าการออกมาเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันให้ถือว่าผิดรัฐธรรมนูญ และแม้ว่าจะไม่มีบทลงโทษในคดีที่ผ่านมา แต่ก็ให้หยุดการกระทำดังกล่าวเสีย

3.มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายการทำแท้งในทางที่ดีขึ้น

4.มีการตัดสินคดี 112 ที่มีบทลงโทษที่ยาวนานที่สุุด

ทีนี้มาดูในรายละเอียดกันบ้าง โดยแบ่งเป็นสองด้าน คือ สิทธิทางการเมือง และสิทธิเสรีภาพของพลเรือน

1.สิทธิทางการเมือง ประเทศไทยได้ศูนย์หลายข้อและทำคะแนนรวมได้แค่ 4/50 เราคงต้องมาดูว่าเกิดจากสาเหตุใดบ้าง

ก.กระบวนการเลือกตั้ง ผู้บริหารประเทศของเรานั้นไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง พรรคการเมืองเชิญมาเป็น แล้วยังมี ส.ว.คุมอยู่ แถมเป็นกระบวนการที่ผู้นำคนเดียวกันทำขึ้นมาเอง

การเลือกตั้งเองก็ไม่ได้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม แถม กกต.ก็ไม่ได้รับการยอมรับ เพราะถูกแต่งตั้งมาจากคณะรัฐประหาร โดยภาพรวมแล้ว ในหัวข้อนี้ประเทศไทยได้ไป 1/12

ข.ความเป็นพหุนิยมทางการเมืองและการมีส่วนร่วมทางการเมือง ส่วนนี้ก็ได้แค่ 2/16 คะแนนอันน้อยนิดก็มาจากการจัดการพรรคการเมืองคู่แข่ง ทั้งคู่แข่งเก่า และคู่แข่งใหม่ โดยเฉพาะทั้งการยุบพรรค หรือการตัดสิทธิทางการเมือง และการใช้อิทธิพลเหนือกระบวนการทางการเมืองในระบบ นอกจากนั้น ประเทศไทยยังถูกตั้งคำถามถึงการไม่ให้สิทธิกับแรงงานข้ามชาติที่จะมีสิทธิทางการเมืองในประเทศด้วย

ค.การทำหน้าที่ของรัฐบาล ส่วนนี้ได้ไป 2/12 เพราะการที่ยังมี ส.ว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และยังมีการครอบงำจากคณะนายทหารเดิมที่ครองอำนาจมาอย่างยาวนาน การคอร์รัปชั่นก็ไม่ได้รับการจัดการที่ดี โดยเฉพาะในการจัดซื้อวัคซีนโควิด (ซิโนแวค) และแม้ว่า เมื่อมีการเลือกตั้งแล้วจะทำให้ประชาชนสามารถเพิ่มการตรวจสอบได้มากขึ้น แต่ความโปร่งใสก็ไม่ได้ตามมาด้วยอย่างง่ายๆ โดยเฉพาะการตัดสินใจเรื่องการจัดตั้งโรงงานผลิตวัคซีนในไทย
2.สิทธิเสรีภาพของพลเมือง

ง.เสรีภาพในการแสดงออกและความเชื่อ 6/12 ถือว่าได้คะแนนถึงครึ่งหนึ่งโดยครอบคลุมถึงส่วนของ การมีสื่อที่อิสระซึ่งแม้ว่าจะมีแต่ก็ถูกจำกัดโดยการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาล โดยเฉพาะสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด เสรีภาพทางวิชาการก็ตกต่ำ นักวิชาการถูกข่มขู่ถึงบ้าน การให้ความเห็นในบางประเด็นก็ยังถูกจำกัด เห็นจะมีอยู่ข้อเดียวที่คะแนนสูงก็คือ สิทธิเสรีภาพของประชาชนในเรื่องการนับถือทางศาสนา

จ.สิทธิในการรวมตัว 3/12 พบว่ารัฐบาลยังใช้เงื่อนไขการระบาดของโควิดในการห้ามคนมาชุมนุม และการเคลื่อนไหวทางด้านสิ่งแวดล้อมและที่ดินก็ยังถูกคุกคามจนถึงความตาย รวมไปถึงการพยายามออกกฎบังคับให้เอ็นจีโอต้องละทะเบียนกับรัฐบาลไทย

แม้ว่าประเทศไทยจะอนุญาตให้มีการจัดตั้งสหภาพแรงงาน แต่จำนวนองค์กรที่มีการจัดตั้งสหภาพก็ยังมีน้อยมาก และแรงงานต่างด้าวยังไม่ได้รับสิทธินี้

ฉ. หลักนิติธรรม 5/16 ฟรีด้อมเฮาส์มองว่าศาลไทยนั้นเกี่ยวข้องกับการเมือง และทุจริต โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญนั้นถูกกล่าวหาว่ามีอำนาจสูงและมักจะเอาอกเอาใจกองทัพ การไม่ให้ประกันตัวในการดำเนินคดีก็ถูกนับว่าทำให้คะแนนในหมวดนี้ต่ำมาก คดีความต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเอง เช่น กรณีนครสวรรค์ ก็ถูกนำมากล่าวถึง ปัญหาในภาคใต้ก็ยังคุกรุ่นอยู่ อย่างไรก็ดี ส่วนที่ได้คะแนนสูงกว่าเพื่อนคือได้ถึงครึ่งหนึ่งก็คือเรื่องการยอมรับความหลากหลายทางเพศสภาวะ ส่วนที่ยังต้องปรับปรุงคือ การที่ประเทศไทยยังไม่ลงนามในอนุสัญญาของสหประชาติว่าด้วยเรื่องผู้ลี้ภัย

ช.ความเป็นอิสระส่วนบุคคลและสิทธิปัจเจกชน 10/16 คะแนนส่วนใหญ่มากจากเสรีภาพในการเดินทาง การทำงาน การพักอาศัย และการศึกษา สำหรับสิทธิในทรัพย์สินของตัวเองนั้นใช่ว่าจะไม่มี แต่มักจะมีปัญหากับระบบราชการที่ล่าช้า การแก้กฎหมายต้านการทำแท้งมีความคืบหน้า ผู้หญิงก็ยังเปราะบางต่อความรุนแรงในครอบครัว การกดขี่ขูดรีดแรงงานยังดำเนินต่อไป รวมถึงการค้ามนุษย์ก็ยังคงมีหลักฐานให้กล่าวถึง

ผมต้องการสรุปย่อคะแนนต่างๆ ของประเทศไทย เพราะไม่ได้ต่างจากปีที่แล้ว แถมยังน้อยกว่าปีที่แล้ว 1 คะแนน นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้รับเกียรติให้เป็นส่วนหนึ่งของจุดเน้นในปีนี้ (spotlight) คือการชุมนุมโดยเยาวชนที่ต้องการการปฏิรูปรัฐธรรมนูญแล้วโดนปราบปรามจากรัฐบาลที่นำการรัฐประหารในรอบล่าสุด และมีการตั้งข้อหา 112 กับผู้ชุมนุม (ต้องย้ำว่าปัจจุบันยังอยู่ในขั้นการตั้งข้อหา ไม่ใช่การตัดสินคดี) กล่าวโดยรวมแล้ว ผมคิดว่าเมื่อเปรียบเทียบการจัดลำดับของทั้งสองรายงานประชาธิปไตยที่ออกมาไล่เรียงกัน ผมพบว่าเรื่องสำคัญของการจัดประเภทอยู่ที่ความกว้างขวางรอบรู้ของผู้ประเมินด้วย ไม่ใช่แค่หัวข้อในการประเมิน รายงานของฟรีด้อมเฮาส์นั้นวัดประเมินรายประเทศได้ละเอียดกว่า มีข้อมูลประกอบมากมาย และที่สำคัญอิงตามกรณีศึกษาและคาดว่ามีเครือข่ายกับนักเคลื่อนไหว และเอ็นจีโอในเมืองไทยอยู่สูง ทำให้การให้คะแนนทำได้ละเอียดกว่า

สิ่งที่จะได้เห็นเพิ่มขึ้นก็คือ ถ้ากระบวนการเปิดโปงมีเพิ่มขึ้นก็จะส่งผลให้คะแนนของบ้านเราอาจจะแย่ลงอีก แต่มันอาจจะเป็นการแย่ที่ดีในระยะยาว เพราะทำให้เราต้องปรับปรุงตัวเองเพิ่มมากขึ้น และกลายเป็นเงื่อนไขที่จะได้รับความสนใจในระดับนานาชาติเพิ่มขึ้น

แม้ว่าผู้มีอำนาจในประเทศนี้จะไม่แคร์ก็ตาม

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์