สภาปิดสมัยประชุมไปแล้ว หลังจากที่ประชุมรัฐสภาลงมติรับหลักการ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา
โดยถือเอาร่างของคณะรัฐมนตรีและพรรคร่วมรัฐบาลเป็นหลัก!
ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญเรื่องการใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ
ใบหนึ่งเลือก ส.ส.เขต อีกใบหนึ่งเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อ
กว่าจะ “โล่งอก” กับการเดินหน้าไปตามขั้นตอนการตรากฎหมายให้สอดรับกับรัฐธรรมนูญ ก็เกิดกระแส “ปั่นป่วน” ที่ถูกสร้างให้อกสั่นขวัญแขวน
ว่าจะกลับไปใช้บัตรใบเดียว!?
โดยคนใหญ่คนโตก็พูดจายึกยัก ลับๆ ล่อๆ
ทั้งๆ ที่ในเชิงกฎหมายมันทำไม่ได้ นอกจากต้องแก้รัฐธรรมนูญ “กลืนน้ำลาย” ตัวเองนั่นแหละ!?
จากนี้ไป คณะกรรมาธิการวิสามัญที่รัฐสภาตั้งจากพรรคต่างๆ และคณะรัฐมนตรี ก็จะไปว่ากันในรายละเอียดของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับ
ประชาชนก็คงจะ “เวียนหัว” ต่อไปกับการถกเถียงโต้แย้งกันด้วยเรื่อง บัตร 2 ใบ
ว่าจะใช้ “เบอร์เดียวกัน” หรือ “แยกคนละเบอร์”
ถ้าให้ใช้เบอร์เดียวกัน จะเป็นสิ่งที่ดีกับประชาชน เพราะจดจำง่าย เลือกได้สบายๆ ไม่สับสน
แต่นักการเมืองและสมาชิกวุฒิสภาบางกลุ่ม ที่กลัวบางพรรคที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามจะได้คะแนนเยอะ กวาด ส.ส.เข้าสภาจำนวนมาก และมีโอกาสจะไปจัดตั้งรัฐบาลก็ต้องขัดขวางเต็มที่
เรียกว่าเอา “ประโยชน์” ของตัวเองและพรรคตัวเองเป็นตัวตั้ง
ไม่คำนึงว่าประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งและเป็นเจ้าของ “อำนาจอธิปไตย” ที่แท้จริงจะยุ่งยากขนาดไหน?
เมื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาในชั้นแปรญัตติเสร็จก็จะนำเข้าสู่รัฐสภาเพื่อพิจารณาวาระ 2 และ 3 ในสมัยประชุมหน้า ที่จะเปิดในเดือนพฤษภาคม-กันยายน
ว่ากันว่าการเปิดประชุมสภาสมัยหน้านี้ อาจเป็น “สภานัดสุดท้าย” เพราะ “กลเกมการเมือง” จะไปปะทุกันในตอนนั้น!?
สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการในเมืองหลวง ที่จะมีขึ้นในเดือนพฤษภาคม ก็ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไม กระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงไม่ค่อยจะ “รู้ร้อนรู้หนาว” สักเท่าไหร่
ไม่กระตือรือร้นที่จะเตรียมการการเลือกตั้ง เพื่อจะบอกให้ชาวบ้านได้รู้ว่า จะเลือกตั้งกันวันไหน สมัครกันเมื่อไหร่ ผู้สมัครจะต้องทำอย่างไร และชาวกรุงเทพมหานครผู้ใช้สิทธิจะต้องเตรียมพร้อมอย่างไร?
การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ถูกวิเคราะห์วิจารณ์โยงใยถึงการเลือกตั้งใหญ่ ส.ส.ครั้งต่อไป
เพราะเกี่ยวกับ “คะแนนนิยม” ของประชาชนที่มีต่อ “พรรคการเมือง” และต่อ “รัฐบาล”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เป็นนายกฯมาเกือบจะครบ 8 ปีเต็มแล้ว และแสดงทีท่าจะเป็นต่ออีก 4 ปี
เสียงปี่เสียงกลองจากการหาเสียงของว่าที่ผู้สมัครเริ่มไปแล้ว
“ศึกชิงเสาชิงช้า” ครานี้ใครจะเป็นผู้ชนะ ใครจะพ่ายแพ้
น่าจะเข้มข้น ดุเดือดแน่นอน!
ชนิดใครดี-ใครอยู่ ใครและพรรคไหนไม่ดีพอก็ “ม้วนเสื่อ” กลับไปนอน “เลียแผล” ที่บ้าน
ก่อนจะหวนคืนสู่เวทีใหญ่กับการเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะมีขึ้นในไม่ช้า
ว่าแต่ว่า พรรคพลังประชารัฐตกลงกันได้หรือยังว่า จะส่งใครลงสมัคร?
อย่าลืมว่าทั้งการ “เลือกตั้ง ส.ส.” และ “ผู้ว่าฯกทม.” ที่จะเกิดขึ้นมีผลต่อการพัฒนา “ประชาธิปไตย”
ในการบริหาร “ประเทศ” และบริหารงาน “ท้องถิ่น” !?!
ศุกร์ มังกร

