หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : บรรดาลูกขุนเล็บงาม กับคดีมรณกรรมกลางลำน้ำ

9.03.22 | 15:59 น.

มีคำเตือนไว้แสนนานแล้วว่า การที่ใครสมัครใจเข้าไปมีส่วนในเหตุพิพาท หรือคดีความระหว่างคู่รัก หรือคนในครอบครัวแล้วไซร้ ขอให้เตรียมใจไว้ล่วงหน้าว่า เมื่อใดก็ตามที่เขาปรับความเข้าใจกันได้แล้ว บุคคลภายนอกที่สอดตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวนั้นก็จะกลายเป็น “หมาหัวเน่า” ที่เขาพาลจะชิงชังเอาในท้ายสุด

หลังจากที่เข้าไปมีส่วนร่วมช่วยลุ้นช่วยสืบสาวราวเรื่องในกรณีการเสียชีวิตโดยอุบัติเหตุทางน้ำโดยปัจจุบันทันด่วน (จากข้อเท็จจริงเท่าที่ยุติจนถึงขณะนี้) ของคุณ แตงโม นิดา พัชรวีระพงษ์ ในที่สุดก็สรุปจบด้วยการที่ชาวเน็ตทั้งหลายถูกสาปให้เป็นหมากันหมดทั้งน้องพี่ พร้อมป้ายแขวนคอเขียนอักษรภาษาไทยตัวโตๆ ว่า “เผือก” เสมอหน้ากัน เมื่อคุณแม่ของผู้ตายออกมากล่าวให้อภัยชายที่ชาวเน็ตตั้งแง่ว่าน่าจะมีส่วนต้องรับผิดชอบกับเรื่องนี้มากที่สุด และยกให้เป็นดังบุตรชายคนใหม่ที่พูดจาดี (พร้อมข้อเสนอค่าเสียหายที่น่าพึงพอใจหลายสิบล้านบาท)

แต่ถ้ากล่าวอย่างให้ความเป็นธรรมต่อบรรดาชาวเน็ตต้องคำสาปทั้งหลายแล้ว เรื่องที่มีการเข้าไป “เผือก” นี้ก็ใช่จะเป็นเรื่องพลการไร้เหตุอ้าง ก็เพราะความตายคุณแตงโมซึ่งเป็นดาราผู้เป็นที่รู้จักและยังเป็นที่รักที่นิยมของมหาชนนี้มิใช่การจากไปอย่างธรรมดาธรรมชาติ หรือแม้แต่ด้วยเหตุปัจจุบันไม่คาดฝัน เช่น อุบัติเหตุทั่วไป หากมันเป็นการเสียชีวิตที่เป็นปริศนาคลุมเครือมาตั้งแต่แรกที่ได้ข่าว และยังไม่ทราบชะตากรรมว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเธอกันแน่

โดยเฉพาะท่าทีแปลกจากวิญญูชนของผู้คนที่อยู่กับเธอเป็นกลุ่มสุดท้ายไม่ว่าจะเป็น “เพื่อน” ของเธอหรือไม่อย่างไร ก็ดูจะมีการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่ผิดธรรมดาของคนทั่วไป หากอยู่ในเหตุการณ์ หรือมีส่วนร่วมกับการที่มีผู้ประสบเหตุร้ายขนาดนั้น รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่อย่างที่ไม่ค่อยจะพบในกระบวนการในชั้นตำรวจเมื่อเทียบกับกรณีทั่วไป เมื่อเกิดเหตุในลักษณะใกล้เคียงกัน

เช่นนี้หากจะเรียกว่าเป็นความ “เผือก” ก็พอจะกล้อมแกล้มอ้างว่าเป็นความ “เผือก” อันชอบธรรมตามครรลองแห่งวิญญูชนอยู่บ้าง ส่วนเรื่องดราม่าที่ลุกลามไปจนถึงเรื่องส่วนตัวและสาวไส้ลากชีวประวัติผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกันเละเทะในภายหลังนั้น ก็เป็นเหมือนแรงโมเมนตัมที่เคลื่อนต่อขยายไปจากความสนใจในเหตุผิดปกติข้างต้นจนเกินเลยไป

Advertisement

อีกทั้งต้องไม่ลืมว่าด้วยความ “เผือก” ของประชาชนนั่นเองที่ทำให้คดีความหลายคดีที่เกือบจะถูกตัดจบเงียบหายไปจากกระบวนยุติธรรมแล้ว แต่เพราะเสียงเอะอะของปวงชนชาวเน็ตนี้เองที่ขวางไว้ไม่ให้ผู้มีอำนาจรัฐปัดคดีความเหล่านั้นทิ้งลงไปโดยง่ายดาย เช่น คดีอาญาของทายาทกระทิงแดงที่เกือบถูกถอนหมายจับกลับประเทศไทยได้แล้ว เรื่องผู้กำกับโจ้ซ้อมทรมานผู้ต้องหา หรือล่าสุด คือ คุณหมอกระต่ายที่มิตรสหายของเธอต้องช่วยกันส่งเสียงดังๆ จึงทำให้คดีขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายที่เกือบกลายเป็นคดีสามัญที่ผู้ตายไม่มีใบหน้าคดีหนึ่ง กลายเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจและอาจจะช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับการใช้รถใช้ถนนและการข้ามถนนของประเทศนี้ไปได้

กับคดีของคุณแตงโมนี้เช่นกัน ในเมื่อความคลุมเครือในวันแรกนั้นเริ่มอธิบายไม่ได้ ไม่มีใครรู้ แม้แต่ชื่อนามของกลุ่มคนที่อยู่บนเรือว่าเป็นใครมาจากไหน มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอย่างไรกับคุณแตงโม ทำไมสามารถสลายตัวกลับบ้านไปได้เฉยๆ โดยไม่ต้องอยู่รอพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเหมือนเวลารถเมล์ทำผู้โดยสารตกถนนลงไปเสียชีวิตหรือบาดเจ็บ สามารถบ่ายเบี่ยงไม่เข้ามาให้การได้ ทั้งๆ ที่ผู้คนทั่วไปรู้สึกว่าคุณแตงโมเป็นดาราที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก แต่ก็เหมือนกับว่าสิ่งเหล่านั้นก็ไม่อาจเรียกร้องความเป็นธรรมให้เธอได้ เช่นนี้เองที่ชาวเน็ตจึงเริ่มแสดงพลังกันด้วยการจับผิดขุดคุ้ยและเรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างที่น่าจะเป็น

แต่ความสนใจอันล้นเกินของประชาชนชาวเน็ตและที่รวมถึงผู้ชมทางบ้านหน้าจอโทรทัศน์ ก็ทำให้ข่าวอุบัติเหตุอันน่าเศร้าของคุณแตงโมนั้นได้กลายเป็นมหกรรมอาชญาบันเทิง ที่บางคนยกขึ้นไปเทียบกับปรากฏการณ์ที่อาจจะเรียกว่าเป็นความด่างพร้อยครั้งสำคัญของวงการสื่อมวลชนไทย นั่นคือคดีการหายตัวไปก่อนจะพบว่าเสียชีวิตของเด็กหญิงชมพู่

คดีที่นำไปสู่การสร้าง “ดาราคู่ขวัญ” แห่งโศกนาฏกรรมคือ “ลุงพล” และ “ป้าแต๋น” ซึ่งในภายหลังกลายเป็นว่าตัวลุงพลนั่นเอง ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา และก็มีการเรียกร้องความรับผิดชอบตลอดจนถอดบทเรียนเรื่องหน้าที่สื่อมวลชน 101 กันไป

แม้เราจะกล่าวว่าในทุกวันนี้ อิทธิพลของสื่อมวลชนกระแสหลักในการครอบงำสังคมนั้นจะลดลงไปแล้ว เนื่องจากด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีโซเชียลเน็ตเวิร์กที่สร้าง “สื่อใหม่” ขึ้นมา ให้อำนาจปัจเจกชนทุกคนสามารถเป็นสื่อมวลชนได้ด้วยโทรศัพท์สมาร์ทโฟนในมือ ทั้งสิ่งใดจะได้รับความนิยมเป็นไวรัลขึ้นมาได้นั้นก็ล้วนเกิดขึ้นเองด้วยกระแสที่ยังไม่อาจถอดสูตรสำเร็จได้

กระนั้นการที่ทำให้เรื่องใดถูกยกขึ้นเป็นประเด็นระดับประเทศนั้นก็ยังเป็นอำนาจและอิทธิพลของสื่อหลักอยู่ดี โดยเฉพาะสื่อสำนักข่าวโทรทัศน์ที่ภายหลังก็ปรับตัวเป็นสื่อวิดีโอออนไลน์ด้วยในตัว ก็ยังมีความสำคัญและได้รับความนิยมอยู่ และเป็นตัวชี้ชะตาว่าเรื่องใดจะถูกยกขึ้นเป็นข่าว หรือกระแสระดับประเทศ และหยิบเลือกประเด็นย่อยในข่าวใดขึ้นเป็นองก์หนึ่ง หรือฉากหนึ่งในนาฏกรรมนั้น

การที่สื่อดังกล่าวนี้เลือกให้พื้นที่แก่พวกคนเสียสติ นักการเมืองหิวแสง หมอดูคนทรงฉวยโอกาส นักกฎหมายพร่องจรรยาที่หวังเพียงมีนามมีชื่อติดไปในทุกข่าวที่สังคมสนใจ ก็เป็นการเลือกตัวละครมาประกอบปรุงรส หรือเป็นสีสันให้นาฏกรรมแห่งความตายนี้ ก็เป็นเรื่องที่สมควรถูกตั้งคำถามและเรียกร้องความรับผิดชอบด้วยเช่นกัน

สุดท้ายที่อาจจะต้องขออนุญาตกล่าวถึงอย่างระมัดระวังต่อรายการ “โหนกระแส” ของคุณ กรรชัย กำเนิดพลอย ซึ่งเรื่องนี้น่าจะมีผู้พูดถึงกันไปบ้างแล้วถึงบทบาทของรายการที่ในระยะหลังๆ การดำเนินรายการนี้เกือบจะคล้ายการดำเนินคดีในศาลของประเทศที่ใช้ระบบลูกขุน ที่มีคุณกรรชัยทำหน้าที่เป็นทั้งอัยการผู้เสนอเรื่อง ทนายความผู้ซักถาม ถามติง ถามค้านได้ในตัว และเป็นผู้พิพากษาควบคุมกระบวนพิจารณาการเบิกพยานตัดพยานไปในตัว

โดยมีผู้ชมทั้งหลายทางบ้านและที่ติดตามข่าวเป็นดังลูกขุนตัดสินว่าฝ่ายใดผิดหรือถูก สำหรับบทลงโทษนั้นก็อยู่ในรูปของทัณฑ์ทางสังคม หรือ Social Sanction

รายการ “โหนกระแส” จึงมีบทบาทกลายเป็น “ศาลประชาชน” ชัดเจนมากขึ้นในคดีการเสียชีวิตของคุณแตงโมนี้

ทั้งต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้รายการของคุณกรรชัยก็ทำหน้าที่เป็นเหมือนกระบวนยุติธรรมภาคประชาชนได้จริงๆ ในกรณีหลายเรื่องที่ผู้เสียหาย หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้นไม่อาจร้องขอความช่วยเหลือ หรือการคุ้มครองป้องกันจากภาครัฐใดๆ ได้ บางเรื่องเป็นเรื่องฉ้อโกงประชาชนที่หาพยานหลักฐานได้ยาก หรือเป็นเรื่องที่เหมือนเป็นเหตุวิวาทะของชาวบ้านที่ไปแจ้งความตำรวจก็คงทำหน้าเบื่อหน่ายไล่กลับบ้าน แต่เมื่อมันมีความน่าสนใจพอจนได้ออกรายการโหนกระแสแล้ว ก็เป็นไปได้ว่าฝ่ายผู้เสียหายอาจจะได้รับความเป็นธรรม หรืออาศัยพื้นที่นี้เป็นเวทีไกล่เกลี่ย

หากสิ่งที่เราพึงระมัดระวัง คือ แม้เราจะยอมรับได้ว่ากระบวนการทางสังคมผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์นั้นจะทำให้ผู้มีอำนาจรัฐไม่อาจจะกระทำตามอำเภอใจ หรือตัดสินใจกันเองบิดเบือนออกไปจากกรอบขอบเขตแห่งกฎหมายได้โดยสะดวกนัก เนื่องจากมีกระบวนการสอบทานจากประชาชน แต่ก็ต้องระวังอีกด้านคมของดาบแห่งกระบวนยุติธรรมโดยประชาชนด้วยเช่นกัน

ต้องยอมรับว่าความเสื่อมศรัทธาในกระบวนยุติธรรมตามกฎหมายของรัฐ โดยเฉพาะทางต้นน้ำ ทำให้คนไม่เชื่อถือ แม้แต่ว่าทางเจ้าหน้าที่ดำเนินกระบวนการไปตามปกติโดยถูกต้องแล้วก็ตาม หรือบางครั้งอาจจะดูเหมือนเป็นระบบที่ไร้หัวจิตหัวใจ ทุกอย่างว่ากันตายตัวตามกฎเกณฑ์แห่งกฎหมาย ที่แม้ว่าจะมีหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นที่พอจะให้ความเป็นธรรมอยู่บ้างแล้ว แต่มันก็ยังมีคดีประเภทแม่ลูกอ่อนลักซาลาเปา หรือเด็กมัธยมถูกโกงแชร์ลูกโซ่อับจนหนทางต้องไปปล้นร้านทองออกมาท้าทายสำนึกแห่งความถูกผิดของสังคมอยู่เหมือนกัน

กระนั้นการปล่อยให้กระบวนการทางสังคมที่ใช้อารมณ์โน้มนำเหตุผล เกลื่อนกลืนไปจนคิดว่านั่นคือการใช้เหตุผลแล้ว (ซึ่งก็อาจจะไม่ผิด เพราะอารมณ์ก็คือเหตุผลอย่างหนึ่ง) นั่นก็เป็นอันตรายในอีกรูปแบบ ซึ่งเราๆ ท่านๆ อาจจะยังไม่รับรู้ถึงอันตรายนั้น ตราบเท่าที่ยังไม่ใช่ฝ่ายที่ถูกกล่าวหา

ในหลายครั้งกระบวนยุติธรรมของรัฐนั้นก็ดูล่าช้าไม่ทันใจ ดังภาษิตกฎหมายว่าความยุติธรรมที่ล่าช้าคือ ความไม่ยุติธรรมก็จริง แต่กระบวนยุติธรรมที่รวดเร็วเกินไปโดยไม่เปิดโอกาสฟังความให้รอบด้าน หรือรับรู้พยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก็อาจเป็นการด่วนตัดสินเพียงเพื่อหวังจะเห็นใครสักคนถูกลงโทษสังเวยความรู้สึก “ยุติธรรม” ของสังคมได้เช่นกัน

เช่นเดียวกับการที่เอาผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีความมาออกโทรทัศน์ แม้อาจจะเป็นช่องทางที่ดีในการให้ผู้นั้นได้แสดงความบริสุทธิ์ใจต่อสังคม แต่ด้วยคนเรามีความสามารถในการรับความกดดันได้ไม่เท่ากัน
ความสามารถในการตั้งรับตอบคำถามภายใต้แรงกดดันนั้นก็แตกต่างกันออกไป ซึ่งโดยรวมแล้วคนส่วนใหญ่จะออกมาค่อนข้างแย่ ดังนั้นแม้จะพูดเรื่องจริงแต่ปฏิกิริยาตอบสนองต่างๆ ก็อาจจะทำให้ดูเหมือนกับว่าพูดเรื่องโกหกได้ ด้วยเหตุนี้ในกระบวนการที่จะส่งผลชี้เป็นชี้ตาย เช่น การถูกสอบสวนในชั้นตำรวจ หรือดำเนินคดีในศาล ผู้ถูกกล่าวหา จำเลย หรือแม้แต่กระทั่งฝ่ายโจทก์ที่เป็นผู้กล่าวหาเองก็ตาม ก็ยังจำเป็นต้องมีทนายความมืออาชีพคอยให้ความช่วยเหลือในการตอบคำถาม ช่วยถามติง ถามค้าน รวมถึงการป้องกันคำถามชี้นำที่อาจจะกดดันให้ไขว้เขว หรือทำให้ตอบคำถามไปในทางที่เป็นโทษต่อตัวเอง รวมถึงการไม่กล่าวถึงข้อเท็จจริงใดที่อาจจะเป็นผลในทางกฎหมายผูกมัดตัวเองในภายหลังจากความเข้าใจอันผิดพลาดด้วย

ซึ่งกระบวนการ “ขึ้นศาลประชาชน” บนหน้าจอโทรทัศน์นี้ไม่มีทนายความให้ ซึ่งถ้าใครจะขอทนายความหรือมีที่ปรึกษาก็อาจจะถูกมองเป็นพิรุธซ้ำเข้าไปอีก

สุดท้ายนี้ หากใครอยากรู้ว่า หากจะลองนำระบบ “ลูกขุน” มาใช้ในกระบวนพิจารณาในศาลไทยแล้วจะเป็นอย่างไรในระยะแรก ก็อาจจะลองพิจารณาจากสภาพของสังคมและผู้คนที่แสดงออกมาผ่านรายการโหนกระแสของคุณกรรชัยนี้ก่อนก็ได้ ว่านี่แหละอาจจะเป็นสิ่งที่สังคมเราจะได้รับ หากนำกระบวนการพิจารณาแบบลูกขุนมาใช้แทนผู้พิพากษาอาชีพ โดยไม่ได้มีการปรับ หรือเตรียมตัวเปลี่ยนผ่านกันให้ดี