สภาวะอันเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของ “ตลาดหลักทรัพย์” ระหว่างวันที่ 10-13 ตุลาคม สามารถสรุปได้อย่างรวบรัดยิ่งจากคำว่า
“พลิกผัน” และ “แปรปรวน”
จากที่ดัชนีลดลง 47.32 จุด หรือร้อยละ 3.15 ในวันที่ 10 ตุลาคม และลดลงมา
กระทั่งหลุด 1,400 จุดในช่วงเช้าวันที่ 12 ตุลาคม แต่เมื่อผ่านวันที่ 13 ตุลาคม ในตอนบ่ายดัชนีกลับทะยานกระทั่งปิดเหนือ 1,412 จุดได้
รูปธรรมอย่างนี้แหละที่เรียกได้ว่า “แปรปรวน”
สภาวะแปรปรวน ผวนผัน อย่างนี้ของ “ตลาดหุ้น” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ลงความเห็นอย่างสั้นและกระชับว่า
เพราะ “ข่าวลือ”
ทั้งยังเป็น “ข่าวลือ” ซึ่งมิได้ดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ หากแต่ดำเนินไปอย่างมีลักษณะ “วางแผน” อย่างเป็นระบบ
เพื่อ “ปั่น” สถานการณ์ เพื่อปั่น “หุ้น”
ขณะเดียวกัน ทั้งๆ ที่สภาวะของตลาดหุ้นเคลื่อนไหวอย่างผันผวนนับแต่วันที่ 10 ตุลาคมเป็นต้นมา แล้วเหตุใดพอถึงช่วงบ่ายของวันที่ 13 ตุลาคม ดัชนีหุ้นจึงได้ดีดกลับราวกับเป็นปาฏิหาริย์
ตรงนี้แหละคือ “บทเรียน” อันล้ำค่า
แถลงจาก นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ถือว่าเป็นแถลงที่ตรงเป้าอย่างที่สุดกับสภาพความเป็นจริงของตลาดหุ้น ไม่ว่าจะเป็นที่วอลสตรีท ไม่ว่าจะเป็นที่อาคารสินธร
นั่นก็คือ ฟันธงว่าเป็นการปล่อย “ข่าว”
“เห็นได้ชัดมากเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม มีการปล่อยข่าวลือว่าบ่าย 3 โมง ทางนายกรัฐมนตรีจะแถลงข่าวซึ่งใกล้เวลาปิดตลาดหุ้น
“ก็คิดดูละกันว่า คนที่ปล่อยข่าวลือเขาคิดอย่างไร”
แน่นอน คนที่ปล่อย “ข่าวลือ” ต้องการสร้างสภาวะอย่างที่เรียกว่า “ตื่นตระหนก” พลันที่นักลงทุนบังเกิดความตื่นตระหนก
ก็ขาด “สติ” ขาด “ความตื่นตัว”
การแสวงหาผลประโยชน์อย่างที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ตั้งข้อสังเกตก็คือ “ฝรั่งซื้ออย่างเดียวแต่คนไทยตกใจขาย”
และที่เด่นชัดยิ่งกว่านั้นคือ “ฝรั่งคอยเก็บหุ้น มีแต่คนไทยปล่อยข่าวทุบหุ้นกันเอง”
กระบวนการซื้อ-ขายภายในตลาดหลักทรัพย์ เป็นกระบวนการอันดำเนินไปตามธรรมชาติแห่งระบบทุน เป้าหมายคือ “กำไร” ลมหายใจที่ต่อชีวิตให้กับนักลงทุน คือ ความเย้ายวนในการแสวงหาสิ่งที่เรียกว่า “ผลประโยชน์”
ไม่ว่าที่ “วอลสตรีท” ก็เป็นเช่นนี้ ไม่ว่าที่ “ฮ่องกง” ก็เป็นเช่นนี้
กระนั้น ในท่ามกลางความผันผวนและปรวนแปรซึ่งต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม แล้วเหตุใดการซื้อขายในช่วงบ่ายของวันที่ 13 ตุลาคม จึงแปรเปลี่ยนอย่างชนิดพลิกผัน
ที่คิดว่าจะหลุด 1,400 จุด กลับ “ดีด” ขึ้น
ไม่จำเป็นต้องให้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาสรุป ไม่จำเป็นต้องให้ “นักวิเคราะห์” ระดับฉมังจากสำนักใดมาชี้นำ
ก็มี “คำตอบ” ได้
บทบาทและความหมายซึ่งเกิดขึ้นในตอนบ่ายของวันที่ 13 ตุลาคม คือบทบาทและความหมายของสิ่งที่เรียกว่า “ข่าวจริง”
พลันที่ข่าวจริงเริ่มปรากฏและสำแดงตัวตนออกมา
ความพยายามในการปั่นและสร้างกระแสให้เกิดความไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ ก็มลายหายไปเหมือนแสงแห่งดวงอาทิตย์ที่สาดฉาย
“ข่าวจริง” ต่างหากคืออาวุธในการสยบ “ข่าวลือ”
การบริหาร “ข่าว” ในห้วงแห่งความไม่แน่นอน ในห้วงแห่งความแปรเปลี่ยน พลิกผัน จึงมีความสำคัญเป็นอย่างสูง
นับวันก็จะยิ่งพัฒนากลายเป็น “ศาสตร์”
บทเรียนจากกรณีผันผวนภายใน “ตลาดหลักทรัพย์” จึงทรงความหมายและสามารถแสดงบทบาทได้อย่างทันกับ “สถานการณ์”
พื้นฐานอย่างที่สุดในการบริหารจัดการปัญหาต้องทำความเข้าใจให้ได้ว่า อะไรคือธรรมชาติของ “ข่าวลือ”
หากเข้าใจธรรมชาติของ “ข่าวลือ” ก็จะสามารถสัมผัสและทำความเข้าใจต่อกระบวนการเกิดขึ้นดำรงอยู่และดำเนินไปของ “ข่าวลือ” ได้ตามความเป็นจริง
ความเป็นจริงอย่างที่เรียกว่า “สภาวธรรม”

