ที่เห็นและเป็นไป : เวลาแห่ง ‘ความเกื้อกูล’
ข้อมูลที่ว่าด้วย “โควิดสิ้นสุดความเป็นโรคร้ายแรงแล้ว” เริ่มเผยแพร่สู่สาธารณะให้รับรู้กันกว้างขวางขึ้น
ต่อไปนี้มีอาการที่ชวนสงสัยก็ตรวจด้วยตัวเองได้เลย ไปซื้อชุด ATK ซึ่งตอนนี้ราคาไม่กี่สิบบาท ตรวจแล้วพบว่าขึ้น 2 ขีด ซึ่งแปลว่าในโพรงจมูกมีเชื้อ ไม่ต้องตกใจ เปิดกูเกิลทำตามข้อมูล ทั้งแจ้งเพื่อนที่ใกล้ชิดกันในช่วง 3-4 วันที่ผ่านมาให้ไปตรวจ แจ้งเจ้าหน้าที่ให้รับรู้ แจ้งไม่ได้ก็ค่อยๆ แจ้งได้ รู้เมื่อไรก็เมื่อนั้น จากนั้นสังเกตอาการตัวเองแล้วรักษาไปตามอาการ
บ้านเรากำลังเตรียมจัดการโควิดให้เป็น “โรคประจำถิ่น” คือเหมือนไข้หวัด มีอาการอย่างไรก็รักษาไปตามนั้น ปวดก็กินยาแก้ปวด เป็นไข้ก็กินยาแก้ไข เจ็บคอ ไอ ก็หาหยูกหายาตามนั้นมาบรรเทาอาการไป
กระทั่งไม่ไหวจริงๆ อย่างเช่นหายใจไม่ออก เจ็บหน้าอก หรือไข้ขึ้นสูงจนยากจะทนค่อยไปโรงพยาบาล ซึ่งหมายถึงเหมือนกับโรคอื่นๆ คือไปหาหมอเมื่อเยียวยาตัวเองไม่ได้แล้ว
บอกกล่าวกันมาอย่างนั้น ทั้งในโลกโซเชียลที่อ้างว่าเป็นคำแนะนำของหมอคนนั้น หมอคนนี้ และประกาศอย่างเป็นทางการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรัฐบาลเอง
ภารกิจหลักของทีมแพทย์ไม่ใช่มุ่งที่การรักษาอีกแล้ว แต่มุ่งไปที่หาทางฉีดวัคซีนในคนกลุ่มเสี่ยงให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันความเสี่ยง เน้นที่ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่อยู่ในข่าย
ถ้าเป็นไปตามนี้ หมายความว่าโควิดสิ้นฤทธิ์แล้วในประเทศเรา
ซึ่งได้แต่ภาวนาให้เป็นอย่างนั้น เพื่อที่ว่าต่อไปนี้การทำมาหากินจะได้กลับมาสู่ภาวะปกติเสียที ใครมีอาชีพอะไร เคยเลี้ยงตัวเองด้วยการทำอะไรก็กลับมาทำเหมือนเก่า ความยากลำบากที่เคยเกิดขึ้นให้มันจบลง และมาเริ่มต้นกันใหม่
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเป็นภาระที่ทุกคนจะต้องหาทางฟื้นตัวเองให้กลับมาหากินได้เหมือนเดิม แต่วิกฤตในช่วงที่ผ่านมาได้สร้างผลกระทบให้คนจำนวนมากสิ้นเนื้อประดาตัว จนยากที่จะกลับมาตั้งต้นกันใหม่ ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือสังคมควรจะช่วยเหลือกัน
เริ่มต้นจากรัฐบาล ต้องใช้กลไกรัฐเข้ามาสำรวจตรวจสอบว่าความเดือดร้อนของประชาชนให้ละเอียดอีกครั้งว่าต้องเผชิญทุกข์ในเรื่องอะไรกันบ้าง โดยเฉพาะความเดือดร้อนที่เกิดจากการกลับมาทำมาหากินไม่ได้ หรือได้ไม่เหมือนเดิมเพราะอะไร
จากการค้นหาวิธีแก้ไข เยียวยา ช่วยเหลือเพื่อให้ทุกคนสามารถลุกขึ้นยืนมาพึ่งพาตัวเองได้
ภาคประชาชนด้วยกัน ใครที่พอมีกำลังจะต้องช่วยกันคนละไม้ละมือ ปลุกความเป็นปกติของชีวิตเพื่อนร่วมชาติให้กลับมา ซึ่งหมายถึงหน่วยงานรัฐจะต้องริเริ่มเป็นแม่งานประสานความเกื้อกูลให้เกิดขึ้นในสังคม
โดยน้ำใจของคนไทยที่ถูกหล่อหลอมมาด้วยค่านิยมแบบพุทธ ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะกระตุ้นความเห็นอกเห็นใจในกันและกันให้เกิดขึ้นจนขยายมาให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลต่อกัน
เพียงแต่ผู้มีหน้าที่ในรัฐบาลจะต้อง “ทำงานเป็น” มีความรู้และศิลปะในการนำ ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องยากอะไร
อาจจะดูยุ่งๆ อยู่ตรงที่ รัฐบาลได้ปล่อยให้ประชาชนอยู่ร่วมกันแบบแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย ใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงฝ่ายตรงกันข้ามอย่างไม่ปรานีปราศรัยมานานจนเกินไป ตรงนี้เองที่เมื่อมีภาระต้องสร้างความร่วมมือร่วมใจให้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ความเกลียดชังที่มีอยู่ในใจของแต่ละฝ่ายจะเป็นอุปสรรคให้น้ำใจที่จะถ่ายเททุกข์ร้อนของเพื่อนร่วมชาติให้ผ่อนเบาลงอาจจะต้องใช้ความอดทนอยู่บ้าง
แต่ก็นั่นแหละ ทั้งหมดทั้งสิ้นขึ้นอยู่กับความสามารถและศิลปะการนำ
รัฐบาลที่ดี ย่อมนำประชาชนให้ร่วมกันทำสิ่งที่ดีงามต่อกันและกันได้
ที่ผ่านมารัฐบาล โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี พยายามตอกย้ำหนักหนาให้รับรู้กันว่า ได้ทุ่มเททำงานอย่างหนัก เพื่อจัดการประเทศให้ดีขึ้น
กล่าวได้ถึงขนาดทำนองว่า “ไม่มีผู้นำคนไหนในอดีตที่ทำงานหนักเท่ากับตัวเอง”
หากเป็นอย่างที่กล่าวมาจริง ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากเย็นอะไรที่จะทำให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในหมู่ประชาชนหลังโควิด เพราะอย่างที่บอกพื้นฐานของคนไทยเราอัดแน่นด้วยความนิยมพุทธ ที่เอื้อต่อการช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกันอยู่แล้ว
คงทำสำเร็จได้ไม่ยาก
เช่นเสียแต่ว่า ความสามารถและศิลปะในการนำไม่มีอยู่จริงใน “ผู้นำประเทศ”
ที่ผ่านมาเป็นแค่ “หลงตัวเอง” ว่ามีอยู่
เรื่องราวจะเป็นอย่างไร มีอยู่จริง หรือแค่ลวงตัวเอง เวลานับจากนี้จะพิสูจน์ให้ได้รับรู้กันถ้วนทั่ว

