หน้าแรก คอลัมนิสต์ โคทม อารียา :...

โคทม อารียา : พอกันทีกับรัฐประหาร

12.03.22 | 14:15 น.

โสต สุตานันท์เป็นผู้พิพากษาที่สนใจพุทธศาสนาและเขียนบทความลงมติชนอยู่เนืองๆ และได้รวบรวมข้อเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือให้ชื่อว่า “วิเคราะห์วาทะธรรมนิติศาสตร์แนวพุทธ” ล่าสุดโสตได้เขียนหนังสืออีกเล่มหนึ่ง ตั้งชื่อว่า “ศาลยุติ ‘ด้วย’ ธรรม” ยังไม่ตีพิมพ์ หากกรุณาส่งต้นฉบับมาให้ผมอ่าน เนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวกับการปฏิรูประบบยุติธรรมในด้านศาล แม้แต่คนที่มีความรู้น้อยเกี่ยวกับระบบศาลอย่างผม อ่านแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจและเห็นว่าสังคมควรจะร่วมรับรู้และสนับสนุนการปฏิรูปศาลในทางที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ผมจึงขออนุญาตนำเนื้อหาบทสุดท้าย บทที่ 8 “นิติศาสตร์แนวพุทธกับประชาธิปไตย” ซึ่งเป็นส่วนที่ผมพอรู้เรื่องบ้าง มาย่อความและเล่าสู่กันฟังในบทความนี้

ประเด็นแรกคือ พุทธศาสนาสอนให้เรามีความเมตตากรุณา และปฏิบัติตามความธรรมดาของธรรมชาติ โสตยกผลงานทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนคำสอนนี้ ดังนี้ สมองของมนุษย์มีเซลล์ประสาทอยู่กลุ่มหนึ่งเรียกว่ากลุ่มเซลล์ประสาทกระจกเงา (The Mirror Neuron) ซึ่งเป็นประสาทที่รับรู้ถึงความรู้สึกและประสาทสัมผัสของผู้อื่นได้ เมื่อเราได้รับความเจ็บปวด เช่น ถูกเข็มตำ เซลล์ประสาทกลุ่มหนึ่งของเราจะถูกกระตุ้นและมีปฏิกิริยาทางไฟฟ้าเหมือนกับว่าเซลล์กลุ่มนั้นสว่างขึ้น เช่นเดียวกัน เมื่อเราเห็นภาพคนอื่นได้รับความเจ็บปวดจากการถูกเข็มตำ เซลล์ประสาทกลุ่มนี้ก็จะมีปฏิกิริยาสว่างวาบขึ้นราวกับว่าเราถูกเข็มตำจริง ๆ บางครั้งเซลล์ประสาทกระจกเงาอาจทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดไปด้วย ธรรมชาติยืนยันว่ามนุษย์นั้นมีภราดรภาพเป็นธรรมชาติติดตัวเผ่าพันธุ์ของเรามาโดยกำเนิด ภราดรภาพเป็นหลักใหญ่ของประชาธิปไตยที่สอดคล้องกับคำสอนทางพุทธศาสนาและกับนิติศาสตร์ที่เป็นประชาธิปไตย หมายรวมถึงสอดคล้องกับมโนคติของผู้พิพากษาที่พึงมีภราดรภาพและความเมตตากรุณานั่นเอง

พุทธศาสนามีหลักการสำคัญ ๔ ประการในเรื่องการพูด คือ พูดความจริง เป็นประโยชน์ ถูกกาลเทศะ และ พูดด้วยความมีเมตตา บ้านเมืองเรามีนักการเมือง นักต่อสู้ นักเคลื่อนไหวเพื่อสังคมจำนวนไม่น้อยที่มีความรู้ความสามารถ มีความเสียสละ กล้าหาญ พูดในสิ่งที่เป็นความจริง เป็นประโยชน์ ถูกกาลเทศะ แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ขาดข้อสุดท้ายคือ ขาดเมตตา (เช่น การพูดตำหนิด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย ก้าวร้าว ไม่สุภาพ การพูดเยาะเย้ย ถากถาง กระแนะกระแหน เสียดสีเหน็บแนม ประชดประชัน เป็นต้น)

ผลที่ตามมาคือ ความเห็นหรือข้อเสนอแนะดี ๆ มีประโยชน์ทั้งหลายจะไม่ได้รับการตอบสนองนำไปปฏิบัติ อีกทั้งยังก่อให้เกิดความร้าวฉานในสังคมมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสียแนวร่วมไปอีกด้วย การพูดด้วยเมตตาใช่ว่าต้องใช้แต่วาจาอ่อนหวาน บางครั้งก็อาจมีการตำหนิด่าว่ากันได้ แต่ต้องพูดอย่างฉลาดแยบยล เกี่ยวกับเรื่องนี้วิปัสสนาจารย์โกเอ็นก้าได้อุปมาว่า เหมือนกับช่างปั้นหม้อ ขณะที่ใช้มือขวาตบ มือซ้ายก็ต้องคอยประคับประคองเพื่อให้หม้อเข้ารูปสวยงาม

ในแง่การพัฒนาประชาธิปไตยนั้น การรัฐประหารถือเป็นปฏิปักษ์ต่อหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักนิติรัฐ อย่างชัดเจน ที่ผ่านมามีการรัฐประหารถึง 13 ครั้ง เวลาที่รัฐบาลเผด็จการทหารปกครองประเทศนั้นนานกว่า 50 ปี อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาธิปไตยในบ้านเมืองเราพิกลพิการมาจนถึงทุกวันนี้ การอ้างรัฐประหารเพื่อทำให้ประชาธิปไตยสมบูรณ์ขึ้นนั้น ฟังไม่ขึ้น อุปมาเหมือนเจ้าของโรงฆ่าสัตว์พยายามสั่งสอนลูกหลานให้รักษาศีลห้าข้อที่ 1 ในเมื่อตนเองเป็นคนละเมิดกฎหมายสูงสุดด้วยการฉีกรัฐธรรมนูญเสียเอง แล้วจะมีความชอบธรรมอะไรไปบอกให้ประชาชนเคารพเชื่อฟังกฎหมาย

Advertisement

หากเปรียบประเทศเป็นเหมือนเรือลำหนึ่ง รัฐนาวาไทยกำลังเจอพายุมรสุมรุนแรงอยู่กลางทะเล ขณะเดียวกันก็รูรั่วขนาดใหญ่อยู่หลายแห่ง แต่หลายฝ่ายก็มัวสนใจแต่รอยขีดข่วน สีถลอก คราบสนิมเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ให้ความสำคัญแก่รูรั่วขนาดใหญ่ ซึ่งได้แก่การครอบงำของรัฐราชการผ่านการรัฐประหาร การมีระบบรวมศูนย์ที่ไม่เป็นการกระจายอำนาจเท่าที่ควร และการมีรัฐธรรมนูญที่เขียนยืดยาวแต่กลับไม่ยึดหลักสำคัญของการรักษาความสมดุลของอำนาจ

เรามีรัฐธรรมนูญมาแล้วรวม 20 ฉบับ ทุกครั้งที่ทำรัฐประหารสำเร็จก็จะฉีกรัฐธรรมนูญ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ได้ฉบับที่สถิตสถาพรสักที ฉบับปัจจุบันอุตส่าห์ตั้งสมญานามว่า “ฉบับปราบโกง” ก็เท่านั้น จึงปราศจากข้อสงสัยใด ๆ แล้วว่า เราเดินทางผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำให้ระบบถ่วงดุลอำนาจและระบบตรวจสอบติดขัดหรือผิดเพี้ยนไปหมด แต่เดิมเราไม่ไว้วางใจนักการเมือง และมองนักการเมืองเป็นคนชั่วคนไม่ดี (ในระบอบประชาธิปไตยก็หมายถึงการไม่ไว้วางใจประชาชน มองว่าประชาชนเป็นคนชั่วคนไม่ดีนั่นเอง เพราะนักการเมืองมาจากประชาชน) จึงพยายามสร้างระบบและออกกฎกติกาให้ศาลมีอำนาจมากขึ้นและสร้างองค์กรอิสระต่าง ๆ ขึ้นมา รัฐธรรมนูญปี 2540 แสดงเจตนารมณ์ไว้ในอารัมภบทว่า ต้องการส่งเสริมการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐโดยประชาชน ผมขาดประสบการณ์และพาซื่อ เลยเห็นดีเห็นงามไปด้วย แต่เวลาผ่านไปหลายปี ชักเห็นว่าองค์กรอิสระหลายองค์กร เป็นการต่อยอดรัฐราชการมากกว่าการให้ประชาชนมีอำนาจตรวจสอบมากขึ้น

กล่าวได้ว่า ลูกตุ้มแห่งอำนาจเทไปอยู่ที่ศาลและองค์กรอิสระเกือบหมด ทว่า อำนาจยิ่งใช้ก็ยิ่งเสื่อม มนุษย์ย่อมมีแนวโน้มที่จะใช้อำนาจที่ตนมีอยู่ไปในทางที่ผิดและจะใช้มันไปจนสุดขอบเขตที่จะใช้ได้ คำถามก็คือว่า หากศาลและองค์กรอิสระใช้อำนาจในทางที่ผิดหรือเกินขอบเขตและสังคมไม่ไว้วางใจในการทำหน้าที่ แล้วจะให้ใคร องค์กรไหน มาทำหน้าที่ถ่วงดุลตรวจสอบ หากไม่ลดอำนาจศาลและองค์กรอิสระลงมาก็คงต้องหาองค์กรที่มีอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่า ถ้ายังไม่ไว้วางใจอีก และยังคิดและทำเหมือนเดิม สุดท้ายก็คงจะก้าวไปสู่เผด็จการเต็มรูปแบบ ซึ่งไม่สามารถถ่วงดุลตรวจสอบอะไรได้เลย เมื่อรู้ว่าผิดทางก็ต้องรีบหันหลังกลับหรือเปลี่ยนเส้นทางใหม่ ก่อนที่จะยากแก่การเยียวยาแก้ไข

เมื่อได้รัฐธรรมนูญที่เที่ยงธรรมแล้ว สิ่งที่จะต้องดำเนินการต่อไปอย่างจริงจังคือ การส่งเสริมให้ประชาชนคนไทยศึกษารัฐธรรมนูญและให้ความสำคัญแก่การเลือกตั้ง การศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง แม้จะมีรัฐธรรมนูญที่ดีอย่างไร แต่หากคนขาดการศึกษาและไม่ให้ความสำคัญแก่การเลือกตั้ง เป้าหมายที่ต้องการย่อมล้มเหลว ไม่ได้ตัวแทนผู้มีธรรมะเข้าไปทำหน้าที่ออกกฎหมายในสภาและบริหารชาติบ้านเมือง ดังคำกล่าวของท่านพุทธทาสภิกขุที่ว่า “ถ้าผู้เลือกนักการเมืองเป็นผู้มีธรรมะก็ย่อมจะเลือกคนที่มีธรรมะด้วยกันเข้าไปเป็นนักการเมือง เมื่อได้คนที่มีธรรมะเป็นนักการเมืองแล้วเขาก็จะเข้าไปแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองให้เป็นไปตามธรรมะ”

การอุดรูรั่วขนาดใหญ่ของรัฐนาวา นอกจากการกระจายอำนาจ การจัดทำรัฐธรรมนูญที่เที่ยงธรรมและการส่งเสริมให้ประชาชนศึกษาการเมืองแล้ว ยังต้องป้องกันภัยร้ายแรงและเรื้อรังทางการเมืองอันได้แก่การรัฐประหารอีกด้วย ในเรื่องนี้ โสตได้ให้ข้อเสนอแนะที่สำคัญมาก วิกฤตปัญหามากมายในสังคม ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการรัฐประหาร เพราะได้ทำซ้ำซากมาถึง 13 ครั้งแล้วก็ไม่มีผลสำเร็จชัดเจน กลับนำพาสังคมไปสู่หนทางตีบตันเสียมากกว่า จึงถึงเวลาแล้วที่บุคคลทุกหมู่เหล่า จะเกิดการตระหนักรู้และมีจิตสำนึกชัดเจนที่จะปฏิเสธการรัฐประหาร โดยเฉพาะบุคคลผู้ทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษา และเป็นผู้ที่จะธำรงนิติรัฐในสังคม

ตุลาการภิวัฒน์ ไม่ใช่การก่อนิติสงคราม แต่เป็นการกอบกู้หลักนิติรัฐที่ถูกต้องตามธรรมให้แก่สังคม รวมถึงการร่วมปฏิเสธการรัฐประหารด้วย หากในอนาคตมีการพยายามทำรัฐประหารอีก น่าจะถึงเวลาแล้วที่ศาลยุติธรรมต้องใช้คุณธรรมความกล้าหาญ เพื่อปกป้องคุ้มครองประเทศชาติ ด้วยการตีความกฎหมายเพื่อไม่ให้การยอมรับว่าคณะรัฐประหารเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองหรือเป็นรัฏฐาธิปัตย์ตามที่ตนอ้าง ซึ่งหากสามารถทำได้สำเร็จก็จะเป็นตุลาการภิวัฒน์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของชาติไทย ที่ผ่านมา ฝ่ายตุลาการรับรองความชอบด้วยกฎหมายของการรัฐประหาร ดังเช่นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1153-1154/2495, 45/2496 , 1662/2505, 1234/2523 และ 2376/2526 อย่างไรก็ตาม ก็เคยมีตุลาการเสียงข้างน้อยโดยนายกีรติ กาญจนรินทร์ ไม่เห็นด้วยกับแนวคำพิพากษาดังกล่าว และได้ทำความเห็นแย้งไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคดีหมายเลขแดงที่ อม. 9/2552.

โสตมีข้อเสนออีกว่า ถึงอย่างไรการป้องกันมิให้ปัญหาเกิดขึ้น ย่อมดีกว่าการแก้ไขหลังเกิดปัญหาขึ้นแล้ว คงจะเป็นคุณูปการใหญ่หลวงต่อชาติบ้านเมือง หากศาลยุติธรรมจะสร้างกระบวนการในลักษณะเป็นสัญญาประชาคมว่า ถ้ามีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีกเมื่อไร ฝ่ายตุลาการจะยืนอยู่ข้างฝ่ายประชาธิปไตย ไม่เอาด้วยกับคณะรัฐประหารโดยเด็ดขาด ตัวอย่างเช่น การใช้มติความเห็นของผู้พิพากษาศาลฎีกาหรือผู้พิพากษาทุกชั้นศาลทั่วประเทศ โดยอาจทำในรูปของการประชุมสัมมนาทางวิชาการ การตอบแบบสอบถาม หรือให้สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ทำการวิจัยก็ได้ หรือแม้หากฝ่ายนิติบัญญัติหรือประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเสนอให้มีการออกกฎหมายป้องกันการรัฐประหาร ก็ควรอย่างยิ่งที่ตุลาการจะออกมาแสดงท่าทีต่อสาธารณชนในทางส่งเสริมสนับสนุนด้วยรูปแบบวิธีการที่เหมาะสม ไม่ว่าจะในนามตัวแทนองค์กรศาลหรือในฐานะประชาชนคนไทย ทั้งนี้เพื่อว่าหากมีการรัฐประหารเกิดขึ้นจริง ๆ การตัดสินใจกลับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาจะได้ไม่เป็นเรื่องยุ่งยากลำบากใจ เพราะมีตัวบทกฎหมายอ้างอิงรองรับอย่างชัดเจน

โสตมีความเห็นว่าความขัดแย้งของสังคมไทยไม่มีอะไรซับซ้อนเลย เราไม่มีปัญหาเรื่องชนเผ่าหรือกลุ่มชาติพันธุ์เหมือนในหลายประเทศ ทรัพยากรธรรมชาติของเราก็มีมากพอที่จะจัดสรรแบ่งปันให้แก่ทุกคนได้กินได้ใช้อย่างเพียงพอ แม้จะมีปัญหาความเชื่อสุดโต่งที่นิยมใช้ความรุนแรงอยู่บ้างแต่ก็มีขอบเขตจำกัด ปัญหาใหญ่สำคัญในบ้านเมืองตอนนี้น่าจะมีอยู่เรื่องเดียวเท่านั้นคือ ความเห็นต่างระหว่าง ฝ่ายอนุรักษ์ กับ ฝ่ายต้องการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายควรจะหันหน้าเข้าหากัน พูดคุยกันด้วยความเคารพ ให้เกียรติ เมตตา ให้อภัย เข้าใจกัน เห็นใจกัน แปรความเห็นต่างเป็นสิ่งสร้างสรรค์ พยายามขจัดอคติหรืออกุศลมูลในใจ และใช้หลักเมตตาธรรมค้ำจุนโลกจากใจจริง

ปีนี้จะมีการรำลึกเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรมที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17-20 พฤษภาคม 2535 เหตุการณ์มาครบกำหนดปีที่ 30 ในปีนี้ มีคนถามว่าการรำลึกถึงประชาธรรมหมายถึงอะไร ถ้ายังจำได้ เมื่อ 30 ปีก่อน เราได้ต่อสู้กับรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจจากการรัฐประหาร จนมีผู้คนล้มตายและสูญหายหลายสิบคน การรำลึกในปีนี้ เป็นการย้ำเตือนว่า พอกันทีกับการรัฐประหาร ประชาธรรมจึงหมายถึง “การประหารรัฐประหาร: เพื่อให้มีประชาธรรมนูญ” คือมีรัฐธรรมนูญของประชานั่นเอง

โคทม อารียา