ผมไม่ได้มีความรู้ทางประวัติศาสตร์อะไรลึกซึ้่งในเรื่องของความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน แต่โดยความรู้สึกส่วนตัวแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าจะสามารถเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่า สงคราม (war) ได้ด้วยความรู้สึกที่ว่า ถ้าเราจะเรียกว่าอะไรคือสงคราม มันก็น่าจะให้ความรู้สึกของความขัดแย้ง การปะทะของสองฝ่ายที่เท่าๆ กัน อย่างเช่นสงครามโลก หรือสงครามเย็น ที่มีลักษณะของสงครามตัวแทนที่มหาอำนาจสองฝ่ายเขาไม่ได้รบกันเอง แต่ไปรบกันในพื้นที่อื่นโดยต่างสนับสนุนฝ่ายของตัวเอง
แต่มานึกอีกที สงครามเวียดนามก็อาจจะถือเป็นหนึ่งในสงครามได้ และก็ชี้ให้เห็นว่าประเทศมหาอำนาจไม่ได้ชนะเสมอไป แต่อย่างน้อยเราก็เห็นความช่วยเหลือที่ชัดเจนของมหาอำนาจอีกฝ่ายหนึ่ง
สิ่งที่เกิดขึ้นในกรณีของรัสเซียกับยูเครนนั้นขัดกับมโนสำนึกของผมเป็นอย่างมาก และผมรู้สึกแย่กับการที่ระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในนามของนานาชาติ หรือสหประชาชาติ ทำอะไรไม่ได้มากโดยเฉพาะในกรณีที่มหาอำนาจนั้นละเมิดขนบของชุมชนนานาชาติเสียเอง ขณะที่ผู้คนพลเรือนในโลกต่างส่งทั้งกำลังใจและทรัพยากรไปช่วยชาวยูเครน รวมไปถึงการที่คนรัสเซียจำนวนไม่น้อยก็มีความกล้าหาญที่จะต่อต้านการรุกรานของรัสเซียต่อยูเครน
จากการติดตามข่าวด้วยความไม่มีความรู้อะไรมากถึงแนวคิดคำอธิบายเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และกติกาสากลระหว่างประเทศที่ดูแสนจะยุ่งยากและแปลกแยกไปจากมโนสำนึกของผู้คนในโลกนี้ ผมพยายามค้นหาเรื่องราวบางเรื่องที่พอจะบอกเล่าให้กับท่านผู้อ่านได้รับรู้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างความรุนแรงและความสูญเสียที่เกิดขึ้น
นั่นก็คือเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างเมืองและสงคราม
โดยผมขอแบ่งความสัมพันธ์ระหว่างเมืองกับสงครามออกเป็นสองเรื่องใหญ่ๆ เรื่องแรกคือ ว่าด้วยสงครามในเมือง (urban warfare) และเรื่องของผลกระทบของสงครามที่มีต่อเมืองและผู้คนในเมือง โดยผมจะขอเน้นไปที่หัวข้อที่สองนี้เป็นหลัก
ในประเด็นเรื่องสงครามในเมือง ขอกล่าวโดยรวบรัดว่าถือเป็นสงครามชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญจากอดีตสู่ปัจจุบัน และดูเหมือนกับว่าจะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคปัจจุบัน โดยสงครามในเมืองนั้นมีความแตกต่างจากสงครามในรูปแบบอื่นๆ ทั้งในระดับของยุทธวิธีและการปฏิบัติการ ด้วยว่าสมรภูมินั้นเต็มไปด้วยพลเรือนและความซับซ้อนของพื้นที่เมือง อาทิ ตึกรามบ้านช่องต่างๆ กล่าวกันว่าสงครามในเมืองนั้นเป็นสงครามที่ปฏิบัติการได้ยาก แต่ก็มีจุดมุ่งหมายในเรื่องของการสร้างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์และยุทธวิธีที่เชื่อมโยงกับการยึดครอง หรือควบคุมพื้นที่เมืองบางส่วน หรือเป็นการป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามได้เปรียบ (wikipedia และอยากให้ท่านผู้อ่านค้นหาบทความจำนวนมากของท่านอาจารย์สุรชาติ บำรุงสุขมาอ่านเพิ่มเติม)
ที่กล่าวมาเช่นนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า การทำสงครามในเมืองมันก็มีเรื่องราว มีหลักการหลายอย่างที่ในแง่ของกองทัพเองเขาก็ต้องมีความระมัดระวัง โดยเฉพาะการสร้างผลกระทบกับพลเรือน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับเราว่าจะยอมรับหลักการข้อนี้ได้ไหม หรือไม่ยอมรับเอาเสียเลย เพราะถ้าเขาถล่มเมืองและคร่าชีวิตพลเรือนจำนวนมากโดยหลักการเขาก็จะเสียความชอบธรรมในระดับนานาชาติ แต่ก็นั่นแหละครับ จากความรุนแรงล่าสุดที่เราเห็นนั้น เราจะมีหวังหรือสิ้นหวังกับระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในนามของความเป็นนานาชาติแค่ไหน ก็ขึ้นกับสำนึกและความเข้าใจโลกของแต่ละท่าน
อย่าลืมว่าในสงครามในเมืองนั้น สมัยใหม่นี้ส่วนมากมักจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของสงครามต่อต้านการก่อการร้าย คือการที่กองกำลังของประเทศอื่น ทั้งในนามของนานาชาติ และมหาอำนาจ อาจจะเข้าไปทำสงครามในนามของการช่วยเหลือผู้คนในประเทศนั้นที่ถูกปกครองโดยระบอบที่ไม่เป็นธรรม หรือเป็นสงครามกลางเมืองที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายที่มีอำนาจเท่าๆ กัน
แต่กระนั้นก็ตาม ในมุมของผู้ทำสงครามที่แม้เราอาจจะเรียกพวกเขาว่าผู้รุกราน หรือผู้ที่เข้าไปช่วยปลดปล่อยนั้น ประเด็นท้าทายที่พวกเขาเจอก็คือ ในปฏิบัติการจริงนั้นพวกเขาอาจจะถูกตอบโต้กลับโดยรูปแบบของการรบที่เป็นสงครามจรยุทธ์ หรือแม้กระทั่งในความเป็นจริงพวกเขาอาจแยกไม่ออกระหว่างทหารกับพลเรือน เมื่อพลเรือนตัดสินใจเข้าร่วมรบ หรือปกป้องพื้นที่ของเขา รวมทั้งเรื่องราวของการเป็นโล่มนุษย์ด้วย
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ส่วนหนึ่งเพราะสงครามในเมืองนั้นบ่อยครั้งมันมีเส้นแบ่งที่บางมากระหว่างความขัดแย้งของกองทัพแต่ละฝ่าย บางทีมันก็เป็นเรื่องของความขัดแย้งของผู้คนที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน หรือความขัดแย้งที่กลายเป็นเรื่องของผู้คนที่นั่นกับผู้รุกราน เรื่องนี้บางทียิ่งกลายเป็นเรื่องใหญ่เมื่อจะไปเอากรอบกติการะหว่างประเทศมามองว่าการรบเป็นเรื่องของทหาร การเอาพลเมืองเข้ามาเกี่ยวเป็นเรื่องที่ผิดกติกา ทั้งที่ฝ่ายที่ต่อต้านนั้นอาจจะยิ่งมองว่าพวกเขาเสียเปรียบนานัปการอยู่แล้ว และการรุกรานหรือการปะทะนั้นไม่มีความชอบธรรม และฝ่ายที่ใช้อาวุธเองก็ใช่ว่าจะทำตามกติกาไปเสียทั้งหมด
ในอีกด้านหนึ่งชองความสัมพันธ์ระหว่างเมืองกับสงครามก็คือ เรื่องของผลกระทบของสงครามที่มีต่อเมืองและผู้คนในเมือง ซึ่งในส่วนนี้ผมได้ความรู้มากมายจากเว็บไซต์ของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ หรือไอซีอาร์ซี (International Committee of the Red Cross – ICRC) ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ.1863 โดยมีภารกิจด้านมนุษยธรรมในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากการสู้รบและสถานการณ์รุนแรงอื่นที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง รวมถึงส่งเสริมและเสริมสร้างความรู้เรื่องกฎหมายมนุษยธรรมและหลักการมนุษยธรรมสากล เพื่อป้องกันความเดือดร้อนและจำกัดผลกระทบจากการสู้รบ ตามพันธกิจที่ระบุไว้ในอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ.1949 โดยเฉพาะในงานสัมมนาใหญ่ของ ICRC เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ.2017 ทั้งจากคำกล่าวของประธานองค์กร และผู้ร่วมสัมมนา
สิ่งสำคัญที่เราเผชิญในเรื่องของสงครามกับเมืองจากมุมมองที่ไม่ได้มาจากกองทัพนั่นก็คือ สมรภูมิการสู้รบในสงครามปัจจุบันนั้นเกิดขึ้นในเมือง ในขณะที่เมืองนั้นเป็นศูนย์กลางของประเทศ ศูนย์กลางของเศรษฐกิจและสังคมวัฒนธรรม รวมไปถึงอารยธรรม รวมไปถึงเป็นที่พำนักอาศัยของพลเรือนจำนวนมาก และแน่นอนว่าในเมืองนั้นย่อมมีพลเรือนมากกว่ากองทัพอย่างแน่นอน
ขณะที่ในรายงานข่าวสงครามนั้นเรามักจะถูกทำให้มองเห็นพื้นที่การสู้รบเหมือนกับสิ่งที่อยู่ไกลตัวเรา และเป็นเพียงพื้นที่ในเชิงปฏิบัติการ กล่าวคือเรามักจะอ่านข่าวว่าเมืองไหนจะถูกยึด และกองกำลังแต่ละฝ่ายตั้งรบกันที่ไหน หรือมองว่าถ้าเมืองนั้นถูกยึดแล้ว จะทำให้การเจรจานั้นเกิดขึ้นโดยการสร้างความได้เปรียบให้ฝ่ายไหนได้มากกว่ากัน และถึงแม้ว่าจะมีภาพข่าวความสูญเสีย และความเสียหายทั้งในแง่ของผู้คนและอาคารบ้านเรือน แต่เราจะพบว่าการรายงานเรื่องชีวิต และการถักทอของชีวิตผู้คนกับโครงสร้างและวิถีของเมืองนั้นๆ ไม่เคยถูกกล่าวถึงและให้ความสำคัญในลำดับแรก
ทั้งที่แนวโน้มของผู้คนในโลกนั้นเคลื่อนตัวเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองมากขึ้น และต่างมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันที่สลับซับซ้อน และสร้างความหมายของชีวิตให้กันและกันอย่างเกินกว่าจะบรรยายได้หมดในพื้นที่อันจำกัด
ในแง่ของสถาปัตยกรรม ภูมิสถาปัตยกรรม และการวางผังเมืองนั้น เราจะพบว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นในเมืองไม่ได้มีแค่เรื่องของชีวิตของผู้คนและตึกรามบ้านช่อง แต่ยังรวมไปถึงเรื่องของ “โครงสร้างพื้นฐานในเมือง” (infrastructure) ที่หมายถึงระบบการสนับสนุนชีวิตของผู้คนในเมืองตั้งแต่ถนนหนทาง โรงเรียน ตลาด โรงพยาบาล ไฟฟ้า ประปา โครงข่ายการสื่อสาร ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ในการรายงานข่าวเรามักจะเห็นการรายงานข่าวแบบกระจัดกระจาย หรือมองเป็นเพียงจุดใดจุดหนึ่ง
ขาดการรายงานที่เป็นระบบและเชื่อมโยงกับชีวิตของผู้คนในเมือง ว่าชุมชนเมืองของพวกเขามีระบบชีวิตอย่างไร และมีระบบย่อยของแต่ละย่านอย่างไร ชีวิตพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ที่มากกว่าสารคดีภัยสงครามที่อาจจะฉายภาพให้เห็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ น้อยๆ ของเรื่องราว และถ้าเราลองคิดดูว่า เรื่องราวของสงครามเหล่านี้เมื่อยกระดับไปพูดถึงเมืองที่เต็มไปด้วยชีวิตของผู้คนที่เกาะเกี่ยวกันอย่างซับซ้อน เราจะพบว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสงครามนั้นมันกว้างขวางและลึกลงไปในชีวิตของผู้คนจากสิ่งที่เกิดขึ้นในห้วงขณะนั้น และอาจส่งผลกระทบไปยังอนาคตของพวกเขาทั้งทางกายภาพและจิตใจ
นอกจากนั้น ความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานนั้นยังรวมไปถึงส่วนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็น อาทิ เรื่องของระบบท่อต่างๆ และระบบการเชื่อมต่อ เพราะในการรายงานข่าวสงครามเรามักจะพบแต่เรื่องของความเสียหายซึ่งถูกกระตุ้นความสนใจไปในเรื่องของอาคารขนาดใหญ่ แต่กระนั้นก็ดี การรายงานเรื่องของความเสียหายในอาคารขนาดใหญ่ก็ยังส่งผลสะเทือนให้เห็นว่า การทำลายล้างที่เกิดจากสงครามโดยเฉพาะในพื้นที่ประเทศที่ติดกันและมีพื้นที่ทางอารยธรรมซ้อนกัน ก็อาจลดทอนความชอบธรรมให้กับการรุกรานหรือการโจมตีได้เช่นกัน
ความเสียหายจากสงครามนั้นยังรวมไปถึงเรื่องการพลัดถิ่นและการเคลื่อนย้ายของผู้คนออกจากเมือง ซึ่งเป็นผลสะเทือนต่อวิถีชีวิตของพวกเขา และบ่อยครั้งการพลัดถิ่นนั้นหมายรวมไปถึงเรื่องของการเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดน และสร้างแรงกดดันในเชิงของการเปิดรับผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาเพื่อลี้ภัยการสู้รบ และทำให้เป็นภาระทางการบริหารและการปกครองกับประเทศเพื่อนบ้าน และอาจเกี่ยวเนื่องไปถึงการโยกย้ายถิ่นฐานในระยะยาวซึ่งไม่ได้เกิดจากความสมัครใจในเบื้องต้นของผู้คนเหล่านั้น
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ยังมีข้อเท็จจริงที่กระอักกระอ่วนใจและปฏิเสธไม่ได้ก็คือความเสียหายที่เกิดขึ้นในปฏิบัติการสงครามในเมืองนั้นนำมาซึ่งการสูญเสียชีวิตของพลเรือนมากกว่าทหารมาโดยตลอด ไม่ว่าทางกองทัพผู้รุกรานเอง หรือคู่ขัดแย้งในสงครามเหล่านั้นจะยอมรับ หรือพยายามใช้มาตรการร้อยแปดอย่างในการจำกัดความสูญเสียแล้วก็ตาม
และบ่อยครั้งสงครามและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นยังลามไปถึงผลสะเทือนในระยะยาวที่ทำให้เมืองทั้งเมืองเต็มไปด้วยความรุนแรง และการใช้ความรุนแรงในการดิ้นรนเอาตัวรอดในเมืองนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาชญากรรมและการจัดตั้งกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับความรุนแรงเพื่อปกป้อง คุ้มครอง หรือหาประโยชน์กันในเมืองดังกล่าว ในแง่นี้ความรุนแรงและความเสียหายจากสงครามจึงไม่ได้เป็นเรื่องที่มาจากกองทัพอย่างเดียว การแพร่กระจายของอาวุธสงครามลงไปในพื้นที่ทำให้ความเสียหายและความเดือดร้อนเกิดขึ้นกับพลเรือนที่พยายามดิ้นรนใช้ชีวิตในเมืองเหล่านั้น และยิ่งสงครามยืดเยื้อ-ยืดระยะออกไป เราจะยิ่งพบว่าความรุนแรง ความสูญเสียและความเสียหายในเมืองนั้นก็จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น และทำให้ภารกิจการฟื้นฟูเมืองและวิถีของผู้คนหลังความรุนแรงเหล่านั้นเป็นไปได้ยากมากขึ้น
อีกด้านที่สำคัญในการพูดถึงชีวิตในเมืองก็คือ สงครามในเมืองไม่เพียงแต่ทำลายสิ่งปลูกสร้างเท่านั้น บางครั้งยังก่อสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่ทำให้เมืองนั้นยิ่งพังทลายลงมากเข้าไปอีก นั้นหมายความว่ายิ่งพยายามจะเข้าไปหยุดยั้งความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเมือง สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นการกระทำซ้ำให้เมืองนั้นพังทลายลง อาทิ การสร้างสิ่งปลูกสร้างใหม่ๆ เช่น บังเกอร์ หรือกำแพง หรือพื้นที่กำบังต่างๆ ที่แบ่งแยกเมืองออกจากกันและทำให้วิถีชีวิตของผู้คนนั้นเปลี่ยนแปลงไป
นอกจากนี้แล้วเมื่อเราพิจารณาเรื่องข่าวสงครามโดยเฉพาะในพื้นที่เมือง เราในฐานะคนนอกเรามักจะไม่เห็นโครงสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจสังคมของเมืองเท่าไหร่ เราเห็นแต่ซากปรักหักพัง แต่เราไม่เห็นว่าพื้นที่ไหนของเมืองเป็นพื้นที่ของใคร และคนเหล่านั้นเคลื่อนย้ายไปที่ไหน แม้วันนี้ข่าวจากเมืองเคียฟและเมืองอื่นๆ ของยูเครน รวมทั้งพื้นที่อื่นๆ ของเมือง เราไม่ให้ความสำคัญกับผู้คนที่อยู่ในเมืองนั้นว่าเขามีระบบนิเวศวิทยาทางสังคมอย่างไร
คนจน คนรวย หรือย่านไหนเป็นอย่างไร มีข่าวอยู่ข่าวหนึ่งที่บอกว่าการต่อสู้ของยูเครนต่อรัสเซียนั้นทำให้การยึดครองของรัสเซียทำได้ไม่ง่ายเพราะบ้านเรือนและอาคารในเคียฟมีชั้นใต้ดิน ที่มีนัยของการเป็นหลุมหลบภัย แต่คำถามก็คือ ทุกคนในเมืองนั้นมีความมั่นคงปลอดภัยมากน้อยต่างกันอย่างไร
เราเห็นข่าวการบริจาคสิ่งของไปช่วยชาวยูเครนตั้งแต่อุปกรณ์การต่อสู้ การป้องกันตัว หรือเตียง แต่เรายังไม่เห็นภาพรวมของเมืองเหล่านั้นที่จะทำให้เราเข้าใจว่า สงครามนั้นนอกจากจะสร้างความเสียหายให้กับชีวิตพลเรือนแล้ว ยังสร้างความเสียหายและสูญเสียให้กับชีวิตพลเรือนที่แตกต่างกันอย่างไร และพวกเขาหาทางออกให้ชีวิตอย่างไร (อย่างไรก็ดี ภาพที่กระทำกับความรู้สึกของผมมากมายหลายภาพก็คือภาพการไม่ทิ้งกันของคนกับสัตว์เลี้ยงของเขา ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเพราะภาพความสูญเสียชีวิตอาจจะไม่สามารถนำมาเผยแพร่ได้ อย่างไรก็ตาม ภาพความสูญเสียที่หลากหลายทั้งต่อเมืองและต่อผู้คน ก็จะทำให้เราได้เห็นความโหดร้ายที่กระทำต่อคนและต่อเมืองได้อย่างมาก)
คำถามที่สำคัญในระดับการบริหารจัดการเมืองก็คือ ที่ผ่านมาเราอาจจะให้ความสำคัญกับการจัดการเมืองในแง่ของสิ่งแวดล้อม เรื่องของโครงสร้างพื้นฐานในแง่บริการ เรื่องของการตัดสินใจสาธารณะ อาทิ รูปแบบรัฐบาลเมืองและโครงสร้างประชาธิปไตยในเมือง รวมทั้งลักษณะความโดดเด่นและเป็นผู้นำของผู้บริหารเมืองรวมทั้งสิทธิที่จะอยู่และเปลี่ยนแปลงเมืองอย่างมีศักดิ์ศรี อีกทั้งปัญหาเรื่องความยากจนและไม่เท่าเทียมกันของคนในเมือง สิ่งที่ควรจะต้องพิจารณาต่อก็คือ เมืองของเรานั้นแข็งแรงและสามารถฟื้นสภาพได้จากการโจมตีทางกายภาพนอกเหนือไปจากภัยพิบัติทางธรรมชาติได้อย่างไร โดยเฉพาะเรื่องสงครามหรือความรุนแรงขัดแย้งต่างๆ
บ่อยครั้งที่เราเห็นถึงความรุนแรงทางกายภาพในเมืองหลากหลายรูปแบบ แต่เราอาจจะยังไม่ได้นึกร่วมกันว่าเมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นในบ้านในเมืองของเราบ้าง เราจะมีทางออกในเรื่องนี้อย่างไร
และในขณะเดียวกัน เมื่อมองย้อนกลับไปในเรื่องที่ผมกล่าวมาข้างต้น ปัญหาที่สำคัญอาจไม่ใช่เรื่องการเมืองในระดับนานาชาติ หรือปัญหาเชิงจริยธรรมของการให้ความชอบธรรมกับสงครามเท่านั้น แต่เป็นปัญหาพื้นฐานว่า เมื่อเกิดสงคราม หรือความขัดแย้งในระดับรุนแรงขึ้นนั้น เรามีโครงสร้างอะไรรองรับพลเรือนที่อยู่ภายใต้สงครามเหล่านั้นบ้าง

