มี “ดราม่า” ข่าวเล็กๆ เมื่อช่วงวันหยุดที่ผ่านมาที่แสดงให้เห็นยอดของก้อนน้ำแข็งขนาดยักษ์ที่ล่องลอยอยู่กลางมหาสมุทรแห่งการใช้อำนาจรัฐในสังคมไทย
โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่นักเรียน ม.6 จะต้องสอบ GAT/PAT ซึ่งเป็นด่านแรกของระบบการทดสอบเพื่อสมัครเรียนเข้าในมหาวิทยาลัย เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อมีพยาบาลท่านหนึ่งก็จำเป็นต้องใช้คะแนน GAT/PAT เพื่อนำไปยื่นเพื่อสมัครหลักสูตรผลิตบุคลากรด้วย
เมื่อวันเสาร์ที่ 12 มีนาคม หลังจากที่คุณพยาบาลท่านนั้นกำลังทำข้อสอบอยู่ ก็กลับถูกเจ้าหน้าที่ผู้คุมสอบมาล้อมตัวสั่งให้ยุติการสอบและเชิญตัวออกไป โดยตอนแรกเจ้าหน้าที่เข้าใจว่าผู้เข้าสอบท่านนั้นเป็นครูหรือติวเตอร์ซึ่งมาสอบเพื่อประโยชน์ในการสอน แต่เมื่อได้รับการชี้แจงจากผู้สอบแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ยังคงยืนกรานอ้างว่าผู้สมัครเข้าสอบท่านนั้นเป็นข้าราชการแล้วจะมาสอบ GAT/PAT ดังกล่าวอีกไม่ได้ แถมยังจะให้ผู้เข้าสอบท่านนั้นเซ็นในเอกสารยอมรับผิดว่าได้ทุจริตการสอบเสียอีก
โต้เถียงและไปไล่เปิดระเบียบกันมาสักพักจนฝ่ายผู้คุมสอบก็คงตระหนักได้แล้วว่าตัวเองทำพลาดเข้าใจผิด จึงเสนอให้ผู้สมัครสอบท่านนั้นเข้าสอบต่อโดยทดเวลาให้ แต่เพราะความที่ถูกดำเนินการอย่างเอิกเกริกไปแล้วเยี่ยงผู้ทุจริตการสอบทำให้เจ้าตัวรู้สึกอับอายไม่กล้าเข้าสอบต่อ จำเป็นต้องสละสิทธิการสอบในปีนี้ และนำความมาเตือนภัยร้องทุกข์ใน Facebook ส่วนตัวของเธอ
หลังจากทราบเรื่อง ผู้จัดการทดสอบคือสำนักงานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย หรือ ทปอ. ได้ออกมายืนยันว่า คุณพยาบาลและผู้อื่นในกรณีเดียวกันนี้สามารถเข้าสอบ GAT/PAT ได้แน่นอน โดยแนะนำว่าในกรณีลักษณะดังกล่าว เจ้าหน้าที่คุมสอบควรเข้าไปสอบถามข้อมูลที่นุ่มนวลกว่านี้ โดยทางปฏิบัติที่กำหนดไว้แล้วต้องให้ผู้เข้าสอบดำเนินการทำข้อสอบต่อไปให้เสร็จโดยไม่ขัดขวาง ถ้าภายหลังตรวจสอบแล้วแน่ใจว่าไม่มีสิทธิสอบหรือทุจริตในการสอบ จึงจะใช้วิธีการไม่ประกาศผลคะแนนสอบหรือกระบวนการเอาผิดลงโทษในภายหลัง
หากก็ไม่ปรากฏในข่าวว่าสรุปแล้วจะเยียวยาข้าราชการพยาบาลผู้เข้าสอบท่านนี้อย่างไร และสำหรับเจ้าหน้าที่คุมสอบที่ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ถูกต้องจะต้องมีบทลงโทษหรือต้องรับผิดชอบอย่างไร รวมถึงในคราวหน้าจะมีการป้องกันปัญหาในลักษณะนี้อย่างไร
ดราม่านี้สะท้อนปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการขาดความรู้ความเข้าใจของ “เจ้าหน้าที่รัฐ” ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการลูกจ้างหรือผู้ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับประชาชนเกี่ยวกับหลักการใช้อำนาจรัฐพื้นฐานเบื้องต้นที่สุดข้อหนึ่ง คือ หลักการ “ไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ย่อมทำไม่ได้”
โดย “กฎหมาย” ที่จะให้อำนาจที่ว่านี้จะต้องเป็น “กฎหมาย” ระดับพระราชบัญญัติ หรือกฎ ระเบียบ ที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้ให้ออกได้โดยมีบทบัญญัติมาตราอ้างอิงถึงได้อย่างชัดเจนด้วย
หากเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้ บางคนยังไปเข้าใจผิดเพี้ยนกับหลักการว่า “ไม่มีกฎหมายห้ามย่อมทำได้” ซึ่งเป็นหลักการทางกฎหมายที่ปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนเข้าไปอีกต่างหาก
เพราะการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเกือบทุกกรณีเป็นการใช้เป็นการให้คุณให้โทษ จำกัดหรือก่อสิทธิให้แก่ประชาชนนั้น ผู้ปฏิบัติงานกลับทำหน้าที่หรือวินิจฉัยไปตามความเข้าใจของตัวเองหรือตามความเข้าใจที่ได้รับการบอกต่อกันมา ซึ่งเป็นการใช้ดุลพินิจไปโดยไม่มีฐานของกฎหมายหรือกฎระเบียบใดมารองรับ อาจจะด้วยเพราะไม่เคยศึกษาถึงกฎหมาย กฎ ระเบียบที่ให้อำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองจริงๆ จังๆ จนเข้าใจไปเองว่าเรื่องมันทำได้ และต้องทำไปเช่นนั้น
โดยที่บางครั้ง หรืออาจกล่าวได้ว่าส่วนใหญ่ของการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้องนี้ก็ไม่ได้มาจากเจตนาทุจริตมิชอบหรือจงใจทำให้ผู้อื่นเสียหายอย่างไร ส่วนหนึ่งมันเริ่มจากความเข้าใจผิดของเจ้าตัวโดยแท้ แต่เมื่อรู้ตัวว่าพลาดไปแล้ว แทนที่จะยอมรับหรือแก้ไขเยียวยา กลับใช้วิธีการดื้อแพ่งลากเรื่องให้เข้ารกเข้าพงไปเรื่อยๆ จนเกิดความเสียหายหนักขึ้นขนาดล่วงเข้าแดนแห่งการกระทำความผิดตามกฎหมายทั้งวินัย ละเมิดและอาญาเข้าไปจริงๆ
เช่นกรณีของคุณพยาบาลโชคร้ายต้นเรื่องนี้ เชื่อว่าในตอนแรกเจ้าหน้าที่คุมสอบคงจะเชื่อโดยสุจริต
นั่นแหละว่าผู้เข้าสอบที่ดูเป็นผู้ใหญ่นั้นน่าจะไม่ใช่ผู้มีสิทธิสอบ อาจจะเป็นการแฝงตัวเข้ามาสอบด้วยเจตนาไม่สุจริตจะด้วยเหตุใดก็ตามแต่ กระนั้นเรื่องก็จะไม่บานปลายหากมีการตรวจสอบกฎระเบียบหรือปรึกษาผู้รู้ก่อนที่จะดำเนินการ หรือหากเมื่อได้รับคำชี้แจงแล้วแทนที่จะหยุดหรือขอโทษ กลับดึงดันต่อไปเช่นจะให้ผู้เสียหายเซ็นรับว่ากระทำการทุจริตสอบ ไม่รู้ว่าเพราะเล่นใหญ่เกินไปแล้วจะถอยก็เสียหน้าก็ไม่รู้
การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าใจเอาเองว่าทำได้นี้ที่ยกตัวบ่อยๆ ใครติดตามคอลัมน์นี้คงจำได้ คือเรื่องที่ในสมัยก่อนเจ้าหน้าที่ทะเบียนราษฎร์เคยมีความเข้าใจที่ยังไม่ทราบที่มาว่า การตั้งชื่อบุคคลนั้น ท่านว่าห้ามมิให้ตั้งชื่อที่ไม่มีความหมายในพจนานุกรม หรือตั้งชื่อเป็นภาษาต่างชาติโดยไม่มีเชื้อสายไล่ไปถึง เช่นพ่อแม่หน้าไทยปนจีนแต่จะมาตั้งชื่อลูกว่า “โรสแมรี” นี่เจ้าหน้าที่เขตหรืออำเภอสมัยก่อนก็จะบ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้ตั้งชื่อ
การไม่ยอมรับจดแจ้งการตั้งชื่อให้โดยอ้างว่าชื่อไม่มีความหมายตามพจนานุกรมหรือด้วยข้ออ้าง อื่นๆ เป็นเรื่องปวดหัวปวดใจของพ่อแม่เด็กในยุคก่อนนี้ แต่หลังๆ นี้อาจจะเพราะมีผู้ไปคัดค้านจริงๆ จังๆ หรือมีการอบรมทำความเข้าใจเรื่องกฎหมายชื่อบุคคลหรืออะไรก็ตาม การไม่รับจดแจ้งด้วยเหตุต้องห้ามที่ไม่มีในกฎหมายก็เริ่มซาหายไปแล้ว (พร้อมกับการที่เราได้เจอผู้คนที่ต้องถามชื่อว่าอ่านอย่างไรสะกดอย่างไรเพิ่มขึ้น)
กรณีที่ยังมีปัญหาเกิดขึ้นปรากฏบ่อยๆ จนถึงปัจจุบันนี้ คือกรณีเรื่องของ “ทรงผม” ของเด็กนักเรียน ซึ่งแม้ว่าจะมีระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 ออกมากำหนดหลักการเบื้องต้นยอมรับให้นักเรียนชายหญิงจะไว้ผมสั้นหรือยาวก็ได้ภายใต้เงื่อนไขตามความเหมาะสมบ้างที่กำหนดไว้ชัดเจนแล้วในระเบียบ ได้แก่นักเรียนชายไว้ผมยาวได้ก็ต้องไม่เกินตีนผม ส่วนนักเรียนหญิงจะไว้ผมยาวก็ต้องรวบให้เรียบร้อย
แต่กระนั้นก็ปรากฏว่ายังโรงเรียนจำนวนหนึ่งยังฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงเรื่องนี้ มีทั้งที่ฝ่าฝืนเอาดื้อๆ ไม่ยอมรับรู้ว่ามีการแก้ไขระเบียบกระทรวงในเรื่องนี้แล้ว หรือโรงเรียนไหนที่ “หัวหมอ” หน่อย เห็นช่องของระเบียบบางข้อก็ไปออกระเบียบโรงเรียนของตัวเองโดยแกล้งทำเป็นไม่เห็นว่าไอ้ข้อ 7 ที่ให้อำนาจไว้นั้น จะต้องเป็นระเบียบที่ออก “ภายใต้บังคับของข้อ 4” (ที่กำหนดหลักการว่านักเรียน
ชายหญิงไว้ผมสั้นยาวได้ตามความเหมาะสม) ที่สำคัญคือคำว่า “เท่าที่ไม่ขัดกับระเบียบนี้” ก็ออกระเบียบของโรงเรียนให้ตัดผมยาวสามด้านเหมือนเดิมโดยไม่นำพาต่อระเบียบที่เป็นแม่บท
หรือกรณีตามกฎหมายข้อมูลข่าวสารที่มีหลักว่าเปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น แต่หน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงานก็พยายามหน่วงเหนี่ยวตีความการขอข้อมูลข่าวสารทั้งหลายทั้งปวงของชาวบ้านให้เป็นเรื่อง “ข้อยกเว้น” แล้วให้ข้อมูลข่าวสารมาแบบถมดำทั้งแผ่นราวกับจะเยาะเย้ยกัน หรือปฏิเสธไม่ให้ข้อมูลข่าวสารกันเสียดื้อๆ ก็มี
รวมถึงเรื่องที่เห็นแต่ไกลก็รู้แล้วว่าผิด และคนที่ทำเองก็รู้เช่นนั้นด้วย อย่างการลงโทษนักเรียนด้วยการลงไม้ลงมือกระทำต่อร่างกาย หรือการลงโทษที่มุ่งหมายให้อับอาย เรื่องแบบนี้คนที่ทำก็น่าจะรู้แก่ใจว่าทำแบบนี้ผิดกฎหมายและไม่มีอำนาจทำได้ แต่ก็ทำโดยลุแก่อำนาจเพราะเข้าใจว่าทำไปแล้วไม่มีผลเสียหายอะไรหรืออย่างมากก็ออกมาขอโทษประกอบดราม่าเรื่อง “ก็ครูหวังดี…” ก็คงรอดไปได้
ทั้งหมดนี้ จึงควรจะต้องเป็นเรื่องสำคัญที่ข้าราชการทุกคนที่ต้องทำงานหรือปฏิบัติหน้าที่ในเชิงให้คุณหรือให้โทษชาวบ้านจะต้องรับรู้และจดจำไว้ให้ขึ้นใจ หรือควรเป็นหน้าที่โดยตรงที่หน่วยงานจะต้องอบรมหรือกำชับและสอบทานเรื่องนี้กับเจ้าหน้าที่ของตน โดยเฉพาะในส่วนที่มีอำนาจในการให้คุณให้โทษกับประชาชน เช่นการออกคำสั่งทางปกครองหรือปฏิบัติการทางปกครองต่างๆ ที่เป็นอำนาจรัฐในการก่อตั้ง โอน สงวน หรือระงับสิทธิ หรือมีผลต่อสถานะของบุคคล ให้ยึดมั่นในหลักการใช้อำนาจรัฐเบื้องต้นเรื่อง “ไม่มีกฎหมายให้อำนาจย่อมทำไม่ได้” นี้ดุจวิชา “การใช้อำนาจรัฐ 101”
รวมถึงต้องย้ำกับผู้ปฏิบัติหน้าที่ที่สามารถใช้อำนาจให้คุณให้โทษไปเลยว่า ในเรื่องที่หากเป็นกรณีที่สงสัยว่าตัวเองมีอำนาจหรือไม่ และไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายร้ายแรงที่ทำให้บุคคลที่สามเสียหาย ก็อย่าเพิ่งไปทำหรือวินิจฉัยอะไรที่จะให้ประชาชนผู้ต้องรับคำสั่งหรือถูกปฏิบัติการในเรื่องนั้นจะต้องได้รับความเสียหายอย่างที่เยียวยาได้ยาก เพราะแม้ว่าในที่สุดแม้ในภายหลังปรากฏว่าประชาชนไม่มีสิทธิหรือทำไม่ถูกต้องตามระเบียบในเรื่องนั้นจริงๆ มันก็ยังมีมาตรการยกเลิกหรือเพิกถอนการอนุมัติอนุญาตนั้นย้อนหลังได้อยู่แล้วตามหลักกฎหมายปกครอง หรือเช่นกรณีแนวทางปฏิบัติที่ควรจะเป็นของ ทปอ. ที่ว่าให้สอบไปก่อนแล้วถ้าตรวจสอบได้ว่าผิดกฎหรือทุจริตค่อยไม่ประกาศคะแนนนั่นแหละ
รวมถึงต้องบอกเตือนให้ชัดเจนด้วยว่า ในกรณีที่ปฏิบัติหน้าที่โดยผิดพลาดเพราะเจตนาทุจริต จงใจก่อให้เกิดความเสียหาย ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือแค่ดันทุรังทำไปเพราะไม่ยอมเสียหน้าแล้ว จะมี “โทษ” อะไรตามมา ไม่ว่าจะเป็นโทษทางวินัย ความรับผิดที่จะต้องชดใช้ทางละเมิด หรืออาจจะเป็นคดีอาญาในกรณีที่กระทำโดยทุจริตหรือมีเจตนาจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องช่วยกันสร้างค่านิยมและแนวทางปฏิบัติใหม่ให้สังคมเพื่อป้องกันหรือลด
เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะโดยเจตนาร้ายหรือจงใจหรือไม่ก็ตาม
รวมถึงตัวประชาชนที่ได้รับผลกระทบหรือเป็นเจ้าทุกข์โดยตรง ถ้าแค่บ่นระบายพอใจ ได้รับกระเช้าขอขมาแล้วพอใจยุติเรื่อง ปัญหาก็จะไปตกกับกรณีอื่นๆ ต่อไป เพราะยังไม่มีกระบวนการสร้างสภาพบังคับให้เกิดสำนึกหรือทัศนคติใหม่ในการใช้อำนาจเสียที เนื่องจากถึงทำไม่ถูกไม่ต้องไปแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ได้รับบทเรียนที่สมควร แค่ไหว้สวยรวยกระเช้าก็เคลียร์ได้แล้ว
เช่นนี้แทนที่จะได้เรียนรู้วิชา “การใช้อำนาจรัฐ 101” ก็เลยยังกลายเป็นว่าใช้อำนาจรัฐตามสะดวกกันแบบเจ้าหน้าที่รัฐ 010 ได้ต่อไปไม่จบสิ้น

