หน้าแรก คอลัมนิสต์ ถึงไฟฟ้าจะดับ...

ถึงไฟฟ้าจะดับ แต่ไฟในใจยิ่งสุกสว่าง : ลลิตา หาญวงษ์

18.03.22 | 13:00 น.

ปัญหาตัดน้ำตัดไฟเป็นปัญหาที่อยู่คู่กับพม่ามายาวนาน และแม้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจมากมายในพม่า แต่ปัญหาน้ำไม่ไหลหรือไฟไม่มาก็ยังคงอยู่ต่อไป นี่ไม่ใช่ความขัดข้องทางเทคนิคธรรมดาๆ แต่เป็นปัญหาที่มาจากความบกพร่องด้านการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน หรือการปรับเปลี่ยนฐานคิดของรัฐ เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้คนจริงๆ คนพม่าในเมืองอยู่กับความพิกลพิการของระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานมานาน จนกลายเป็นความเคยชิน เมื่อผู้เขียนไปทำวิจัยที่พม่าเพื่อ 10 กว่าปีก่อน ปรากฏการณ์ที่น้ำไม่ไหลติดต่อกัน 2 วัน หรือไฟดับทั้งวัน เกิดขึ้นบ่อยจนเป็นเรื่องปกติ ประชาชนทำอะไรไม่ได้มากนอกจากต้องช่วยเหลือตัวเองกันไป แทบทุกครอบครัวที่มีฐานะขึ้นมาหน่อยต้องมีเครื่องปั่นไฟ หรือระบบโซลาร์เซลล์ที่พอจะพึ่งพาได้ในยามฉุกเฉิน ไม่ต้องพูดถึงในต่างจังหวัด ที่ประชาชนจำนวนมากยังไม่มีไฟฟ้าหรือน้ำประปาใช้

จากสถิติของ IEA (International Energy Agency) ยังมีประชาชนในพม่าอีกกว่า 41 เปอร์เซ็นต์ หรือราว 22 ล้านคน (จากประชากร 65 ล้านคน) ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ และจากสถิติปี 2015 ของ GMS (Greater Mekong Subregion) Information Portal ยังบ่งชี้ว่าปริมาณไฟฟ้าที่พม่าใช้ต่อหัวก็น้อยมาก เพียง 256 กิโลวัตต์/ชั่วโมง เมื่อเทียบกับ 335 และ 1,722 กิโลวัตต์/ชั่วโมง ในกรณีของกัมพูชาและเวียดนามตามลำดับ

ปัญหาน้ำไม่ไหลไฟไม่สว่างนี้มีผลกระทบกับการพัฒนาด้านอื่นๆ อย่างแน่นอน และเป็นอุปสรรคที่ทำให้นักลงทุนหลายชาติไม่กล้าเข้าไปลงทุนในพม่าอย่างเต็มตัว เว้นแต่บริษัทที่ร่วมทุนกับกองทัพพม่า ในเครือข่ายของ Myanma Economic Holdings Limited (MEHL) ที่ได้รับอภิสิทธิ์จากเครือข่ายของกองทัพและโครนี่ (นักธุรกิจที่ทำธุรกิจกับกองทัพ) จึงจะมีน้ำและไฟใช้แบบไม่ขาดตกบกพร่อง

เจเรมี่ มัลลินส์ (Jeremy Mullins) เขียนบทความน่าสนใจเรื่อง “How to keep the lights on in Myanmar” (ทำยังไงจะให้ไฟติดเสมอในพม่า) ลงในวารสาร Southeast Asian Globe และวิเคราะห์ไว้ว่าปัญหาไฟฟ้าดับที่พบในพม่ามาจากอัตราค่าไฟฟ้าที่ถูกเกินไป ถูกกว่าค่าผลิตไฟฟ้าเสียอีก แม้ในปี 2018 รัฐบาลพม่า ซึ่งในเวลานั้นคือรัฐบาลพลเรือนภายใต้พรรค NLD แล้ว ใช้เงิน 275 ล้านเหรียญ (9.1 พันล้านบาท) เพื่ออุดหนุนค่าไฟฟ้า แต่ดังที่กล่าวไปแล้วว่าเฉพาะชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง และประชาชนที่อาศัยในเขตเมืองเท่านั้นที่พอจะมีไฟฟ้าใช้ ในขณะที่คนในชนบท (คิดเป็นประชากรร้อยละ 59 ของทั้งประเทศ) ส่วนใหญ่ยังมีชีวิตความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น และยังต้องรอคอยไฟฟ้าและน้ำสะอาดจากรัฐบาลต่อไป

ปัญหาไฟฟ้าดับทั่วประเทศมาจากระบบการจ่ายไฟฟ้าที่ไม่มีความมั่นคง ส่งผลให้เกิดปัญหาประสิทธิภาพการจายไฟฟ้า ทั้งด้านแรงดันไฟฟ้าตกปลายสาย หน่วยพลังงานสูญเสียในระบบสูง และเกิดไฟฟ้าขัดข้องอย่างต่อเนื่อง และที่ผ่านมา รัฐบาลตั้งแต่รัฐบาลทหารมาจนถึงรัฐบาลพลเรือน ไม่เคยนำเงินไปลงทุนเพื่อพัฒนาระบบไฟฟ้า แน่นอนเรื่องใหญ่ที่กระทรวงไฟฟ้าและพลังงานพม่าต้องคิดและทำคือการขึ้นค่าไฟฟ้า ในช่วงเวลาปกติ ประชาชนย่อมไม่พอใจและออกมาเดินขบวนประท้วงการขึ้นค่าไฟฟ้า แต่ในเมื่อค่าไฟในพม่าถูกแสนถูก และไม่เคยขึ้นราคามานาน จนทำให้การพัฒนาโครงสร้างด้านไฟฟ้าและพลังงานเกิดขึ้นไม่ได้ การขึ้นค่าไฟฟ้า (และค่าน้ำประปา) จำเป็นต้องเกิดขึ้น

Advertisement

พม่ามีเขื่อนที่ใช้งานอยู่ 28 แห่ง ผลิตไฟฟ้าได้ราว 3,225 เมกะวัตต์ ในขณะที่ไทยมีเขื่อนไว้ผลิตไฟฟ้า 26 แห่ง และเขื่อนภูมิพล ซึ่งเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุด ผลิตไฟฟ้าได้ 749 เมกะวัตต์ แต่การสร้างเขื่อนก่อให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมาก ยกตัวอย่างในปี 2011 รัฐบาลประธานาธิบดีเตง เส่ง เคยให้หยุดการก่อสร้างเขื่อนมยิตโซน (Myitsone Dam) มาแล้ว อย่างไรก็ดี พม่ามีแหล่งพลังงานที่มีค่าในรูปของบ่อแก๊สธรรมชาติถึง 16 แห่ง การลงทุนกับแก๊สธรรมชาติมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่า มีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า และยังมีประสิทธิภาพมากกว่า ในบ่อแก๊สทั้ง 16 แห่งนี้ สามารถผลิตพลังงานได้มากถึง 3,341 กิโลวัตต์ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าสัมปทานบ่อแก๊สธรรมชาติเกือบทั้งหมดเป็นของบริษัทต่างชาติ แก๊สส่วนใหญ่ส่งออกมาไทยและไปจีน ทำให้รัฐบาลพม่าไม่สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่ตนเองมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นับตั้งแต่เกิดรัฐประหารในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 เราจะได้ยินข่าวเรื่องไฟฟ้าดับ (blackout) ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง การตัดน้ำตัดไฟเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่คณะรัฐประหารนำมาใช้เพื่อตอบโต้ประชาชนที่ออกมาเดินขบวนประท้วง แต่ในช่วงหลายสัปดาห์มานี้ การตัดไฟฟ้าเริ่มรุนแรงมากขึ้น ประชาชนในเมืองย่างกุ้งไม่มีไฟฟ้าติดต่อกัน 6 ชั่วโมงต่อวัน ที่มัณฑะเลย์ ประชาชนมีไฟฟ้าใช้เพียง 8 ชั่วโมงต่อวัน และในมณฑลสะกาย ทางตอนเหนือของประเทศ การตัดน้ำตัดไฟเกิดบ่อยขึ้น บางครั้งไฟดับวันละ 2 ครั้ง ครั้งละหลายชั่วโมง ปัญหาไฟฟ้าดับกระทบการผลิตน้ำดื่มน้ำใช้ ทำให้มีประชาชนต้องออกไปเข้าคิวซื้อน้ำเป็นแถวยาว

สำหรับธุรกิจทั่วๆ ไป เครื่องปั่นไฟเป็นสิ่งสำคัญที่ย่อมขาดไม่ได้อยู่แล้ว แต่ด้วยราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้ธุรกิจในรับผลกระทบในวงกว้าง ประชาชนที่ใช้รถยนต์ก็ยิ่งได้รับผลกระทบในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ จนมีประชาชนในย่างกุ้งกลับมาใช้รถม้ากันแล้ว!

ราคาน้ำมันเป็นปัญหาที่ยากจะควบคุม เพราะทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น คณะรัฐประหารพม่าพยายามขอความช่วยเหลือจากภายนอก มีข่าวออกมาว่ากระทรวงมหาดไทยพม่าส่งจดหมายมาทางไทย เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยช่วยอารักขาขบวนรถบรรทุกขนส่งน้ำมันในเขตชายแดนไทย-พม่าที่เมืองเมียวดี และรัฐบาลในหลายระดับที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งเข้ามาเริ่มส่งจดหมายไปหาคณะรัฐมนตรีของตนเพื่อจำกัดโควต้าปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงเหล่านี้ได้รับในแต่ละเดือนแล้ว

ด้วยสถานการณ์ภายในและภายนอกประเทศ คุณภาพชีวิตของประชาชนในพม่ายิ่งตกต่ำลงไปอีกหลังเกิดรัฐประหาร และด้วยสถานการณ์โลกในปัจจุบันที่ไม่มีความแน่นอน ค่าครองชีพก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นอีกหลายเท่าตัว แต่ไม่ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร สิ่งที่เราเห็นคือประชาชนพม่าที่ยังอยู่กันด้วยความหวัง หากไปถามคนพม่ารุ่นใหม่ๆ พวกเขาจะตอบเราแบบไม่ลังเลเลยว่าพวกเขาเชื่อว่าประเทศของเขาจะดีขึ้นกว่าเดิม ตราบใดที่ประชาชนยังยืนหยัดสู้เพื่อนำรัฐบาลประชาธิปไตยกลับคืนมา

ที่ผ่านมาผู้เขียนได้ยินคนพม่าบ่นเรื่องไฟฟ้าดับไม่มากนัก อาจเป็นเพราะความเคยชินส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งคือพวกเขาต้องการยืนหยัดต่อสู้กับรัฐประหาร ไม่ว่าคณะรัฐประหารจะงัดกลยุทธ์ขึ้นมาเพื่อตอบโต้ขบวนการประชาชนมากเพียงใด แต่ไฟในใจคนพม่าจะยังส่องสว่างเสมอ