คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘แมลงสาบ’ที่กลายร่างเป็นมิตรยามยาก (แต่อาจจะต้องกลับไปเป็นแมลงสาบอีกครั้ง)

เมื่อประมาณสิบห้าปีที่แล้วมีภาพยนตร์โฆษณาที่สร้างกระแสฮือฮาอย่างมากทั้งในแง่บวกและแง่ลบคือโฆษณาชุด “แมลงสาบขายประกัน” ซึ่งออกจะผิดไปจากจารีตของโฆษณาประกันชีวิต หรือประกันภัยในยุคนั้น ที่จะมุ่งเน้นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและน่าเชื่อถือที่บริษัทประกันภัยนั้นเป็นเหมือนมิตรผู้ช่วยในยามทุกข์ยากที่จะดูแลกันไปไม่มีที่สิ้นสุด แต่โฆษณานี้กลับเล่นแรงแบบ “เอาเรื่องจริงมาล้อเล่น”

แม้ว่าในที่สุดแล้วเรื่องจะจบลงอย่างสวยงามน้ำตาท่วมจอเหมือนโฆษณาบริษัทประกันอื่นๆ ก่อนหน้าก็ตามเถอะ แต่การนำเอา “แมลงสาบ” ที่เป็นแมลงรบกวนที่น่ารังเกียจอันดับหนึ่งของมนุษย์ใช้เป็นภาพแทนความรู้สึกที่ผู้คนทั่วไป คือลูกค้า มีต่อตัวแทนขายประกันภัยอันเป็นประสบการณ์ร่วมที่ตัวแทนประกันส่วนใหญ่ต้องเคยรู้สึกกัน ก็ทำให้เสียงของคนในวงการประกันแตกออกเป็นสองทาง หากใครสนใจจะย้อนรำลึกโฆษณานี้ก็ยังหาชมได้ใน YouTube

เช่นเดียวกับที่การรับประกันภัยนั้นเคยมีสภาพเป็นกิจการต้องห้ามในยุคแรกๆ ของประวัติศาสตร์การค้าโลก ด้วยมองว่าเป็นเหมือนการเล่นพนันเดิมพันกับความวินาศเสียหายอยู่นานกว่าจะได้รับการยอมรับ สำหรับในสังคมไทยที่มองว่าการพูดถึงความเสียหาย หรือความตายไว้ล่วงหน้าเป็นเหมือนกับการแช่งชัก หรืออาจมองไม่เห็นประโยชน์เพราะเมื่อได้รับดอกผลเอาก็เมื่อเสียชีวิตแล้ว ก่อนหน้านี้คนส่วนหนึ่งทำประกันเพราะเกรงใจตัวแทนที่รู้จักกัน ซึ่งบางทีเป็นญาติโยมคนรู้จัก หรือเข้าใจว่าเป็นการออมเงินในรูปแบบหนึ่งที่ได้ผลตอบแทนดีกว่าการฝากธนาคาร หรือลงทุนอย่างอื่นที่มีความเสี่ยงสูงกว่า

จนกระทั่งในยุคหลังๆ ที่คนอาจจะมีรายได้มากขึ้นและรู้สึกว่าชีวิตความเป็นอยู่นั้นดีจนอยากได้รับการรักษาพยาบาลที่สมฐานะ จึงเริ่มเห็นประโยชน์ของการมีประกันสุขภาพ หรือประกันอุบัติเหตุมากขึ้น ประกอบกับวาทกรรม “ทำประกันเสียเถิดจะได้ไม่เป็นภาระแก่ลูกหลาน” (หรือตัวเองในอนาคต) ทำให้ผู้คนทั่วไปที่มีรายได้มั่นคงระดับหนึ่งเริ่มเข้าถึงการประกันชีวิต หรือประกันสุขภาพมากขึ้น

Advertisement

ในมุมมองของผู้ประกอบการ ธุรกิจประกันถือเป็นกิจการที่มีความมั่นคงทางการเงินสูง เพราะการออกกรมธรรม์และกำหนดเบี้ยประกันนั้นมีหลักการทางคณิตศาสตร์ประกันภัยชั้นสูงรองรับ ให้เมื่อคิดความเป็นไปได้ที่บริษัทจะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนเทียบกับเบี้ยประกันทั้งหมดจากรายอื่นแล้วก็ถือว่าคุ้มเป็นกำไร ระหว่างนั้นก็มีสภาพคล่องในระบบเป็นหนี้เงินดอกเบี้ยต่ำ ด้วยเหตุนี้ทำให้กิจการประกันชีวิตและประกันภัยนั้นเป็นเค้กที่หอมหวานจนเกิดปัญหาในช่วงหนึ่งที่มีการกดดันให้พนักงานของธนาคาร หรือสถาบันการเงินต้องเร่งขายผลิตภัณฑ์ประกันจนล้ำเกินขอบเขต จนเกือบกลายเป็นเรื่องลวงขายให้ร้องเรียนกัน

ในวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ก่อนหน้านี้ก็เป็นโอกาสสำคัญในทางธุรกิจของบริษัทประกันทั้งหลาย โดยแบ่งเป็นสามรูปแบบใหญ่ๆ คือ แบบรับประกันทันทีเมื่อติดเชื้อ รับค่าสินไหมทดแทนไปก้อนเดียว รับเงินก้อนหลักแสนหลักล้าน แบบ “เจอ จ่าย จบ” แบบที่สองคือ สินไหมช่วยค่ารักษาพยาบาลส่วนเกิน และสุดท้ายคือ ค่าชดเชยได้ระหว่างรักษาตัวเป็นรายวัน

ประกันรูปแบบต่างๆ ข้างต้นนี้กวาดกำไรให้บริษัทประกันต่างๆ หลายร้อยถึงพันล้านบาทในปี 2563 จนเรียกว่าเป็นปีทองของธุรกิจนี้ จากที่จำนวนผู้ป่วยติดเชื้อสะสมตลอดปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 6,800 ราย ซึ่งในจำนวนนี้คงจะมีจำนวนเศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้นที่ได้ซื้อประกันโควิดในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งไว้ ทำให้กรมธรรม์ประกันโควิด-19 ถูกมองว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่จะสร้างรายได้มหาศาลให้ธุรกิจประกันต่อไป แม้ในประมาณการไตรมาสแรกของปี 2564 ก็ยังประเมินกันไว้เช่นนั้น ก่อนที่ลูกโป่งจะแตกในกลางปี 2564 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากฝันร้ายมาเยือนจากการระบาดระลอกใหม่ของเชื้อโควิดกลายพันธุ์รอบเดลต้าถึงโอมิครอน ที่เพียงวันเดียวผู้ป่วยและติดเชื้อก็เกินกว่าปี 2563 ทั้งปีแล้วหลายเท่า ทำให้กรมธรรม์ที่รับประกันในเงื่อนไขที่ง่ายที่สุดคือ “เจอ จ่าย จบ” ได้รับผลไปหนักหนาที่สุด

เริ่มต้นจากที่ช่วงกลางปีที่แล้วมีบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่งได้ออกหนังสือแจ้งบอกยกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยโควิดไปยังผู้เอาประกันและประชาชนทั่วไป ส่งผลให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และเป็นเหมือนคลื่นระลอกแรกแห่งความไม่ไว้วางใจของประชาชน จนกระทั่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ต้องออกคำสั่งห้ามบริษัทประกันภัยบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยในลักษณะดังกล่าว

เหตุที่บริษัทประกันอ้างเพื่อขอยกเลิกกรมธรรม์ประกันประเภท เจอ จ่าย จบ นั้นเนื่องจากว่าสภาพความเสี่ยงในปัจจุบันนี้ต่างไปจากวันที่บริษัทประกันภัยไปยื่นขอรับความเห็นชอบจาก คปภ. เพื่อออกกรมธรรม์และกำหนดเบี้ยประกัน ทั้งในกรมธรรม์มีข้อกำหนดเงื่อนไขให้บริษัทประกันยกเลิกกรมธรรม์ด้วยเหตุดังกล่าวได้ เพราะถ้าต้องจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้ทุกกรณีที่เรียกร้อง ซึ่งรวมถึงบางรายที่ (บริษัทประกันอ้างว่า) อาจเป็นการใช้สิทธิโดยฉ้อฉลแล้วก็อาจจะเกิดปัญหาต่อสภาพคล่องถึงขนาดทำให้บางบริษัทต้องเลิกกิจการ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจประกันภัยและธุรกิจในภาพรวม

แต่ข้ออ้างนี้ก็เหมือนฟังไม่ขึ้นเท่าไรในความคิดเห็นของวิญญูชนคนทั่วไป เพราะการที่บริษัทประกันทุกบริษัทกล้าที่จะออกผลิตภัณฑ์ประกันที่มีปัญหาดังกล่าว ก็เป็นเพราะเคยทำกำไรถล่มทลายในปี 2563 เปิดขายกันเอิกเกริกก่อนการแพร่ระบาดรอบกลางปี 2564 ทั้งก็น่าจะผ่านการประเมินความเสี่ยงจนแน่ใจแล้วว่าคุ้มค่าน่าลงทุน การอ้างข้อเท็จจริงว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปเพราะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเกินความคาดหมายนั้นจึงไม่น่าจะฟังขึ้น เว้นแต่ว่าจะมีเหตุผลอะไรที่บริษัทประกันทั้งหลายต่างรู้แต่ไม่กล้าพูดออกมาดังๆ เช่น ปัจจัยที่คาดไม่ถึงนั้นเกิดจากการบริหารจัดการของรัฐบาลที่ “ผิดความคาดหมาย” จนเกิดเป็นความเสียหายที่ไม่ควร
จะเกิดขึ้นในสภาวะของวิกฤตปกติหรือไม่ ผู้คนทั่วไปจึงสรุปเรื่องนี้ด้วยประโยคที่ชวนให้เจ็บปวดว่า “เหมือนเล่นการพนันกับเจ้ามือที่เสียจะไม่จ่าย แต่ได้ก็จะเอา”

นอกจากเรื่องเจอ จ่าย จบ แล้วก็ยังมีปัญหาที่บริษัทประกันส่วนหนึ่งยังไม่ยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทนกรณีที่ผู้เอาประกันเข้ารับการรักษาในฮอสปิเทล หรือโรงพยาบาลเอกชนด้วย เรื่องนี้ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า ในค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยโควิด-19 นี้ในกรณีของค่าแพทย์ ค่ายาและเวชภัณฑ์ ค่าปฏิบัติการต่างๆ จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แต่ก็จะมีค่าใช้จ่ายคือ ค่าห้องพักผู้ป่วยในและค่าอาหารในโรงพยาบาลเอกชน หรือฮอสปิเทลที่ยังเป็นส่วนที่ผู้เข้ารับการรักษาต้องจ่าย

ทั้งนี้ ในการขายประกันโควิด-19 ก่อนที่ลูกโป่งจะแตกนั้น เรื่องหนึ่งที่ตัวแทนนำมาใช้ในการชักจูงลูกค้าก็คือการทำประกันประเภทสินไหมจ่ายค่ารักษานั้นจะทำให้ผู้เอาประกันมีทางเลือกในการไปใช้บริการในโรงพยาบาลของเอกชน หรือจะเป็นฮอสปิเทลก็ได้สะดวกสบายสมฐานะโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม บางแพคเกจก็มีค่าชดเชยรายวันให้ด้วย จนมีข่าวว่าตัวแทน หรือผู้ขายประกันบางคนล้ำเส้นถึงขนาดเอาไปขู่ผู้กำลังตัดสินใจกลายๆ ว่าถ้าไม่ซื้อประกันกับเขาในวันนี้ รับรองว่าติดโควิดขึ้นมาได้ไปนอนรักษาตัวอย่างอนาถาในโรงพยาบาลสนาม

เหตุที่บริษัทประกันทั้งหลายปฏิเสธ หรือชะลอการจ่ายเงินในส่วนนี้เนื่องจากอ้างประกาศของกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับการจัดบริการผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งกำหนดกรณีที่จะต้องส่งเข้าโรงพยาบาลไว้ 5 ประการ ซึ่งกรณีที่ผู้เอาประกันไม่เข้าเงื่อนไขตามประกาศดังกล่าว บริษัทประกันก็จะอ้างว่าเป็นการเข้ารับการรักษาด้วยความสมัครใจเองไม่ใช่กรณีเป็นความจำเป็นทางการแพทย์ จึงไม่จำต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้

แม้จะมีหนังสือจาก คปภ.ลงวันที่ 1 มี.ค.65 สรุปว่า กรณีที่โรงพยาบาลใช้วิจารณญาณรับ Admit ผู้เอาประกันเป็นผู้ป่วยในไม่ว่าจะในโรงพยาบาล หรือฮอสปิเทลก็ตามแล้ว บริษัทประกันจะต้องให้ความคุ้มครองทุกกรณี แต่ก็เหมือนกับว่าหนังสือดังกล่าวก็ยังบังคับใช้ไม่ได้ จนต้องมีการรวมกลุ่มกันของผู้เอาประกันเพื่อเรียกร้องให้ คปภ.เร่งรัดให้บริษัทประกันทั้งหลายยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทน ไม่ว่าจะเป็นกรณีของเจอ จ่าย จบ และกรณีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมและเงินชดเชยข้างต้นไปเมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา

สำหรับ คปภ.ที่เป็นเหมือนตัวละครหลักที่ต้องรับบทเป็นพระเอกของเรื่องนี้เป็นหน่วยงานทางปกครองของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการและไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ มีอำนาจในการกำกับดูแลกิจการประกันภัยและประกันชีวิตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตั้งขึ้นแทนกรมการประกันภัย ตาม พ.ร.บ.คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย พ.ศ.2550 อย่างไรก็ตาม อำนาจสูงสุดซึ่งเป็นสภาพบังคับของ คปภ.คือการเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตของบริษัทประกัน ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าหากบริษัทประกันภัยนั้นตัดสินใจจะเลิกกิจการอยู่แล้วเพื่อรักษาประโยชน์และความได้เปรียบ
ของตน เช่นนี้ คปภ.จะมีมาตรการใดในการช่วยเหลือ หรือแก้ไขเยียวยาให้ลูกค้าของบริษัทประกันเหล่านั้น

ในกรณีที่ คปภ.บังคับไปสุดทางแล้วแต่ก็ยังไม่อาจบังคับให้บริษัทประกันจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ตามสัญญาได้ ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ตกหนักกับผู้บริโภค คือผู้เอาประกันที่จะต้องรวมกลุ่มกันฟ้องร้องต่อศาลเอาเอง หากเรื่องก็ยังอาจจะยุ่งยากซับซ้อนขึ้นได้อีก หากบริษัทประกันนั้นเลิกกิจการ หรือยอมล้มละลายไป

วิกฤตเรื่องประกันโควิด-19 ในครั้งนี้ไม่ว่าจะออกทางใดก็จะเกิดผลกระทบต่อภาพรวมของธุรกิจประกันภัยของประเทศไทย โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นกับความรู้สึกที่จะเป็นกรอบคิดของผู้คนที่มีต่อระบบการประกันภัยต่อไปในอนาคต เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมีกรณีที่ผู้เอาประกันชีวิต หรือประกันภัยอาจจะมีกรณีที่เป็นดราม่าเป็นข่าวกันบ้างว่าถูกประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนโดยการตีความข้อเท็จจริง หรือข้อสัญญาไปในทางที่บริษัทประกันจะไม่ต้องรับผิดชอบอย่างไม่เป็นธรรม แตกต่างจากวิกฤตในคราวนี้ที่อาจจะมีผู้เสียหายจากกรณีที่ไม่ได้รับการปฏิบัติตามสัญญาจากบริษัทประกันทั้งหลายรวมกันจำนวนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์

และจะเท่ากับเป็นการที่เราจะได้เห็นบทพิสูจน์ว่า ในกรณีที่องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่รวมหัวกันไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือกฎเกณฑ์ที่ “รัฐ” กำหนดไว้เพื่อปกป้องรักษาประโยชน์ของประชาชนส่วนรวมแล้ว “อำนาจรัฐ” ผ่านองค์กรของรัฐที่มีหน้าที่กำกับดูแลนั้นจะสามารถเข้ามาช่วยเหลือแก้ไขเยียวยาให้ได้หรือไม่แค่ไหน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ “กลุ่มทุน” ขนาดใหญ่ระดับนี้

แต่น่าสงสารว่าวิกฤตนี้อาจทำให้ตัวแทนผู้ขายประกันทั้งหลายที่เคยทำงานหาลูกค้าให้บริษัทประกันภัยเหล่านั้นอย่างแข็งขัน ซื่อสัตย์ อาจจะต้องกลับกลายไปเป็น “แมลงสาบ” เหมือนเช่นในโฆษณาเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วก็เป็นได้ ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของพวกเขาเลย

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image