หน้าแรก คอลัมนิสต์ เฟซบุ๊กกับข้อ...

เฟซบุ๊กกับข้อพิพาทโรฮีนจา : ลลิตา หาญวงษ์

25.03.22 | 13:00 น.

เฟซบุ๊ก (Facebook) เป็นสื่อโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ ที่ในปี 2021 ทำกำไรมากถึงเกือบ 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 1.3 แสนล้านบาท อัตราการเติบโตของเฟซบุ๊กในตลาดพม่าก็เติบโตสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ในปี 2014 มีผู้ใช้เฟซบุ๊กในพม่าเพียง 1.2 บัญชี แต่เพียง 5 ปีต่อมา ตัวเลขกลับเพิ่มขึ้นสูงมากขึ้นเป็น 21 ล้านบัญชี ครอบคลุมประชากรร้อยละ 40 ของทั้งประเทศ เฟซบุ๊กเป็นเจ้าตลาดโซเชียลมีเดียในพม่า มีส่วนแบ่งการตลาดถึงร้อยละ 90 ในขณะที่โซเชียลมีเดียอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอินสตาแกรม

(Instagram) หรือทวิตเตอร์ (Twitter) กลับไม่ได้รับความสนใจมากนัก

ความนิยมเฟซบุ๊กในพม่ามีเหตุผลรองรับ เมื่อบริษัทเทเลนอร์ (Telenor) บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่จากนอร์เวย์เข้าไปทำตลาดที่พม่าในปี 2014 เทเลนอร์ออกโปรโมชั่น

เพื่อดึงดูดผู้ใช้ โดยการให้ลูกค้าใช้เฟซบุ๊กฟรีโดยไม่คิดค่าบริการข้อมูล ในช่วงแรกๆ สัญญาณ 3G ในพม่ายังไม่มีความเสถียร แต่เฟซบุ๊กเป็นโซเชียลมีเดียที่เสถียรที่สุด และยังทำข้อตกลงกับบริษัทที่นำเข้าโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ติดตั้งแอพพลิเคชั่นเฟซบุ๊กในมือถือทุกเครื่องจากบางบริษัท ซึ่งก็ทำให้เฟซบุ๊กกลายเป็นโชเชียลมีเดียที่อยู่คู่สังคมพม่ามาอีกหลายปี และสามารถทดแทนแอพพลิเคชั่นสำหรับโทรศัพท์ออนไลน์ (VoIP) อย่างไวเปอร์ (Viper) ได้ไม่ยาก

ผู้เขียนอยากตั้งข้อสังเกตว่า สังคมพม่าเป็นสังคมของนักอ่าน และประชากรในทุกระดับชั้นมีนิสัยติดตามข่าวสารผ่านการอ่านหนังสือพิมพ์ ก่อนรัฐประหารเมื่อต้นปี 2021 แผงหนังสือพิมพ์ในพม่ายังคงคึกคักมาก มีหนังสือพิมพ์น้อยใหญ่เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ดตั้งแต่ปี 2016 แม้เฟซบุ๊กจะมีบทบาทสำคัญ ในฐานะศูนย์รวมข่าวสาร และเป็นเสมือนร้านน้ำชา

Advertisement

ย่อมๆ ให้ผู้คนมาพูดคุยออกความเห็นเรื่องบ้านเมืองกันได้ แต่สื่อสิ่งพิมพ์และสำนักข่าวยังอยู่คู่กับสังคมพม่ามาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อเกิดรัฐประหาร กองทัพสั่งปราบปรามสำนักข่าวหลายแห่งที่มีทีท่าต่อต้านรัฐประหารและกองทัพอย่างชัดแจ้ง เฟซบุ๊กจึงทำบทบาทเป็นแหล่งเผยแพร่ข่าวสารในยุคที่หนังสือพิมพ์ลดบทบาทไปเพราะพิษรัฐประหาร

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าข่าวสารที่ออกมาจากโซเชียลมีเดียทั้งหลาย มีทั้งข่าวที่เชื่อถือได้ แต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยข่าวปลอม หรือเฟคนิวส์ และยังเป็นบริษัทที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักมาตลอด ว่าเน้นการทำกำไรมากกว่ามอบความปลอดภัยให้ผู้ใช้ มีผู้ตั้งคำถามถึง

บทบาทของเฟซบุ๊กท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง

ฟรานเซส ฮาวเกน (Frances Haugen) เป็นอดีตพนักงานของเฟซบุ๊ก ที่ออกมาให้การกับคณะกรรมการวุฒิสมาชิกของสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนตุลาคม 2021 เธอกล่าวหาเฟซบุ๊กว่ามีส่วนทำให้ความรุนแรงด้านเชื้อชาติ โดยยกตัวอย่างกรณีของทั้งพม่าและเอธิโอเปีย จากการสืบสวนของกลุ่ม Global Witness พบว่าอัลกอริทึมของเฟซบุ๊กพยายามโปรโมตโพสต์ที่ขัดกับนโยบายของเฟซบุ๊กที่เกี่ยวกับเฮทสปีชอย่างชัดเจน และเป็นโพสต์ที่มีเนื้อหาสนับสนุนให้กองทัพพม่าใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง หลังรัฐประหารกุมภาพันธ์ 2021

นอกจากนี้ เฟซบุ๊กยังอนุญาตให้แฟนเพจ

ของกองทัพพม่าโพสต์ข้อความสนับสนุนรัฐประหารต่อไป และยังแนะนำเพจโปรกองทัพพม่าอื่นๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นฝีมือของไอโอของ

กองทัพ ที่มีเนื้อหาโจมตีกลุ่มผู้ประท้วง รัฐบาล NLD หรือแม้แต่รัฐบาลต่างชาติที่ประณามรัฐประหารในพม่า

กรณีของเฟซบุ๊กและความเชื่อมโยงกับความรุนแรงในพม่าเริ่มเป็นที่กล่าวถึงเมื่อเกิดวิกฤตการณ์โรฮีนจาขึ้นในปลายปี 2017 วิกฤตที่เกิดจากการโจมตีป้อมตำรวจของกองกำลังโรฮีนจาในนาม ARSA (Arakan Rohingya Salvation Army) และปฏิบัติการเพื่อกวาดล้างชาวโรฮีนจาที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของรัฐ

ยะไข่ กลายเป็นวิกฤตระดับโลก ในเวลานั้น ฝ่ายขวาจัด พวกที่คลั่งศาสนาพุทธ และต่อต้านศาสนาอิสลาม ใช้เฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือกล่าวหาชาวโรฮีนจาใช้มัสยิดเป็นที่เก็บอาวุธสงคราม และการเผยแพร่เฟคนิวส์อีกมากมาย จนทำให้ประชาชนชาวพุทธทั่วไปในพม่าเกลียดชังชาวโรฮีนจาและชาวมุสลิมไปด้วย

สิ่งที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่าเฟซบุ๊กไม่มีระบบความปลอดภัยและระบบที่จะสกรีนเฟคนิวส์ที่ดีพอ และยังปล่อยปละละเลยไม่มีมาตรการรับมือกับโพสต์ที่มีเนื้อหาเหยียดเชื้อชาติและศาสนาอย่างรุนแรง เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2022 Global Witness ตีพิมพ์บทความเรื่อง “Facebook approves adverts containing hate speech inciting violence and genocide against the Rohingya” หรือ “เฟซบุ๊กอนุมัติให้เผยแพร่โฆษณาที่มีเนื้อหาเฮทสปีชที่จะก่อให้เกิดความรุนแรงและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจา”

จากที่ Global Witness เคยรายงานว่า

เฟซบุ๊กอนุญาตให้มีเนื้อหาที่กระตุ้นให้มีการใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง เมื่อเดือนมิถุนายน 2021 มาแล้ว ในครั้งนี้ได้สืบสวนต่อและสรุปว่าเฟซบุ๊กมีส่วนก่อให้เกิดความเกลียดชังจนนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจา และเป็นเหตุให้มีชาวโรฮีนจามากถึง 9 แสนคน

ที่อพยพหนีตายเข้าไปในบังกลาเทศ เฟซบุ๊กเคยออกมาแถลงในปลายปี 2018 ว่าเฟซบุ๊กเห็นด้วยว่าตนควรจะมีมาตรการที่ดีกว่านี้และ

ควรจะลงทุนเพิ่มเติมเพื่อป้องกันเฮทสปีชในพม่า เฟซบุ๊กลงทุนจ้างพนักงานในพม่าเพิ่ม

เพื่อสกรีนโพสต์ที่มีเนื้อหาเฮทสปีชอย่างเต็มที่ และเพิ่มเครื่องมือด้าน AI เพิ่มภาษาพม่าเข้าไปเพื่อตรวจสอบเนื้อหาเฮทสปีช

แต่ในปัจจุบัน เฟซบุ๊กยังไม่สามารถจัดการกับเฮทสปีชที่ปลิวว่อนอยู่ทั่วเฟซบุ๊กได้ Global Witness ตรวจสอบโดยการตั้งโพสต์ 8 โพสต์บนเฟซบุ๊ก และตั้งให้ทุกโพสต์เป็นโฆษณา (sponsored) ซึ่งมีเนื้อหาเหยียดเชื้อชาติและสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรงกับชาวโรฮีนจาอย่างเต็มที่ ผลที่ออกมาคือเฟซบุ๊กอนุมัติโพสต์โฆษณาทั้ง 8 ชิ้น หมายความว่าเฟซบุ๊กอนุมัติให้เผยแพร่เนื้อหาเฮทสปีชได้ โดยไม่ได้มีการ

กลั่นกรองอย่างที่เคยได้พูดไว้

ตัวอย่างของโพสต์ที่ Global Witness ใช้ทดลองความสามารถการรับมือเฮทสปีชของเฟซบุ๊ก เช่น ‘การฆ่าพวกกะลาร์ที่ทำอยู่นี้ยังไม่เพียงพอ” คำว่า “กะลาร์” (Kalar) เป็นภาษาพม่าที่ใช้เรียกคนที่มีหน้าตาและลักษณะแบบเอเชียใต้ หมายรวมถึงผู้คนจากอินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ ศรีลังกา และอาจรวมไปถึงตะวันออกกลางด้วย แต่ในปัจจุบันคำว่า “กะลาร์” นี้มีความหมายทางการเมืองเพิ่มขึ้น และมักจะหมายถึงชาวโรฮีนจาหรือชาวพม่ามุสลิมที่หน้าตากระเดียดไปทางคนอินเดีย

รัฐบาลสหรัฐออกมา “ฟันธง” หลายครั้งว่าอาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับชาวโรฮีนจาเป็น “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” และจนถึงปัจจุบัน ชาวโรฮีนจาก็ยังพบกับความยากลำบาก โดยยังไม่มีมาตรการใดๆ เพื่อลงโทษกองทัพพม่า หรือแม้แต่เจ้าของโพสต์ที่สนับสนุนให้ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจา เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับชาวโรฮีนจาเกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว แต่ความเสียหายและความรุนแรงที่เกิดกับคนกลุ่มนี้ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบนโซเชียลมีเดีย ที่แม้จะมีความกดดันจากหลายฝ่ายส่งไปถึงเฟซบุ๊ก แต่

เฟซบุ๊กยังไม่มีมาตรการที่จะรับมือกับเฮทสปีชในพม่าอย่างยั่งยืน