ความเก่าเป็นการจากไป ความใหม่เป็นการมาเยือน ภาวะทั้งสองต่างเป็นอนิจจัง
มนุษย์มักห่วงอาลัยกับการจากไปและมักตื่นเต้นกับการมาเยือน แต่ถ้าความเก่าหรือความใหม่นั้นๆ ให้ความพึงพอใจ การขวนขวายก็จะเกิดขึ้นตามมา ถ้าไม่พึงพอใจก็จะถอยห่างออกไป
ในโลกวัตถุนิยมความเจริญทางวัตถุมักทำให้ผู้คนเห็นความใหม่เป็นโอกาสที่มาแทนความเก่า ผู้ที่นิยมความเจริญจึงมักเชิดชูความทันสมัยและเห็นว่าเป็นการพัฒนาไปในตัว

นักรบวานรแอบอัดพี้กัญชา
ความโบราณที่กำลังกลับมาอย่างทันสมัย
อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ความทันสมัยเป็นการเปลี่ยนแปลงที่อาจขัดกับเงื่อนไขดั้งเดิมที่ผู้คนจำนวนมากคุ้นเคยอยู่หรือเห็นว่าดีแล้ว ในขณะที่ผู้ที่สัมผัสสิ่งใหม่ด้วยความพอใจกลับเห็นว่ากรอบเดิมๆ เป็นความล้าหลังที่ไม่มีจะยิ่งดีต่อตน
กระบวนการวิวัฒน์ไปของสังคมเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสิ่งเก่าและสิ่งใหม่ คาร์ล มาร์กซ์ กล่าวไว้ว่า ความขัดแย้งนี้มีลักษณะที่เป็นปฏิปักษ์และสังคมใหม่ต้องอาศัยความรุนแรงจึงจะคลอดออกมาจากสังคมเก่าได้
ความเข้าใจทางสังคมของผู้คนอาจทำให้ข้อสังเกตของมาร์กซ์ผิดพลาดได้ เพราะขึ้นอยู่กับความกลมกลืนทางความคิดและสภาพความเป็นอยู่ที่เอื้อเฟื้อต่อกันของประชาชนด้วย การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่รุนแรงมีอยู่จริงแต่ที่ไม่รุนแรงก็มีมาก
ลัทธิบริโภคนิยมศรัทธาในความทันสมัยและปฏิเสธความโบราณเก่าแก่แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นรากฐานของตน สิ่งใหม่มาจากความต้องการสิ่งใหม่แต่ก็มีการตามติดความใหม่ล่าสุดประเภท “Catch me if you can” อย่างไม่สนใจผลเสียหายหรือสิ่งที่จะต้องถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง
ความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา มักมีภาพของความทันสมัยและการเติบโตทางอุตสาหกรรมร่วมอยู่เสมอ นักเศรษฐศาสตร์ก็เคยเชื่อว่าประเทศที่ขาดการพัฒนามักยากจนเพราะมีสังคมที่ล้าหลัง (Backwardness) หรืออยู่กับวัฒนธรรมดั้งเดิม ไม่เหมือนประเทศทางตะวันตกที่มีสังคมใหม่กว่าและมีความเป็นอุตสาหกรรมมากกว่า
นักเศรษฐศาสตร์จึงมักศรัทธาในลัทธิวัตถุนิยมและมองเห็นความเจริญทางเศรษฐกิจ (Economic prosperity) ความเป็นตะวันตก (Westernisation) การเติบโตทางอุตสาหกรรม (Industrialization) และความทันสมัย (Modernization) เกือบเป็นสิ่งเดียวกัน การขจัดความล้าหลังเก่าๆ ในทางความเชื่อ ศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีจึงเป็นเงื่อนไขที่ช่วยเสริมสร้างการพัฒนาตามไปด้วย
ความเชื่อในความทันสมัยมีอิทธิพลสูงสุดในประเทศที่ร่ำรวยและพัฒนาทางอุตสาหกรรมมาก่อน ความทันสมัยสามารถสะท้อนความรุดหน้าของความเจริญทางวัตถุ ส่วนในประเทศยากจนมักพัฒนาเศรษฐกิจและลอกเลียนความทันสมัยของประเทศที่เจริญมาก่อน
ในช่วงทศวรรษ 1940-1960 การเติบโตทางเศรษฐกิจหรืออัตราการเติบโตของ GDP ได้กลายเป็นกระแสหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจตามเพื่อให้ประเทศยากจนมีความทันสมัยอย่างประเทศตะวันตก มีการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เป็นพิเศษ ในช่วงแรกนั้นนักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่มากนักที่เห็นต้นทุนของการเติบโตทางเศรษฐกิจและมิได้มองถึงความสำคัญทางด้านสังคมที่ไม่สามารถวัดเป็นตัวเงินได้โดยง่าย

เรือเหาะเคยทันสมัยมากในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สองด้วยการใช้ก๊าซไฮโดรเจน
ต่อมาก๊าซไฮโดรเจนไม่เป็นที่นิยมเท่าฮีเลียมและเรือเหาะที่อาศัยก๊าซก็ตกยุค
ปัจจุบันก๊าซไฮโดรเจนกำลังจะเป็นพลังงานแห่งอนาคต
ประสบการณ์ทำให้ยอมรับว่าการเติบโตทางรายได้ที่เกิดขึ้นอาจขาดการพัฒนา (Growth without development) นักเศรษฐศาสตร์ที่มีความรู้ทางด้านการพัฒนาถือว่าการพัฒนานั้นต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างที่เป็นผลดีในระยะยาวด้วย มิใช่เพียงเฉพาะอัตราการเติบโตของรายได้เท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างดังกล่าวก็เช่นการลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้และทรัพย์สิน การลดจำนวนผู้ที่ยากจน การที่ประชากรอ่านออกเขียนได้และมีการศึกษามากขึ้น การที่ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางสาธารณสุข ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดี ฯลฯ
นานนับทศวรรษทีเดียวที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปจึงจะเริ่มเห็นมิติด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ควรครอบคลุมไว้ด้วย ไม่ถึงกับถือว่าความทันสมัยเป็นสิ่งเดียวกับการพัฒนา
ลัทธิคุ้มครองสิ่งแวดล้อมเป็นแนวคิดทางสังคมแนวหนึ่งที่ยอมรับผลเสียของบริโภคนิยมและมีอิทธิพลมากขึ้นในปัจจุบัน ในประเทศร่ำรวยมีการตระหนักถึงข้อจำกัดของโลกในการผลิตและบริโภคสินค้าบางประเภทกันมาก เช่น สินค้าที่ทำให้บรรยากาศของโลกร้อนขึ้น
ศาสตราจารย์ Kenneth E. Boulding เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้นครูที่ยอมรับความสำคัญของระบบนิเวศ สังคมและจริยธรรม ท่านเคยเปรียบโลกเสมือนยานอวกาศเมื่อถึงจุดหนึ่งเชื้อเพลิงย่อมร่อยหรอและทำให้การเดินทางของยานอวกาศนั้นสิ้นสุดลง
เทคโนโลยีอาจถูกมองว่าสามารถช่วยบรรเทาต้นทุนของระบบการผลิตแบบทุนนิยมได้บ้าง แต่ในระยะยาวก็ไม่ชัดเจนนักว่าจะเป็นทางออกได้จริง ถ้าหากมนุษย์ยังมุ่งแสวงหาการบริโภคและความทันสมัยของมันซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีด้วย
ในโลกปัจจุบันความทันสมัยจึงยังเป็นกระแสหลัก โดยให้ความสำคัญแก่ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กระทบโลกและการเติบโตทางวัตถุมากขึ้น แนวคิดที่ต้องการอนุรักษ์สภาพเศรษฐกิจและสังคมในอดีตยังมีอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ประชากรรุ่นเก่า
ผู้สูงวัยมักมีความอนุรักษ์ เพราะต้องการเห็นความลงตัวอย่างในอดีต ประชากรเหล่านี้ถือว่าเคยเห็นความทันสมัยที่ได้ผ่านกาลเวลาไปแล้วและไม่ตื่นเต้นนักกับความทันสมัยใหม่ที่มาเยือน
ผู้เยาว์มักตื่นเต้นของสิ่งใหม่ที่เพิ่งเข้ามาและยังไม่ผ่านไป ความต้องการสิ่งใหม่มักทำให้ต้องการหลุดออกจากกรอบดั้งเดิมที่ไม่ลงตัวสำหรับวิถีชีวิตของตน จำนวนมากเห็นการเติบใหญ่ของความทันสมัยและการโรยราของความโบราณเป็นสัจธรรม ยังไม่เห็นการจากไปของสิ่งใหม่และการกลับมาเติบโตใหม่ของสิ่งเก่า
การแยกส่วนของความโบราณและความทันสมัยออกจากกันมากเกินไปอาจทำให้มองโลกเพียงด้านเดียว เมื่อเห็นว่าความทันสมัยสนองความต้องการส่วนตนได้ดีก็เรียกร้องเพียงสิ่งนั้นจากสังคมรอบข้าง ผู้ยึดติดความดั้งเดิมอาจตัดสินการดำเนินชีวิตของผู้อื่นโดยมิได้ตระหนักถึงสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว บุคคลมักมียถากรรมเป็นเพื่อนและตัดสินใจไปตามกิเลสของตน
ในทางเศรษฐศาสตร์ซึ่งเป็นศาสตร์ของฝ่ายวัตถุนิยมมีหลักคิดว่าสิ่งเก่าและสิ่งใหม่ต่างมีผลประโยชน์และต้นทุน ถ้าสิ่งใหม่ให้โอกาสของผลตอบแทนที่สูงกว่าก็อาจมีความเสี่ยงที่สูงกว่าตามไปด้วย บุคคลจึงต้องตัดสินใจตามความเหมาะสมแก่ข้อจำกัดทางการเงินและโอกาสที่เป็นทางเลือกของตนเอง การมองไปในทางใดทางหนึ่งมักเป็นกระแสของโลกธุรกิจที่มุ่งแย่งชิงโอกาสที่เป็นไปได้
ความทันสมัยเป็นช่องทางที่เปิดกว้างให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคได้เห็นและเลือกใช้ นักเศรษฐศาสตร์จึงตอบรับความทันสมัย แต่ก็ยอมรับว่าความทันสมัยอาจเป็นการปรับปรุงให้สิ่งที่มีมาในตลาดนั้นมีคุณภาพสูงขึ้นหรือต่ำลงก็ได้ ปัจเจกชนที่มีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์จะเลือกให้เหมาะกับตน ไม่ว่าจะในฐานะของผู้ผลิตหรือผู้บริโภคก็ตาม
แม้ว่าสิ่งใหม่และสิ่งเก่าอาจให้ความรู้สึกของการทดแทนกันมากกว่าที่จะเสริมกัน จึงมักมีการสอนให้เลือกระหว่างสิ่งใหม่และสิ่งเก่า แต่ทั้งสองสิ่งนี้ก็มิได้แตกต่างกันในการตัดสินใจเลือกอย่างที่เข้าใจกัน สิ่งใหม่มีความเป็นสิ่งเก่าในขณะที่สิ่งเก่าก็มีความเป็นสิ่งใหม่
การเกิดสิ่งใหม่เป็นธรรมชาติที่ดำเนินควบคู่กับการจากไปของสิ่งเก่า เพราะเป็นกฎธรรมชาติของความไม่คงตัวในสรรพสิ่งหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี กล่าวว่า สิ่งเติบโตขึ้นนั้นแท้จริงแล้วมีความเสื่อมร่วมอยู่ด้วย
พระพุทธศาสนาให้ความเข้าใจธรรมชาติและชี้แนะมิให้ติดยึด การเปลี่ยนแปลงทางสังคมควรเป็นไปโดยสันติและไม่มีการประทุษร้ายต่อกันความเป็นอนิจจังของสังคมเป็นความเป็นจริงและไม่มีสิ่งใดที่ควรแก่การยึดติด
ทั้งสองสิ่งดูเหมือนแตกต่างกันแต่ก็เพียงในรูปขั้นหยาบ มิได้แตกต่างกันอย่างแท้จริง บุคคลจะเสพหรือยึดถืออย่างไรก็หลีกพ้นจากความเป็นอนิจจังไปไม่ได้
สำหรับสังคมของมนุษย์ ความโบราณและความทันสมัยเป็นสภาวะที่ดำเนินไปตามวัฏจักร เกิดขึ้นและดับไป รวมทั้งมีการหมุนเวียนอย่างไม่สิ้นสุดไปตามเงื่อนไขต่างๆ ที่กีดขวางความต้องการของมนุษย์
ค่าของมันจึงมิได้แตกต่างกันอย่างแท้จริง
หลวงปู่อุทัย สิริธโร เคยชี้ถึงความเหมือนกันระหว่างความโบราณและความทันสมัย บุคคลไม่ควรเห็นความเก่าแก่เป็นสิ่งที่ควรตำหนิดูแคลน เลือดเนื้อของบุคคลย่อมมาจากเลือดเนื้อเก่าที่บุพการีมีไว้ให้ สลัดอย่างไรก็ไม่หมด หรือแยกออกอย่างไรก็ไม่ได้
เงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไปอาจกดดันให้คนรุ่นใหม่ต้องการกรอบใหม่และวิถีชีวิตแบบใหม่ ความต้องการนั้นย่อมมีอุปสรรคเป็นธรรมดา ความโบราณก็มีคุณค่าที่ควรศึกษาและนำมาใช้ตามควร ความทันสมัยบางทีก็นำผู้คนไปสู่ความหายนะและการทำลาย
ความตายมาจากความเกิด ความทันสมัยก็มาจากความโบราณและก้าวสู่ความโบราณอยู่เสมอ ต่างเชื่อมโยงประสานกันและไม่มีสิ่งใดที่เหนือกว่าหรือทิ้งห่างจากกัน การเกิดขึ้นมิใช่เพื่อทดแทนสิ่งที่กำลังเสื่อมไป ทั้งหมดเป็นสภาวะของวัฏจักรเดียวกัน ต่างเกิดขึ้นแล้วเสื่อมไปทั้งคู่
ความทันสมัยและความโบราณต่างไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้นหรือน่าเบื่อหน่ายกว่ากัน ไม่มีอะไรที่น่ายื้อยุดหรือเร่งตามหาให้เป็นของตน ความจีรังนั้นไม่มี
ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์

