งานหนังสือรอบเดือนเมษาฯ หรือชื่อเป็นทางการว่า “งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ” กลับมาอีกครั้งหลังจากห่างหายไปร่วม 2 ปี เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยความร่วมมือกันระหว่างสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) กับการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่สถานีกลางบางซื่อ
สถานีกลางบางซื่อเป็นสถานีรถไฟแห่งอนาคตที่จะรวมระบบการเดินทางทางรางทุกรูปแบบไว้ จึงประสานเข้ากับแนวคิดที่ว่าทั้งรถไฟและหนังสือล้วนเป็นพาหนะในการเดินทางไปสู่จุดหมายในอนาคตเช่นกัน
การอ่านหนังสือนั้นเป็นพาหนะไปสู่จุดหมายและอนาคตได้อย่างไร คงต้องกล่าวย้อนไปว่า “การเขียน” และ “การอ่าน” นี้เองที่ทำให้อารยธรรมของมนุษยชาติเผ่าพันธุ์โฮโมเซเปี้ยนส์ของเรานั้นกลายเป็นผู้ชนะในบั้นปลาย เป็นสายพันธุ์ที่ได้ครอบครองโลก ส่วนสำคัญที่สุดคือเพราะเผ่าพันธุ์เราสามารถถ่ายทอดความรู้ ความคิด และประสบการณ์ของคนรุ่นก่อนไปยังคนรุ่นต่อไปได้เรื่อยๆ ผ่านการเขียนและการอ่าน โดยในการถ่ายทอดนั้นก็จะมีความรู้ ความคิด และประสบการณ์ของคนแต่ละรุ่นต่อยอดงอกงามเติมเข้าไปด้วย
ความรู้ที่ว่านี้อาจจะเป็นความรู้ทั้งแบบตรงไปตรงมาเพื่อการแก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิต (เช่น หากเจ็บป่วยด้วยอาการเช่นนี้ให้หาใบไม้ชนิดนั้นกับรากไม้ชนิดโน้นมาต้มดื่มวันละสามครั้ง) หรือการส่งต่อจินตนาการ ประสบการณ์ ความรู้สึกผ่านทางเรื่องแต่งเรื่องเล่าในรูปของนิทาน วรรณกรรม หรือนวนิยาย ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นเครื่องให้ความบันเทิงทางจินตนาการเท่านั้น แต่เรื่องเล่า หรือเรื่องแต่งเหล่านั้นก็ยังเป็นพาหนะที่นำเอาค่านิยม จริยธรรม และศีลธรรม รวมถึงความคิดอุดมการณ์ถ่ายทอดต่อไปยังคนรุ่นต่อไปด้วยอย่างแนบเนียน
หากเราพิจารณาความคึกคักของ “แวดวงหนังสือ” ในงานสัปดาห์หนังสือ และวงการหนังสือของไทยในช่วงสองสามปีหลังนี้ ก็ยังปรากฏภาพที่สะท้อนถึงวัตถุประสงค์ของการอ่านอันเป็นพื้นฐานของมนุษย์ทั้งสองประการได้อย่างชัดเจนหนังสือกลุ่มแรกที่ครองตลาดในช่วงเวลาที่กล่าวไป คือหนังสือแนว “พัฒนาตัวเอง” หรือที่ต่างประเทศเรียกว่าแนว Self-help ที่อาจถูกเรียกด้วยสำนวนแดกดันว่า “หนังสือสอนรวย”
หนังสือกลุ่มนี้มีสำนักพิมพ์ WE LEARN เป็นเจ้าตลาดและได้รับความนิยมมาเป็นเวลาช้านาน ประจวบกับกระแสการทำงานแบบคนรุ่นใหม่ที่มุ่งเน้นไปในทางการพัฒนาเสริมสร้างผลิตผล (Productivity) และความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ทั้งปรากฏว่าในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาก็มีสำนักพิมพ์ที่จัดพิมพ์เน้นหนังสือแนวนี้เพิ่มขึ้นมาอีกสามถึงสี่สำนักพิมพ์ และในกลุ่มนี้ก็เป็นสำนักพิมพ์ใหญ่ระดับต้นของวงการที่เห็นช่องทางตั้งสำนักพิมพ์ลูกขึ้นมาโดยเฉพาะด้วย
เราอาจแบ่งหนังสือแนวพัฒนาตัวเองนี้ออกได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ แนวที่ใช้ในการปรับสร้างกรอบคิด ให้แรงบันดาลใจ หรือเสริมกำลังใจเพื่อปลดล็อกบางสิ่งที่ขัดขวางศักยภาพสูงสุดเพื่อให้เดินหน้าไปสู่ความสำเร็จได้เต็มกำลัง กับแนวที่เป็นวิธีการพัฒนาตัวเอง หรือการทำงานแบบเป็นรูปธรรม ทั้งเทคนิควิธีการทำงาน หรือการลงทุนอย่างตรงไปตรงมา หรือการปรับพฤติกรรมวิธีการทำงาน หรือการใช้ชีวิตให้สามารถทำตามแผนไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้
ทั้งนี้ ไม่ว่าใครจะแดกดันคนที่ชอบอ่านหนังสือแนวนี้ว่าอ่านมาเป็นตั้งไม่เห็นชีวิตจะพัฒนาขึ้น หรือเป็นเพียงการขายฝันสอนรวยเพื่อความร่ำรวยของทั้งผู้เขียนและสำนักพิมพ์ แต่ความเติบโตของวงการหนังสือแนวนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความต้องการของผู้คนโดยเฉพาะคนในวัยทำงานนั้น ต้องการ “บทบาท” ในแง่นี้จากหนังสือ นั่นคือเครื่องมือให้ความรู้และประสบการณ์ที่จะนำมาแก้ปัญหาของตัวเองได้แบบตรงไปตรงมา
หนังสืออีกกลุ่มที่ได้รับเสียงฮือฮาอย่างมากในเสาร์อาทิตย์แรกตั้งแต่เริ่มเปิดงาน คือหนังสือแนวนิยายกึ่งการ์ตูน หนังสือนิยายอ่านง่าย หรือไลต์โนเวล (Light novel) ซึ่งเป็นงานที่อยู่กึ่งกลางระหว่างการ์ตูนที่เป็นการดำเนินเรื่องด้วยภาพกับนวนิยายที่เล่าเรื่องผ่านตัวอักษร ไลต์โนเวลเน้นการดำเนินเรื่องด้วยบทสนทนาและการบรรยายที่เน้นให้คนเข้าใจเพื่อให้เกิดภาพจินตนาการในหัวที่ชัดเจนเหมือนอ่านการ์ตูน โดยก็จะมีภาพตัวละคร หรือฉากต่างๆ คั่นประกอบไว้ในบทต่างๆ ประกอบจินตนาการด้วย
ก่อนหน้านี้ใครที่เป็นนักอ่านนักเขียน หรือผู้ติดตามวงการหนังสือคงทราบว่า หนังสือแนวเรื่องแต่งที่
ขายดิบขายดีไม่มีแผ่วคือหนังสือแนวความรักระหว่างชาย ที่รุ่นเก่าหน่อยอาจเรียกว่า “นิยาย Y” แต่ถ้าสมัยนี้นิยมเรียกว่า “นิยายแนว Boy Love” แต่เหมือนปีนี้จะเป็นปีที่ไลต์โนเวลนั้นผงาดขึ้นมาเต็มที่ โดย
สำนักพิมพ์ที่เป็นเหมือนเรือธงของวงการคือ สำนักพิมพ์ “รักพิมพ์” (LuckPim) ที่หลายคนที่ได้ไปงานหนังสือในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาคงได้ประจักษ์ต่อสายตาถึงนักอ่านที่ต่อคิวกันยาวเหยียดทบกันไปทบกันมาตั้งแต่เช้าจนถึงตอนงานเลิก เพื่อรอซื้อหนังสือของสำนักพิมพ์นี้ระดับเยื้อแย่งกัน
การเติบโตของวงการไลต์โนเวลนี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรดูเบา เพราะแม้แต่นักเขียนวรรณกรรมระดับรางวัลซีไรต์ คือ จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท ก็ยังเขียนไลต์โนเวลเรื่อง “วรรณกรรมที่แท้จริงน่ะ ต้องใช้คอมพิวเตอร์เขียนเท่านั้นไม่รู้เหรอ” (ด้วยนามปากกา ร.เรือในมหาสมุท) ซึ่งหนังสือดังกล่าวก็ได้เข้ารอบชิงรางวัลซีไรต์ประเภทนวนิยายในปี 2564 เช่นกัน หรือนักเขียนแนววรรณกรรมและสารคดีประวัติศาสตร์ชื่อดังอย่าง ภาณุ ตรัยเวช ก็มีผลงานไลต์โนเวลชุด Aesthetica : สาวใช้กับปริศนาคดีศิลป์ ซึ่งในปีนี้ออกเล่มที่ 3 ซึ่งเป็นเล่มจบแล้วกับพะโล้สำนักพิมพ์
ทั้งนี้ วรรณกรรมอีกประเภทหนึ่งที่เติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ แม้อาจจะไม่หวือหวา คืองานเขียนที่กล่าวเล่านำเสนอถึงความสัมพันธ์ของปัจเจก วรรณกรรมที่ไม่ได้พูดถึงประวัติศาสตร์ความทรงจำท้องถิ่น หรือมายาคติเรื่องเล่าอะไรใหญ่โต นอกจากเพียงนำเสนอเรื่องราวความรู้สึกและความสัมพันธ์ของผู้คนในยุคสมัยที่มีความซับซ้อนแต่ไม่ลึกลับ เช่น กลุ่มเรื่องสั้นหรือนวนิยายขนาดสั้นเล่มเล็กๆ อ่านง่ายของสำนักพิมพ์อย่าง “เม่นวรรณกรรม” ซึ่งเหมือนเป็นผู้บุกเบิก หรืออย่าง P.S. ที่สำนักพิมพ์หลังถูกมองว่าเป็นวรรณกรรม
ผู้หญิง (แต่จริงๆ นักเขียนผู้ชายเขาก็มี) ที่นำเสนอความสัมพันธ์ของคนในปัจจุบันไม่ได้ตรงไปตายตัว
เรียบง่ายเช่นนิยายรักยุคก่อนที่เริ่มต้นชอบพอคบหาดูใจ จบด้วยการแต่งงาน หรืออยู่ด้วยกันไป
ชั่วกัลปาวสาน (หรือถ้าไม่จบเช่นนั้นก็จะเป็นนิยายรักโศกกันไป) หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ทางกายทางใจ
แต่ไม่อาจนิยามได้เช่นวรรณกรรมร่วมสมัยก่อนหน้า
หากความสัมพันธ์ “หนังสือแบบ PS” นั้นเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียกยิ่งไปกว่านั้น เช่น เราอาจจะไปดื่มเหล้าจนเกือบเช้ากับใครสักคนที่ได้เจอกันในร้านเหล้าหรืองานแสดงศิลปะ จากนั้นก็เดินเล่นไปบนตรอกถนนของมหานครจนฟ้าสว่าง จูบกันบนดาดฟ้าอาคารเก่าสักแห่ง จากนั้นก็ละลายเลือนไปจากชีวิตกันและกันเหลือไว้เพียงความทรงจำ งานเขียนที่บอกเล่าความสัมพันธ์เช่นนั้นโดยแสดงความรู้สึกได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ก็ทำให้ผู้คนที่มีประสบการณ์ร่วมนั้นได้เข้าใจว่าที่ตัวเองมีและเป็นนั้นมิได้แปลก และความสัมพันธ์ของคู่อื่นคนอื่นที่เราอาจจะไม่เคยคุ้นก็เช่นกัน
สุดท้ายที่อยากกล่าวถึงคือหนังสือที่เป็นการนำงานเขียนทางวิชาการ หรือการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการมาปรับให้อยู่ในรูปแบบของหนังสือที่คนทั่วไปสามารถอ่านและทำความเข้าใจได้ง่าย หนังสือแนวนี้ของต่างประเทศที่เป็นเหมือนหนังสือที่มีทุกบ้าน (แต่อ่านหรือเปล่าอีกเรื่องหนึ่ง) คือ เซเปียนส์ ประวัติย่อมนุษยชาติ (Sapiens : a brief history of humankind) ของศาสตราจารย์ ยูวัล โนอาห์ แฮร์รารี (Yuval Noah Harar) ที่แม้ว่าจะออกมานานกว่าสี่ปีแล้ว แต่จากข้อมูลของมิตรสหายก็แจ้งให้ทราบว่าในงานสัปดาห์หนังสือนี้เพียงวันครึ่งก็ทำยอดขายรวมกันได้เกือบหนึ่งหมื่นเล่ม จึงนับได้ว่าหนังสือเล่มนี้เป็นตัวแทนที่ดีของหนังสือแนววิชาการสำหรับคนทั่วไปที่กำลังได้รับความนิยมในช่วงสองสามปีหลัง
โดยเฉพาะในประเทศไทย จากวิกฤตการณ์ทางการเมืองในช่วงสามปีที่ผ่านมาทำให้หลายสิ่งหลายอย่างในประเทศ ในสังคมและวัฒนธรรม ถูกตั้งคำถามและแสวงหาคำตอบ งานศึกษาวิจัยของนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่อธิบายคำถามเหล่านั้นได้จึงถูกนำมาดัดแปลงให้อยู่ในรูปของหนังสือวิชาการสำหรับคนทั่วไปที่ว่านี้ หลายเล่มกลายเป็นหนังสือขายดีระดับปรากฏการณ์ เช่น “ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี : การเมืองไทยภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา 2491-2500” ของ ดร.ณัฐพล
ใจจริง และที่เป็นที่กล่าวถึงไม่แพ้กันคือ “กว่าจะครองอำนาจนำ : การคลี่คลายขยายตัวของเครือข่ายในหลวงภายใต้ปฏิสัมพันธ์ชนชั้นนำไทย ทศวรรษ 2490-2530” ของ ดร.อาสา คำภา ทั้งสองเล่มนี้จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน
สำหรับสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ถ้าใครติดตามงานหนังสือนี้มาระยะยาวสิบปีขึ้นไป คงจะรู้สึก “ทึ่ง” กับการเติบโตของสำนักพิมพ์นี้ จากที่เคยเป็นบูธเล็กๆ ขนาดหนึ่งห้อง ซึ่งปกติถ้าไม่เงียบเหงาก็อาจจะมีมิตรสหายประเภท “คอเดียวกัน” แวะไปเยี่ยมเยือนพูดคุยบ้างสลับกับสันติบาลที่มาตรวจตรารบกวนอยู่เป็นระยะๆ บูธสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันเป็นเช่นนี้อยู่นับสิบปีที่เราได้เห็นในงานสัปดาห์หนังสือ จนกระทั่งงานหนังสือสองครั้งล่าสุด บูธสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันขยายพื้นที่ใหญ่โตกว้างขวางเด่นสง่าเช่นเดียวกับสำนักพิมพ์กระแสหลัก สมกับที่หนังสือได้รับความสนใจจากสาธารณชนและคนรุ่นใหม่ และยอดขายที่น่าพอใจไม่แพ้หนังสือแนวเดียวกันของต่างประเทศ ในยุคสมัยที่ผู้คนกระหายใคร่รู้ว่าทั้งหลายทั้งปวงที่ได้เห็นในปัจจุบันนี้มีพัฒนาการมาอย่างไร
ทั้งนี้ อยากขอแนะนำหนังสืออีกเล่มหนึ่งซึ่งเป็นหนังสือแนวนี้เล่มใหม่สุดจากสำนักพิมพ์มติชน คือ “ภูมิปัญญาปฏิวัติฝรั่งเศส” ซึ่งเป็นการนำเอาข้อเขียนจากคอลัมน์ของ ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล ที่เคยตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์มารวมเล่มเป็นครั้งแรก หนังสือเล่มนี้จะพาเราไปสำรวจว่า การปฏิวัติฝรั่งเศสซึ่งเป็นที่มาของการนำเอาข้อความคิดทางวิชาการว่าด้วย “อำนาจสูงสุดของแผ่นดิน” หรือ “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ” มาทำให้เป็นรูปธรรมในการปกครองบ้านเมือง มีผลิตผลเป็นรัฐธรรมนูญแบบสมัยใหม่ที่เป็นลายลักษณ์อักษรฉบับแรกของโลกนั้นมีกำเนิด พัฒนาการ และข้อถกเถียงอย่างไร มากไปกว่าการระลึกเพียงแค่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองและเอาอดีตกษัตริย์มาบั่นเศียรด้วยกิโยตินเพียงเท่านั้น
ทั้งหมดที่กล่าวนี้คือความคึกคักของวงการหนังสือไทยที่แสดงออกผ่านความสนใจของผู้คนที่ยังนิยมอ่านหนังสือ จากการสังเกตจากอันดับหนังสือขายดีช่วงที่ผ่านมา และในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 50 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 20 ที่จัดอยู่ในขณะนี้ จนถึงวันพุธหน้า 6 เมษายน

