เดินหน้าชน : รบ.ยังพอมีเวลา

30.03.22 | 13:55 น.

ดูเหมือนผลสำรวจความเห็นประชาชนจากนิด้าโพล ระบุว่าคะแนนนิยม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ต่ำกว่า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.)

รวมทั้งคะแนนนิยมพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ถูกพรรคเพื่อไทย (พท.) และ(ก.ก.)ทิ้งห่าง

สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมของรัฐบาลอยู่ในช่วงขาลงอย่างชัดเจน

สอดคล้องกับผลสำรวจจากสวนดุสิตโพลระบุว่า ประชาชนส่วนใหญ่หนักใจกับวิกฤตของแพง

ก่อนหน้านี้ในที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2565 พล.อ.ประยุทธ์ถึงกับเอ่ยปากอย่างอารมณ์เสีย กรณีมีนักวิชาการออกมาเสนอแนะและเขียนโจมตีรัฐบาลเรื่องการบริหารจัดการน้ำว่า

Advertisement

“ลองไปดูสิว่าเรื่องไหนที่เขาพูดแล้วเรายังไม่ได้ทำตรงไหนเราทำหมดแล้ว แต่ทำไมสิ่งที่เราทำมันไม่ถึงประชาชนหรืออย่างไร ทำไมประชาชนถึงไม่รับรู้ เราทำอะไรไปคนก็หาว่าโง่”

นอกจากนี้ นายกฯยังแนะนำบรรดารัฐมนตรีว่า ใครรับผิดชอบเรื่องอะไรก็แถลงเรื่องนั้น ให้รู้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลทำอะไรไปบ้าง เพราะประชาชนไม่ค่อยรู้ว่าเราทำอะไรไป อยากให้ช่วยๆ กัน เพราะเรามีเวลาอีกปีกว่าๆ อยากทำให้สำเร็จ ไปหารือกันมา

“อยากให้ประชาสัมพันธ์ผลงานที่ทำกันมา ไหนๆ เราก็จะอยู่กันอีกปี ต้องทำให้เข้มแข็ง ผมไม่เข้าใจว่ามีไหมที่พวกเราไม่ได้ทำ หลายเรื่องที่ทำไปแล้วเขาก็ไม่รู้” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

สิ่งที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า บิ๊กตู่พยายามทำอย่างเต็มที่ และรัฐมนตรีหลายคนก็พยายามทำอย่างเต็มที่เช่นกัน แต่ปัญหาอาจเกิดจาก “อ่อนพีอาร์”

ที่สำคัญปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ “ไม่ง่าย” จะใช้วิธีการทำงานแบบปกติทั่วไป เหมือนที่เคยทำมา คงไม่ได้ผล เพราะหลายปัญหาถาโถมเข้ามา เป็น “วิกฤตซ้อนวิกฤต” จากสถานการณ์โควิดมาเจอสงครามยูเครน-รัสเซีย

ปัญหาเรื่องปากท้องกำลังเข้ามา “ขย่ม” เสถียรภาพรัฐบาลบิ๊กตู่อย่างรุนแรง จึงสะท้อนออกมาทางโพลของแต่ละสำนัก

และเชื่อว่านับจากนี้ไปสถานการณ์ของรัฐบาลจะยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก หากไม่เร่งลงมือแก้ปัญหาอย่างจริงจังและชัดเจน ก่อนถึงการเลือกตั้งครั้งใหม่ จะเป็นปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า ก็แล้วแต่ รัฐบาลคงโดนถล่ม “เละ” กว่านี้

เพราะดูจากสถานการณ์แล้ว เศรษฐกิจไทยคงไม่สามารถกลับมาฟื้นตัวได้ง่ายๆ

เหมือนกับความเห็นของ นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันการวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย หรือ(ทีดีอาร์ไอ) ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยปี 2565 ไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากภาคการท่องเที่ยว รายได้สำคัญหายไป คาดว่าปี 2565 นี้จะยังไม่สามารถฟื้นตัวได้

อาจต้องรอถึงปี 2566 จึงจะกลับตัวขึ้นไปได้อีกครั้ง คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2565 จะเติบโตในกรอบ 3-4% ภายใต้กลจักรหลักขับเคลื่อนคือ ภาคส่งออก หัวจักรสำคัญของไทย เพราะทิศทางการส่งออกมีแนวโน้มเติบโตตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

แต่ นายนณริฏยังคงกังวลว่า ยังมีปัจจัยความเสี่ยงคือ ภาครัฐมีความสามารถอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจน้อยลงมาก ปี 2563 กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ปี 2564 กู้อีก 5 แสนล้านบาท แต่ปี 2565 มองว่าอาจไม่สามารถมีเม็ดเงินใช้ได้แบบนี้อีก

หากเข้าไปดูงบประมาณของภาครัฐในส่วนต่างๆ พบว่ากรอบงบประมาณนอกจากจะไม่ได้เพิ่มขึ้นแล้ว ยังลดลง 5.6% ด้วย ทำให้ปี 2565 อาจเป็นปีที่ภาคเอกชนและประชาชนต้องดิ้นรนสู้ด้วยตัวเองมากพอสมควร

ซ้ำยังมีความเสี่ยงพิเศษเพิ่มเข้ามาคือ สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน กระทบต่อตลาดนักท่องเที่ยวสำคัญของไทย กระทบราคาพลังงานปรับสูงขึ้นมาก

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามความเสี่ยงของการระบาดโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ยังไม่จบลงง่ายๆ

สิ่งสำคัญคือรัฐบาล จะต้องเร่งหารายได้เข้ามา ระดมความเห็นทุกภาคส่วน แก้ปัญหาปากท้องประชาชนให้ได้โดยเร็ว

จะใช้วิธีการทำงานแบบเดิมๆ แล้วมาบอกว่าพยายามทำเต็มที่แล้ว ชาวบ้านร้านรวงคงไม่เข้าใจ

เอาง่ายๆ ยกตัวอย่างเรื่องวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ทุกวันนี้บรรดารัฐมนตรีหรือแม้แต่นายกฯเอง เคยลงไปเยี่ยมเยียนสารทุกข์สุกดิบชาวบ้านกันบ้างหรือไม่

อย่ามาอ้างโควิด เพราะเมื่อก่อนก็ลงพื้นที่ดูแลประชาชนน้อยมาก หรือว่าติดมาจากระบบราชการ

และถึงแม้จะมีโควิด แต่มีวิธีลงไปสัมผัสรับรู้ความเดือดร้อนของประชาชนอีกมากมาย แต่ทำไมไม่ทำ

ไหนๆ ก็มาถึงโค้งสุดท้าย รบ.นี้แล้ว ส่วนบิ๊กตู่จะไปต่อ หรือพอแค่นี้ เป็นอีกเรื่อง

แต่ตอนนี้ ยังพอมีเวลาพิสูจน์ให้เห็นว่า รัฐบาลจะไม่ปล่อยให้ภาคเอกชนและประชาชนต้องดิ้นรนสู้ด้วยตัวเอง

และที่สำคัญจะพิสูจน์ให้เห็นว่า “นายกฯไม่ได้โง่” เหมือนที่ถูกกล่าวหา

สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา