ประเด็นสำคัญประการหนึ่งที่มีการหยิบยกขึ้นมาในการถกแถลงเรื่องของสงครามรัสเซีย-ยูเครนคือ ปัญหาความสูญเสียของนายทหารระดับสูงของกองทัพรัสเซียในสนามรบที่ยูเครน จนมีข้อสังเกตว่า นายทหารระดับสูงจากยศระดับพันเอก/นาวาเอกจนถึงระดับนายพลนั้น มีอัตราการเสียชีวิตจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น อย่างที่เราแทบไม่เคยเห็นมาก่อน หรืออาจกล่าวในมุมของกองทัพรัสเซียได้ว่า เป็นอัตราการสูญเสียนายทหารระดับสูงที่มากที่สุดนับจากยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา
ทางฝ่ายยูเครนถึงกับยืนยันข่าวในสื่อเปิดว่า ทหารยูเครนสามารถสังหารนายพลรัสเซียได้ถึง 7 นายในสนามรบ ไม่ว่าจะด้วยการใช้พลซุ่มยิง การรบในระยะประชิด และการวางระเบิด
หากนำอัตราการสูญเสียของระดับนายพล รวมกับระดับผู้บังคับบัญชาที่เป็นพันเอกและนาวาเอกที่มีจำนวนถึง 15 นายด้วยแล้ว ยิ่งต้องถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ เพราะอัตราการสูญเสียของนายทหารระดับดังกล่าวในช่วงหนึ่งเดือนแรกของสงครามนั้น ต้องถือว่ามากกว่าสงครามที่รัสเซียเข้าไปรบในสงครามกลางเมืองในซีเรีย หรือมากกว่าในช่วง 9 ปีของสงครามเชชเนีย และมากกว่าปฎิบัติการทางทหารในจอร์เจียในช่วงต้นของยุคหลังสงครามเย็น หรือมากกว่าสงครามที่กองทัพรัสเซียเข้าไปรบในอัฟกานิสถานในช่วงสงครามเย็น
นอกจากนี้ มีรายงานของทางฝ่ายตะวันตกอีกส่วนว่า กองทัพรัสเซียสูญเสียกำลังพลเป็นจำนวนระหว่าง 7,000 ถึง 15,000 นายในสงครามยูเครน ในขณะที่กระทรวงกลาโหมรัสเซีย ยืนยันตัวเลขว่า มีความสูญเสียเพียง 1,351 นาย แต่รัฐบาลรัสเซียยอมรับถึงการสูญเสียของนายทหารระดับนายพลเพียง 1 นายเท่านั้น
ความสูญเสียของนายทหารระดับสูงเช่นนี้เป็นภาพสะท้อนที่สำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้นภายในกองทัพรัสเซีย เพราะจะตอบง่ายๆ ไม่ได้ว่า นายทหารระดับนี้ที่เสียชีวิตเป็นเพราะพวกเขาโชคร้าย และเขาไปอยู่ในจุดที่เป็นเป้าหมายพอดี จึงทำให้ถูกสังหาร
อย่างไรก็ตาม การสังหารนายทหารระดับสูงหรือการเอาชีวิตของผู้บังคับบัญชาของฝ่ายตรงข้ามเป็นเป้าหมายหลักของการสังหารไม่ใช่เรื่องที่แปลกใหม่ในการสงคราม ซึ่งในทางยุทธวิธีแล้ว นายทหารระดับนี้เป็นเป้าหมายโดยตรงเสมอ เพราะหากย้อนกลับไปสู่สงครามในยุคเก่าแล้ว การสังหารผู้บังคับบัญชาของฝ่ายข้าศึกอาจมีผลต่อชัยชนะในสนามรบได้ทันที และการเสียชีวิตของนายทหารระดับนี้ยังมีผลทางด้านจิตวิทยาโดยตรงต่อ “ขวัญกำลังใจ” ของกำลังพลอีกด้วย
ผลกระทบอย่างสำคัญของการสูญเสียนายทหารระดับนี้ยังส่งผลให้เกิดความ “รวนเร” ในการจัดกระบวนทัพ อันส่งผลอย่างสำคัญต่อการเคลื่อนกำลังรบ หรือในการสงครามสมัยใหม่คือ มีผลอย่างมากต่อ “การควบคุมและการบังคับบัญชา” ของทหารหน่วยนั้น
หนึ่งในตัวอย่างของการซุ่มยิงนายทหารฝ่ายตรงข้าม ได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่อง “Enemy at the Gates: The Battle for Stalingrad” (อยากจะขอแปลตามชื่อว่า “ข้าศึกที่หน้าประตูบ้าน: การรบที่สตาลินกราด”) อันเป็นประวัติของพลแม่นปืนในกองทัพสหภาพโซเวียต ที่สามารถสังหารนายทหารเยอรมันได้มากถึง 149 นายในสงครามที่สตาลินกราด ซึ่งเป็นสงครามที่กองทัพนาซีบุกเข้าไปในโซเวียตในช่วงกันยายน 1942 ถึงกุมภาพันธ์ 1943
การรบที่สตาลินกราดมีลักษณะเป็น “สงครามเมือง” และเป็นการรบในระยะประชิดที่ก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างมากกับกำลังพลของคู่ขัดแย้งสองฝ่าย และเป็นสนามรบที่สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของพลซุ่มยิงทั้งสองฝ่ายในการล่าสังหารนายทหารฝ่ายตรงข้าม และภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวอาจจะเป็นหนึ่งในคำอธิบายถึงการสูญเสียบรรดานายทหารระดับผู้บังคับบัญชาของกองทัพรัสเซียในสงครามยูเครนปัจจุบันได้ด้วย
คำถามที่สำคัญในทางทหารคือ ทำไมนายทหารระดับนี้ต้องเข้าไปอยู่ในแนวหน้าของสนามรบ หรือจะถือเอาตัวแบบของนายพลวาซีลี ชุยคอฟ ในการรบที่สตาลินกราดเป็นแนวทาง ในครั้งนั้น กองบัญชาการของเขาตั้งอยู่ในพื้นที่ที่อยู่ห่างจากแนวหน้าของกองทัพนาซีไม่ถึง 200 เมตร ซึ่งต้องถือว่าผิดหลักการทางทหารเป็นอย่างยิ่ง และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับการสงครามในโลกสมัยใหม่ แม้จะจะผิดหลักยุทธวิธีทางทหาร แต่การอยู่ในแนวรบเช่นนี้ ทำให้เขา “ได้ใจ” ทหารโซเวียตอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเช่นนี้อาจเกิดจากปัญหาของระบบการควบคุม การบังคับบัญชา และการสื่อสารระหว่างผู้บังคับบัญชากับหน่วยในสนาม อันทำให้นายทหารระดับนี้จึงต้องลงมามีบทบาทเองโดยตรง ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเป็นระบบของกองทัพแดงที่ต้องการการควบคุมอย่างเข้มงวดทั้งทางการเมืองและการทหาร หากเปรียบเทียบกับกองทัพของฝ่ายตะวันตกแล้ว นายทหารระดับนี้จะไม่เข้ามาใกล้แนวรบมากเกินไป เพราะจะตกเป็นเป้าหมายของการสังหารได้ง่าย แต่แนวคิดของกองทัพรัสเซียอาจแตกต่างออกไป
ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว นายทหารระดับสูงจึงต้องมาแสดงตัวในสนามรบเพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับกำลังพล แต่ในอีกด้านก็มีการตีความว่า ที่ต้องมาแสดงตัวก็เพื่อเป็นการ “สร้างความยำเกรง” ที่จะไม่ทำให้กำลังพลที่เกิดความกลัว หลบหนีออกไปจากพื้นที่การรบ (คล้ายกับการรบที่สตาลินกราด) โดยเฉพาะกำลังพลในส่วนที่เป็นทหารเกณฑ์ เนื่องจากพวกเขาถูกเกณฑ์เข้ารับการฝึกทหาร และไม่เคยมีประสบการณ์การรบมาก่อน ในอีกด้านหนึ่งของปัญหาคือ ความสูญเสียของกำลังพลส่วนนี้มักจะมีผลอย่างมากกับครอบครัวที่อยู่ในแนวหลัง จนอาจกลายเป็นผลกระทบทางการเมืองกับรัฐบาลด้วย ไม่ว่าจะเป็นตัวอย่างของกองทัพสหรัฐในยุคสงครามเวียดนาม หรือกองทัพโซเวียตในยุคสงครามอัฟกานิสถาน ล้วนต้องเผชิญกับปัญหาเช่นนี้มาแล้ว
ความสำเร็จของการสังหารนายทหารในระดับนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของงานข่าวกรองของฝ่ายยูเครนที่สามารถติดตามความเคลื่อนไหวทางทหารของฝ่ายรัสเซียได้อย่างมาก อีกทั้ง การเสียชีวิตของนายทหารดังกล่าวยังเป็นปัจจัยที่ช่วยหน่วงเหนี่ยวเวลาของการรุกทางทหารของรัสเซียได้อีกด้วย ซึ่งประมาณการว่าอาจสามารถดึงเวลาของหน่วยทหารรัสเซียได้ 3-4-5 วัน ก่อนที่ผู้บังคับบัญชาคนใหม่จะเข้ามารับหน้าที่แทน
ฉะนั้น หากเปรียบเทียบกับภาพยนตร์แล้ว วันนี้ “ข้าศึกที่หน้าประตูบ้าน” ของยูเครนไม่ใช่กองทัพนาซี แต่เป็นกองทัพรัสเซียต่างหาก… วันนี้ พลแม่นปืนยังคงทำหน้าที่ล่าสังหารเหมือนการรบที่สตาลินกราดในอดีต แต่ครั้งนี้เป้าหมายกลับเป็นนายพลรัสเซีย… วันนี้ ยูเครนกำลังกลายเป็น “ทุ่งสังหารนายพล” อย่างน่าตกใจ พร้อมกับพาชีวิตของชาวยูเครนจำนวนมากสูญเสียไปกับสงครามของประธานาธิบดีปูตินในครั้งนี้ด้วย!

