หน้าแรก คอลัมนิสต์ การอบรมบ่มหัว...

การอบรมบ่มหัวใจในโรงเรียน

3.04.22 | 13:40 น.

เมื่อผมเริ่มสอนหนังสือ มหาวิทยาลัยช่วยพาอาจารย์ใหม่ไปอบรมเรื่องการเรียนการสอน ผมไม่รู้เรื่องการสอน เคยเป็นแต่นักเรียน ในการอบรมครั้งนั้น วิทยากรเน้นว่าครูต้องเน้นเรื่องการเรียนของนิสิต ไม่ใช่จะเอาแต่ “สอน” ตามหลักสูตร ตามตำรา นิสิตเรียนรู้เรื่องก็ดีไป ไม่รู้เรื่องก็ให้ครูช่วยติว หรือให้ไปติวกันเอง อย่างไรก็ดี เมื่อบอกให้มุ่งเรื่องการเรียนเป็นสำคัญ วิทยากรก็มาอบรมเรื่องสื่อการสอนอยู่ดี จำได้ว่า เมื่อใช้เครื่องฉายโพ้นศีรษะ เขาสอนว่าต้องเขียนอักษรตัวใหญ่ ๆ ลงในแผ่นใส ขนาดที่ว่านิสิตที่อยู่หลังห้องจะต้องมองเห็นและอ่านได้สบาย ๆ เวลาบรรยายก็ต้องให้คนทุกคนในห้องได้ยินชัดเจนเช่นกัน ผมก็เอาความรู้ที่ได้นี้มาหากินโดยตลอด แม้จะเปลี่ยนจากการเขียนแผ่นใสมาเป็นเพาเวอร์พอยต์แบบเรียบง่ายแล้วก็ตาม กระนั้น ผมยอมรับว่าติดตามเทคนิคดิจิทัลไม่ทัน คือไม่รู้วิธีนำเสนอข้อมูลแบบใหม่ ๆ เช่น ใช้อินโฟกราฟฟิก ใช้รูปที่เคลื่อนไหว หรือการทำสื่อแบบที่มีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบ (interactive)

วิทยากรที่อบรมอาจารย์ใหม่ยังบอกอีกว่า การเรียนการสอนนั้นมีสามมิติคือ ความรู้ (knowledge K) ทัศนคติ (Attitude A) และ ทักษะ (skill S) ให้พวกเราจำอักษรย่อ KAS ให้จงดี เอาเข้าจริง ๆ ผมขอสารภาพว่าทำได้ไม่เต็มที่ตามที่วิทยากรบอก เรื่อง K นั้น ผมตีความว่าหมายถึงเนื้อหาหรือ content เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วงเลย เนื้อหาที่สอนนั้นส่วนใหญ่เกินพอ เพราะเราเน้นกันแต่เรื่องนี้ สอนก็เพื่อให้แน่ใจว่านิสิตเข้าใจเนื้อหาพอที่จะอ่านโจทย์แล้วทำข้อสอบได้ เป้าหมายคือให้นิสิตได้เกรด F น้อยคนที่สุด

ในเรื่องทักษะ เมื่อเทียบกับตอนที่ได้เล่าเรียนมา ผมรู้สึกว่ามหาวิทยาลัยไทยให้ความสำคัญแก่เรื่องนี้น้อยไป บรรยาย 1 ชั่วโมงคิดเป็น 1 หน่วยกิต ทำการทดลองในห้องปฏิบัติการ 3 ชั่วโมงคิดเป็น 1 หน่วยกิต เป็นต้น ในการทดลองนิสิตทำกันเป็นทีม ๆ ละ 3 คน ซึ่งบางคนจะดูเพื่อนทำมากกว่าจะทำเอง คงไม่ได้ทักษะอะไรมากนอกจากทักษะการเอาตัวรอด เอาเถอะ นิสิตที่เรียนกับผมมีวุฒิภาวะทางปัญญา (IQ) ดีมาก เรียนอะไรก็เรียนไว เกือบทุกคนจบไปก็ประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน บางคนใช้วิชาความรู้ที่เรียนมาทางวิชาช่าง บางคนมุ่งไปทางด้านวิชาการ แต่ส่วนมากจะเอาดีด้านการบริหารธุรกิจ/รัฐวิสาหกิจ น้อยคนนักที่จะเอาจริงเอาจังกับกิจกรรมเพื่อสังคม คงเป็นเพราะมหาวิทยาลัยไม่ใช่สถานที่บ่มเพาะให้มีทัศนคติ (A) เพื่อสังคม หรือไม่บ่มเพาะด้านจิตใจให้ทำเพื่อตนเองและผู้อื่นสักเท่าไร

ผมมาถึงวัยชรา มีเวลาว่างมากขึ้น เลยสนใจเข้ารับการอบรม กลับไปถูกอบรมเสียบ้างคล้ายกับที่เคยถูกอบรมการเป็นครูสมัยที่เป็นอาจารย์ใหม่ ผมได้เข้าอบรมกับครูวิกตอเรีย สุบีรานา (Victoria Subirana) โดยครั้งแรกเข้าอบรมเรื่องการเตรียมตัวตาย ครั้งที่สองเรื่องพันธกิจแห่งชีวิต ครั้งที่สามเรื่อง “การเสริมสร้างให้จิตมีพลัง” การอบรมครั้งแรกเรื่องความตายนั้นสอดคล้องกับทุกวัย โดยเฉพาะวัยใกล้ฝั่ง สองครั้งหลังนี้เป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ของครูวิคตอเรียเอง และเหมาะกับผู้สนใจการบ่มเพาะใจให้แก่นักเรียน วิคตอเรียเคยเป็นครูสอนเด็กยากจนในเมืองกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาลมากว่า 30 ปี อีกทั้งได้สอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการตั้งพันธกิจแห่งชีวิตไว้ว่า เธอจะจากสเปนที่เป็นบ้านเกิดไปตั้งโรงเรียนในเนปาล แล้วเธอได้มุ่งมั่นทำจนสำเร็จ การอบรม “เรื่องการฝึกจิตให้มีพลัง” นั้น มาจากการประสบการณ์การเรียนการสอนของเธอเอง เริ่มตั้งแต่ชั้นอนุบาล พอไปถึงชั้นมัธยม เธอภูมิใจที่วุฒิภาวะทางอารมณ์ (emotional quotient หรือ EQ) ของนักเรียนเท่ากับหรือดีกว่าของผู้ใหญ่ด้วยซ้ำไป (เธอมาคุยให้ฟังในระหว่างอบรม) ในการอบรม 2 วัน ครูจัดกิจกรรมให้ทำ 6 กิจกรรม (ไม่ใช่ฟังการบรรยาย) แต่จะขอเล่าสู่กันฟังในที่นี้เพียง 2 กิจกรรมดังต่อไปนี้

กิจกรรม “รวมกันเพื่อการเติบโต”

Advertisement

กิจกรรมนี้มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Ensemble for Evolution (ซึ่งผมคิดเองว่า ในภาษาร่วมสมัย อักษรย่อน่าจะเป็น E4E) วัตถุประสงค์คือให้แต่ละคนคิดถึงเป้าหมายและสร้างแรงปรารถนาที่จะบรรลุเป้าหมายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เป้าหมายนั้นอาจเรียบง่าย ทำได้ภายในวันเดียวหรือในไม่กี่วัน หรือเป็นเป้าหมายระยะยาวก็ได้

กิจกรรมเริ่มจากการนั่งด้วยกันบนพื้นเป็นวงกลม ให้กระดูกสันหลังตั้งตรง ไม่ไล่ตามความคิด ทำเพียงดูลมหายใจเข้า ดูลมหายใจออก จิตผ่อนคลายไม่วอกแวก เมื่อนั่งภาวนาเช่นนี้ได้สัก 5 นาที ก็ให้แต่ละคนคิดเป้าหมายของตนใน 3 ระดับ เป้าหมายระดับแรกเป็นในระดับการพัฒนาตนเอง เมื่อคิดเป้าหมายได้แล้ว ให้พูดซ้ำ ๆ กับตัวเองในใจว่า “จากวันนี้ ฉันตัดสินใจว่า … (กล่าวถึงเป้าหมายในการพัฒนาตนเองตามที่ตั้งใจไว้)” กล่าวประโยคนี้ซ้ำ ๆ จนขึ้นใจ

เมื่อกล่าวทวนเป้าหมายแรกจนชัดเจนในใจแล้ว ให้เปลี่ยนไปคิดถึงเป้าหมายในระดับครอบครัว คิดถึงสิ่งที่ตนเองต้องการพัฒนาในความสัมพันธ์กับพ่อแม่ กับสามีหรือภรรยา กับพี่น้อง กับญาติคนอื่น ๆ เสนอเป้าหมายที่สามารถทำเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกได้ เมื่อคิดได้แล้ว ให้พูดซ้ำ ๆ กับตัวเองในใจว่า “จากวันนี้ ฉันตัดสินใจว่า … (กล่าวถึงเป้าหมายในการพัฒนาความสัมพันธ์ในครอบครัวตามที่ตั้งใจไว้)” กล่าวประโยคนี้ซ้ำ ๆ จนขึ้นใจ

เมื่อกล่าวทวนเป้าหมายที่สองจนชัดเจนในใจแล้ว ให้เปลี่ยนไปคิดถึงเป้าหมายในระดับสังคม คิดถึงสิ่งที่ตนเองจะทำในระดับชุมชน โรงเรียน ที่ทำงาน เมือง ประเทศ หรือโลก เพื่อให้ตนเองและผู้อื่นมีความสุขมากขึ้น เป้าหมายในเชิงบวกคล้ายเป็นแผนรูปธรรมและปฏิบัติได้ (ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร) เมื่อคิดได้แล้ว ให้พูดซ้ำ ๆ กับตัวเองในใจว่า “จากวันนี้ ฉันตัดสินใจว่า … (กล่าวถึงเป้าหมายที่ต้องการพัฒนาในระดับสังคมตามที่ตั้งใจไว้)” กล่าวประโยคนี้ซ้ำ ๆ จนขึ้นใจ

เมื่อได้ทบทวนประโยค “จากวันนี้ ฉันตัดสินใจว่า …” ครบทั้ง 3 เป้าหมาย ให้จินตนาการถึงภาพที่แจ่มชัดว่าเราได้บรรลุเป้าหมายนั้น ๆ ภายในวันที่กำหนด หรือทำได้ในระยะยาวโดยมีการตั้งเป้าหมายในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง จินตนาการว่าการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ทำให้จิตของเราสดชื่นขึ้นอย่างไร ถึงตอนนี้ให้นำการตระหบักรู้กลับมาสู่การหายใจ เข้า – ออก จินตนาการถึงห้องที่นั่งอยู่ เห็นตัวเองนั่งอยู่บนพื้นอย่างมีความสุข

หลังจากจบกิจกรรมในความเงียบ ถึงเวลาที่บางคนจะแบ่งปันเป้าหมายที่ตั้งไว้โดยสมัครใจ ตัวอย่างเช่น “จากวันนี้ ฉันตัดสินใจให้เวลาออกกำลังกายวันละ 30 นาที เพื่อสุขภาพทางกายและทางใจ” “จากวันนี้ ฉันตัดสินใจให้เวลาแก่ครอบครัวโดยเฉพาะในวันเสาร์และอาทิตย์อย่างเต็มใจ” “จากวันนี้ ฉันตัดสินใจจัดการอบรมให้นักเรียนเห็นคุณค่าของการกล่าวคำขอโทษและขอบคุณ”

หลังการแลกเปลี่ยน เป็นเวลาที่บางคนกล่าวคำขอโทษสำหรับความผิดพลาดที่ได้กระทำไป ช่วงเวลาสุดท้ายบางคนอาจกล่าวคำขอบคุณคนที่ทำเรื่องดี ๆ ให้แก่เรา การฝึกจิตให้ปลดปล่อยความรู้สึกผิดโดยการขอโทษ และให้รับรู้สิ่งดี ๆ ที่ได้รับจากคนอื่นอยู่เสมอนั้น จะช่วยให้จิตมีพลังในการทำสิ่งยาก ๆ ให้บรรลุผลดังที่ตั้งใจไว้

กิจกรรมถ้อยคำอันเงียบงัน (The Silent Words)

ความเงียบจะช่วยให้สิ่งที่คั่งค้างในจิตใต้สำนึกได้มีโอกาสผุดขึ้นมาสู่จิตสำนึก ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องในทางลบ จึงเป็นโอกาสที่จิตสำนึกจะแปลงเปลี่ยนสิ่งที่คั่งค้างนั้นไปในทางบวก กิจกรรมนี้เริ่มจากการแบ่งผู้เข้าร่วมออกเป็น 8 กลุ่ม แต่ละกลุ่มได้รับหัวข้อ 1 ใน 8 หัวข้อต่อไปนี้ไปพิจารณา 1) คุณลักษณะส่วนบุคคล 2) ความสัมพันธ์ในครอบครัว 3) ความสูญเสียและความเจ็บปวด 4) ความสำเร็จ 5) ความสัมพันธ์ 6) การนับถือตัวเอง 7) การเติบโตในหน้าที่การงาน 8) สุขภาพและการพัฒนาร่างกาย

สำหรับแต่ละหัวข้อ ครูวิคตอเรียได้เตรียมประโยคที่กระชับ 5 ประโยค เพื่อเป็นตัวอย่างของการแสดงความมุ่งมั่นเชิงบวก ผู้เข้าอบรมทั้งหมดนั่งเป็นวงกลม ตัวแทนของกลุ่มอ่านประโยคตัวอย่างที่ตรงกับหัวข้อของกลุ่มดัง ๆ เพื่อให้ทุกคนทำความเข้าใจแต่ละหัวข้อร่วมกัน จากนั้นแต่ละกลุ่มแยกกันไปไตร่ตรองในกลุ่ม รอการผุดขึ้นของสิ่งที่คั่งค้างแล้วคิดประโยคเชิงบวกที่เป็นวัตถุประสงค์ของการแปลงเปลี่ยนตนเอง จากนั้น สมาชิกในกลุ่มช่วยกันขัดเกลาประโยคที่สมาชิกเขียนขึ้นเป็นร่าง เพื่อให้กระชับ เป็นในเชิงบวกและผู้เขียนนำไปปฏิบัติได้ รวม 5 ประโยคต่อกลุ่ม แล้วเขียนลงในกระดาษแผ่นเล็ก ๆ เพื่อไปนำเสนอในกลุ่มใหญ่

บังเอิญผมอยู่ในกลุ่มที่ได้รับหัวข้อ “คุณลักษณะส่วนบุคคล” ประโยคที่กลุ่มเขียนในกระดาษแผ่นเล็ก ๆ มีดังนี้ 1) ฉันใช้เงินได้สบาย ๆ โดยไม่ตระหนี่ 2) ฉันทำสิ่งที่พึงทำได้ทันที 3) ฉันชื่นชมและยืดหยุ่นกับตัวเองได้แม้ทำผิดพลาด 4) ฉันจัดการกับข้อจำกัดต่าง ๆ ได้โดยไม่หมกมุ่นกับส่วนที่แก้ไม่ได้ 5) ฉันให้ความกรุณาแก่ตัวเองก่อนโดยไม่ละเลยผู้อื่น

ผู้เข้าร่วมทั้งหมดกลับมานั่งเป็นวงกลม แต่ละกลุ่มอ่านประโยคของตน แล้วมานำกระดาษแผ่นเล็กที่เขียนไว้มาติดที่บอร์ด โดยจำแนกว่าเป็นเรื่องระดับบุคคล ระดับครอบครัว หรือระดับสังคม จากนั้นก็เปิดการพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน โดยขัดเกลาประโยคที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นเพื่อประโยชน์ในการนำไปปฏิบัติ อันที่จริง ผู้เข้าร่วมที่เขียนประโยคใดก็คงรับผิดชอบนำประโยคนั้นไปเป็นวัตถุประสงค์ในการทำงานด้านจิตใจของตนต่อไป

ผมเข้าใจว่าพุทธศาสนาสอนไม่ให้เราหมกมุ่นกับตัวเอง หากควรหมั่นมองจิตของเรา พบตะกอนเชิงลบก็ควรหาทางดัดนิสัยหรือสร้างนิสัยใหม่ โดยเตือนตัวเราเป็นประจำแล้วสังเกตผล ที่สำคัญคือ ให้มองพ้นไปจากตัวเราด้วย เริ่มจากผู้ที่อยู่ใกล้ตัวคือครอบครัว แล้วจึงแผ่ความใส่ใจให้กว้างออกไป ถ้าเป็นนักเรียนก็ให้นึกถึงกิจกรรมที่จะทำเพื่อโรงเรียน เพื่อชุมชน แต่สำหรับผู้ใหญ่ให้มองไปที่ประเทศและมนุษยชาติด้วย มองว่าทุกสิ่งอย่างต่างพึ่งพาอาศัยกัน ขอบคุณครูวิคตอเรียที่เตือนสติพวกเราในเรื่องเหล่านี้ เราจึงควรพยายามเจริญสติตามที่ครูบอกให้มากยิ่งขึ้น

สุดท้าย ขอยกข้อเขียนขององค์ทะไลลามะในหนังสือเรื่อง “ข้ามพ้นศาสนา : จริยธรรมเพื่อคนทั้งโลก” (แปลโดยนัยนา นาควัชระ) มาเป็นเชิงการสรุปบทความ ดังนี้

“จุดมุ่งหมายของการบ่มเพาะจิต … ก็เพื่อที่เราจะได้ทำตัวทำใจให้สงบขึ้น มีความกรุณามากขึ้น และเป็นมนุษย์ที่รู้จักแยกแยะมากขึ้น แต่นอกเหนือจากนี้ การบ่มเพาะจิตยังมีวัตถุประสงค์อื่น ๆ ต่อชีวิตประจำวันของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราปฏิบัติก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ จิตของเราก็จะเริ่มมั่นคงมากขึ้น และเราจะไม่ตกใจง่ายหรือโศกเศร้าง่าย ฉะนี้เอง การปฏิบัติจะช่วยป้องกันเราจากความเครียด ซึ่งเป็นผลจากการที่เราจริงจังกับชีวิตที่ขึ้น ๆ ลง ๆ มากเกินไป…

ข้าพเจ้าหวังและปรารถนาว่า สักวันหนึ่งการศึกษาในระบบจะให้ความสำคัญแก่สิ่งที่ข้าพเจ้าเรียกว่า “การอบรมบ่มหัวใจ” ในขณะที่เราเข้าใจว่าความเชี่ยวชา

ในวิชาพื้นฐานเป็นเรื่องจำเป็น ข้าพเจ้าหวังใจว่าสักวันหนึ่งเราจะตระหนักเช่นกัน ว่าหลักสูตรในโรงเรียนจะต้องเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้เรื่องคุณธรรมภายในใจ เช่น ความรัก ความกรุณา ความยุติธรรม และการให้อภัย ซึ่งเป็นคุณธรรมที่เราจะขาดเสียไม่ได้”

โคทม อารียา