บางส่วนของความเข้าใจ เรื่อง ‘นโยบายเมือง’ : พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

ในช่วงเวลาที่เสียงปี่เสียงกลองในเรื่องการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) กำลังเริ่มต้นอย่างน่าติดตาม หลายท่านอาจจะเริ่มสนใจเรื่องของ “นโยบาย” ของทั้งผู้ว่าฯกทม.และ ส.ก.เพิ่มขึ้นบ้างก็พยายามหาคำอธิบายว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการเลือกตั้งที่มีหลักใหญ่ใจความในเรื่องของนโยบาย ความเชื่อมโยงกับพรรค อุดมการณ์ หรือว่าด้วยเรื่องอารมณ์

สิ่งที่อยากจะขอนำเสนอก็คือ เวลาที่พูดกันเรื่อง “นโยบาย” ของผู้สมัครนั้น สิ่งที่ผู้สมัครนำเสนอนั้นเป็นนโยบายเมืองหรือไม่? (urban policy) และเราจะพิจารณาเรื่องนี้ด้วยหลักวิชาอะไรได้บ้าง?

เรื่องที่ควรทำความเข้าใจร่วมกันก่อนก็คือ นโยบายเมือง นั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่เข้าใจตรงกันเสมอไปในหมู่นักวิชาการ และนโยบายเมืองนั้นเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับพัฒนาการเรื่องของเมืองในแต่ละสังคมด้วย ทั้งในแง่ของพัฒนาการการเกิดเมือง และพัฒนาการของการก่อตัวของนโยบายที่เกี่ยวกับเมืองนั้นๆ

คำอธิบายที่กล่าวไปแล้วเรื่องนโยบายเมืองนั้นยังมีเรื่องที่สำคัญเพิ่มขึ้นจากคำอธิบายที่เหมือนกับตำรานโยบายเมืองทั่วไปและข้อมูลว่าด้วยเรื่องของนโยบายและปัญหาที่ว่าด้วยเรื่องเมืองเหล่านั้น หากเราจะทำความเข้าใจอย่างจริงจังถึงบทบาทของเมืองต่อการพัฒนาประเทศ และบทบาทเมืองต่อการพัฒนาของระบบทุนนิยม/ระบบเสรีนิยม

ในส่วนการทำความเข้าใจพื้นฐานที่ว่าด้วยเรื่องนโยบายเมืองนั้น อาจจะกล่าวได้ว่าไม่มีความเห็นพ้องต้องกันมากนักทั้งในเรื่องของตัวปัญหาของเมือง และเรื่องของความไม่เห็นพ้องต้องกันของตัวนโยบายเอง (คือนโยบายที่ออกมาไม่ได้สัมพันธ์กันอย่างดี)

ผมจะอภิปรายเรื่องนโยบายเมืองโดยยกเอางานของ Jang Wang. 2018. Urban Policy. In Farazmand, A. 2018. ed. Global Encyclopedia of Pub;ic Administration, Public Policy, and Governance. Springer.) มาเป็นตัวอย่างเพื่อชี้ให้เห็นที่ความพยายามในการให้คำจำกัดความเรื่องของนโยบายเมือง ประเด็นท้าทาย แนวโน้ม และตัวอย่างพัฒนาการที่สำคัญโดยเฉพาะในกรณีของสหรัฐอเมริกา

เรามักจะคิดกันว่านโยบายเมือง ก็คือ นโยบายที่มีไว้แก้ “ปัญหาในเมือง” นั้น สรุปให้ดูสวยหรูก็คือ หมายถึงนโยบายหรือกลุ่มของนโยบายที่มุ่งหมายเพื่อส่งอิทธิพลต่อการพัฒนาพื้นที่เมืองและชีวิตในเมือง นโยบายเหล่านั้นอาจจะกระจัดกระจาย และมีความหลากหลายในการปฏิบัติ เรื่องจากความต้องการของสังคมนั้นก็มีความละเอียดอ่อนเปราะบาง รวมทั้งสถาบันทางการเมืองในเมืองนั้นก็เปราะบาง (Wang)

หมายถึงว่าเมื่อจะเข้าใจว่านโยบายเมืองคืออะไร ก็ต้องเข้าใจว่าเมืองคืออะไร และโดยพื้นฐานทางนโยบายนั้นก็จะต้องไปดูคำจำกัดความทางการบริหารเมือง เช่น ในกรณีของสหรัฐนั้นหมายถึงพื้นที่ที่มีประชากรไม่ต่ำกว่าห้าหมื่นคน มีศูนย์กลางที่หนาแน่น หรือหมายถึงตามความเข้าใจที่เข้าใจกันว่าหมายถึงพื้นที่ที่มีการกระจุกตัวของความหนาแน่น และมีการใช้พื้นที่แยกเป็นที่พักอาศัย การค้า และกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่ที่พักอาศัยซึ่งเป็นเรื่องของการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างสังคมกับเศรษฐกิจ และว่ากันว่าประชากรนั้นอยู่ในเขตเมืองเพิ่มขึ้นทั้งในอเมริกาและในโลกใบนี้ (ในขณะที่ประเทศไทยนั้นไม่ได้ระบุตายตัวว่าเมืองนั้นมีประชากรเท่าไหร่ เพราะการจัดตั้งเทศบาลตำบลนั้นไม่ได้ระบุไว้ชัด แต่ถ้ามีประชากรเกินหนึ่งหมื่นคน มีรายได้พอเลี้ยงตัว หมายถึงให้บริการพื้นฐานกับประชาชนได้ หรือเป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัด ก็จัดว่าเป็นเทศบาลเมือง ซึ่งอนุมานว่าหมายถึงพื้นที่เมือง

อีกมุมหนึ่งเรามักจะมองง่ายๆ ว่านโยบายเมืองก็คือนโยบายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับเมือง ก็คือ เทศบาล และ กทม. คือดูว่ากฎหมายบอกให้ทำ ไม่ต้องคิดมากกว่านั้นท่องภารกิจที่ระบุไว้ในกฎหมายได้ก็พอ)

ในทางประวัติศาสตร์นั้นอาจจะมีเมืองที่ถูกสร้างขึ้นตามนโยบาย อาทิ เมืองใหม่ แต่โดยทั่วไปมักจะพบว่านโยบายเมืองมักจะไล่ตาม หรือเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองการพัฒนาและปัญหาที่เกิดขึ้น และในการวิเคราะห์เรื่องนโยบายเมืองนั้น บางทีก็แยกยากว่าอะไรคือนโยบายเมือง และอะไรคือนโยบายที่มีขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเมือง หรือส่งผลกระทบต่อเมือง แต่นโยบายเหล่านั้นไม่ถูกเรียกว่านโยบายเมือง เช่น นโยบายการศึกษา นโยบายที่อยู่อาศัย นโยบายการคมนาคม อาจจะไม่ถูกเรียกว่าเป็นนโยบายเมือง แต่มีขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเมือง หรืออาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาเมืองเพิ่มขึ้นก็ได้ อาทิ การมีนโยบายที่อยู่อาศัยที่เคร่งครัดเกินไปในมาตรฐานการสร้างบ้านและใช้พื้นที่ในเมือง ก็อาจจะทำให้คนไม่มีปัญญาอยู่ในเมือง และอาจเกิดการอยู่ในพื้นที่แออัด และอาจจะเกี่ยวข้องกับปัญหาอาชญากรรมมากขึ้น

หรือพูดอีกอย่างในแง่ของหลักวิชาก็คือ การแบ่งแยกระหว่างนโยบายเชิงพื้นที่ เช่น เมือง ชนบท จังหวัด เมืองหลวง กับในแง่ของ “พื้นที่ของนโยบาย” (policy area or sector) อาทิ นโยบายการศึกษา นโยบายความปลอดภัย ฯลฯ ซึ่งความซับซ้อนนี้ทำให้เราเริ่มเห็นว่านโยบายเมืองนั้นอาจเป็นทั้งนโยบายเชิงพื้นที่ และอาจจะมองว่าเป็นนโยบายในแบบ sector ก็ได้ คือเป็นได้ทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน ถ้าเชื่อว่าการแก้ปัญหาเมืองและกำหนดนโยบายเมืองนั้นไม่ใช่การแก้ปัญหาพื้นที่แล้วจบ แต่หมายถึงเป็นการมองว่าเมืองนั้นเป็นเงื่อนไขที่จะทำให้แก้ปัญหาอื่นๆ สำเร็จในส่วนต่อไป (เช่น การมีอคติเมือง urban bias ในการกำหนดนโยบายและนำไปปฏิบัติ หมายความว่า เมื่อทรัพยากรมีน้อยก็จะกระจุกทรัพยากรในการสร้างและแก้ปัญหาเมืองก่อนแล้วเชื่อว่าผลจากการพัฒนาเมืองก่อนพื้นที่อื่นจะทำให้ความเจริญค่อยๆ กระจายไปสู่ส่วนอื่นเอง)

ในตำราว่าด้วยนโยบายเมือง Ward (2018) ชี้ว่า เนื้อหา ขอบเขตและคำจำกัดความของนโยบายเมืองแตกต่างกันไปตามพัฒนาการของแต่ละที่ สำนักหนึ่งก็อ้างว่าจุดกำเนิดของสิ่งที่เรียกว่า “นโยบายเมือง” ก็คือการที่ประธานาธิบดีจอห์นสันของสหรัฐอเมริกา ซึ่งครองอำนาจอยู่ในช่วง ค.ศ.1963-1969 ประกาศนโยบาย “สงครามกับความยากจน” และให้คำมั่นสัญญาที่จะสร้างสังคมที่ยิ่งใหญ่ (Great Society) นี่คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาที่รัฐบาลกลางตัดสินใจสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่มุ่งหมายต่อการพัฒนาและแก้ปัญหาพื้นที่เมือง

จากนั้นมาก็มีอีกตัวอย่างหนึ่งก็คือกรณีประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ (1977-1981) ที่เสนอโครงการสร้างความร่วมมือใหม่เพื่อรักษาไว้ซึ่งชุมชนของชาวอเมริกัน ซึ่งหมายถึงการมีเป้าหมายอยู่ที่ชุมชนในเมืองที่ต้องการความช่วยเหลือทางด้านการเงินและการสร้างงาน ว่ากันว่าคาร์เตอร์นับเป็นประธานาธิบดีที่ทุ่มเทกับนโยบายเหล่านี้มากจนถูกเรียกว่าเป็นประธานาธิบดีที่สร้างนโยบายเมืองที่เป็นระบบที่สุด ท่ามกลางลักษณะการปกป้องพื้นที่ของตัวเองของบรรดาสมาชิกสภา (และรัฐบาลมลรัฐและรัฐบาลท้องถิ่น)

เขียนมาถึงตรงนี้ผู้อ่านอาจจะงงบ้าง แต่จะสรุปให้ฟังตรงนี้ว่า เวลาที่พูดเรื่องนโยบายเมือง ในต่างประเทศอาจจะมีความเจาะจงสักหน่อย ไม่ใช่เรื่องผังเมือง หรือการแก้ปัญหา “ทุกๆ เรื่องในเมือง” หรือเรื่องต่างๆ ในเมืองรายวันของตัวรัฐบาลเมือง

แต่หมายถึงนโยบายที่มุ่งหมายที่จะเข้ามาจัดการเมืองอย่างเป็นระบบ อาจจะหมายถึงการยกระดับในบางเรื่อง แต่โดยรวมแล้ว จากการรวบรวมศึกษามา Ward พบว่ามีความคล้ายคลึงประการหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นประเทศตะวันตก เช่น อังกฤษ และอเมริกา จีน แอฟริกา และเอเชียใต้ นั่นก็คือการแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในเมือง หรืออาจจะเฉพาะเจาะจงไปยังพื้นที่เสื่อมโทรมในเมือง หรือที่หนาแน่นแบบสลัม เพียงแต่ว่านโยบายเมืองของประเทศไหนนั้นจะมีความเป็นระบบ สอดคล้องต้องกันมากน้อยอย่างไร (coherent) และบางครั้งเมืองเองอาจจะไม่สามารถแก้ปัญหาของตัวเองได้ ต้องอาศัยอำนาจที่ใหญ่กว่าเมืองคืออำนาจระดับชาติในการเข้ามาช่วย

เรื่องเหล่านี้จึงไม่ง่ายที่จะบอกว่าถ้าทุกท้องที่นั้นจัดการตนเองได้แล้วจะจบ แต่ในขณะเดียวบางเรื่องอย่างบ้านเราคนนอกพื้นที่เองกลับพยายามรู้ไปซะทุกเรื่องจนท้องที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย

อีกประการหนึ่งที่สำคัญในการพิจารณาเรื่องนโยบายเมืองนั้น ก็คือแทนที่จะเปรียบเทียบว่าที่ต่างประเทศนั้นเขาทำถูกแล้ว และบ้านเราไม่ได้สนอกสนใจเรื่องความยากจนและความเหลื่อมล้ำในเมืองอย่างเป็นระบบ สิ่งที่ควรพิจารณาก็คือในแต่ละพื้นที่นั้นปัญหาเมืองถูกมองอย่างไรทั้งจากรัฐบาลระดับชาติ และรัฐบาลในระดับท้องถิ่นนั้นๆ เอง อาทิ การถามว่าในบ้านเรานั้นนโยบายเรื่องเมืองของเราคืออะไร ใครกำหนด แต่ละยุคสมัยเป็นเรื่องอะไรบ้าง หรือมาถึงเรื่อง กทม.เอง ใครเป็นผู้กำหนดปัญหาของ กทม. และมองว่านโยบายเมืองของ กทม.คืออะไร (ส่วนหนึ่งที่สำคัญในกรณีของสหรัฐอเมริกานั้นอาจเป็นไปได้ว่า ความสนใจในเรื่องของการกำหนดนโยบายเมืองอย่างเร่งด่วนและทุ่มเททรัพยากรก็อาจเป็นเรื่องของการจราจรในเมือง และปัญหาความยากจนที่ซ้อนกับปัญหาเรื่องอคติ และการกดขี่เลือกปฏิบัติจากเรื่องของสีผิว)

ยกตัวอย่างง่ายๆ ทำไมเมืองไทยตอนนี้พูดกันแต่เรื่องเมืองอัจฉริยะ เมืองเรียนรู้ หรือพูดแต่เมืองน่าอยู่ แล้วก็ทำคล้ายๆ กันในระดับโครงการแต่ละที่ เรื่องนี้คือปัญหาที่แท้จริงไหม สำคัญกว่าเรื่องความเหลื่อมล้ำไหม สำคัญกว่าเรื่องการเข้าไม่ถึงบริการและทรัพยากรไหม

คิดเรื่องแบบนี้เราจะไม่สนใจว่าจะต้องมีนโยบายเมือง และนโยบายในเมืองกี่ข้อ แต่ต้องมานั่งคิดก่อนว่าหลักใหญ่ใจความของความสัมพันธ์ทางสังคม หรือเศรษฐกิจในเมืองนั้นคืออะไร

นอกจากนี้ นโยบายเมืองยังหมายถึงการตั้งเป้าหมายไปที่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในเมือง ซึ่งอาจจะเกี่ยวเนื่องไปถึงเรื่องของกลุ่มคนที่กระจุกตัวในพื้นที่เหล่านั้นด้วย ซึ่งเรื่องเหล่านี้บ้านเราก็ไม่ค่อยพูดเท่าไหร่ เวลานำเสนอนโยบายในเมืองก็จะพูดเหมารวมราวกับว่าทุกคนในเมืองมีตำแหน่งแห่งที่ที่เท่ากันไปหมด

อีกมิติที่กล่าวไปแล้วในตอนต้นว่าคำว่านโยบายเมือง (ไม่ใช่นโยบาย “ใน” เมือง แบบที่เข้าใจง่ายๆ) หมายถึงนโยบายที่กำหนดในระดับชาติเพื่อมุ่งหลายมาแก้ปัญหาในพื้นที่เมือง ซึ่งเมื่อขยายในรายละเอียดจะพบว่านโยบายเมืองนั้นเป็นเรื่องที่มาจากการทำงานร่วมกันของรัฐบาลกลางกับท้องถิ่น (ซึ่งอาจจะหมายถึงการขัดกันไม่ลงรอยกันก็ได้) และมีเงื่อนไขใหญ่อยู่ที่การมุ่งไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในเมือง (อาทิ การทำให้เกิดแรงจูงใจในการลงทุน และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ) ในด้านหนึ่ง และอีกด้านหนึ่งคือเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจซึ่งมักเป็นเรื่องนโยบายทางสังคมและสวัสดิการ

และในเรื่องทางเศรษฐกิจก็อาจแยกย่อยไปเป็นเรื่องของการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ และเรื่องของการแก้ปัญหาคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ในประเด็นนี้สมัยหนึ่งเคยเชื่อว่าให้เอกชนหรือตลาดทำงานไป อีกสมัยหนึ่งเชื่อว่ารัฐต้องเข้ามาทำทุกอย่าง ขณะที่ในปัจจุบันอาจจะเชื่อว่ายังไงซะตลาดโดยเฉพาะเอกชนก็ยังเป็นพลังหลัก แต่จะต้องมีเครือข่ายการตัดสินใจที่กำกับดูแลตลาดและเอกชนได้ และกำกับรัฐไปในตัว ไม่ให้ใช้อำนาจเกินขอบเขต ซึ่งมันไม่ได้หมายถึงแค่การมีประชาสังคมมาทำงานแทน แต่หมายถึงการพัฒนากลไกเชิงสถาบันที่หลายฝ่ายมาร่วมใช้อำนาจกัน และตรวจสอบซึ่งกันและกันได้ โดยมีข้อตกลงร่วมบางประการ

อธิบายให้ง่ายขึ้นก็คือ นโยบายในเมืองนั้นจะมีแกนสำคัญอยู่ที่เรื่องของการคำนึงถึง

1.มิติทางเศรษฐกิจและมิติทางสังคม

2.มิติด้านพื้นที่และมิติทางด้านประชาชน (คน)

3.มิติด้านความเป็นส่วนรวมหรือสาธารณะ กับมิติของความเป็นส่วนตัว (ปัจเจก) หรือความเป็นเอกชน

เมื่อพิจารณาในแง่นี้จะไม่ทำให้เมืองนั้นเกี่ยวข้องกับนโยบายเป็นรายข้อ แต่มีมิติในการพิจารณาว่าในปัญหาเมืองแต่ละเรื่อง และนโยบายที่อยากจะทำเพื่อแก้ปัญหานั้น คำนึงถึงเรื่องไหนมากกว่ากัน เช่น เรื่องของการสร้างพื้นที่นันทนาการในเมืองเพิ่ม อาจเป็นเรื่องที่คำนึงถึงเรื่องของสังคม “ก่อน” เศรษฐกิจ (และอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจทีหลัง) เป็นเรื่องที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่มากกว่าเรื่องของการเจาะจงไปยังบุคคล และเป็นสิ่งที่รัฐบาลเมืองต้องทำมากกว่าให้ประชาชนหรือเอกชนทำ

ขณะที่เรื่องของการปรับปรุงระบบสินเชื่อเพื่อการซื้อบ้านนั้นเป็นเรื่องที่คำนึงถึงเศรษฐกิจก่อนสังคม เป็นเรื่องที่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปในพื้นที่แต่เป็นเรื่องให้กับประชาชนแต่ละคน และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเอกชนมากกว่าเรื่องที่รัฐจะทำได้เอง

ตัวอย่างดังกล่าวนี้ไม่ได้เป็นเรื่องแบบฝึกหัดทางปัญญา แต่หมายถึงการสามารถกำหนดแผนการนำนโยบายไปปฏิบัติ และการประเมินทั้งความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติ และประเมินผลสำเร็จของนโยบายเหล่านั้นได้ดีขึ้น

สำหรับความท้าทายในเรื่องของการกำหนดนโยบายเมืองนั้นยังมีเรื่องที่สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือเรื่องของตำแหน่งแห่งที่ของเมืองนั้นต่อประเทศและโลก เพราะเมืองแต่ละเมืองนั้นเปรียบเสมือนจักรกลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศและเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลก

แต่ทั้งนี้การจะเป็นจักรกลเศรษฐกิจที่สร้างความมั่งคั่งได้ ก็จะต้องคำนึงไปพร้อมๆ กันในเรื่องของการสร้างความเข้มแข็งของสังคม (social capacity building)

การทำความเข้าใจเรื่องของการพัฒนานโยบายเมืองในวันนี้จึงไม่ใช่เรื่องของการมีองค์กรเดียวที่จะแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง และก็ไม่ใช่ระบบคณะกรรมการที่ต่อโต๊ะประชุมยาวไปเรื่อยๆ แต่หมายถึงการสร้างและแสวงหากลไกและความร่วมมือใหม่ๆ ในรูปแบบเครือข่าย รวมทั้งกล้าที่จะถามว่าใครได้และใครเสียจากนโยบายต่างๆ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าไม่ทำ แต่ต้องคำนึงถึงการหาทางออกในการชดเชย หรือหาฉันทามติร่วมกัน และการเคารพซึ่งสิทธิและศักดิ์ศรีในการอยู่ร่วมกันในเมือง

งานด้านการวิจัยและประเมินนโยบายตามหลักวิชาก็เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่แค่ระดับโครงการ แต่ต้องหมายถึงการสร้างกลไกความร่วมมือกันของหลายฝ่ายในการประเมินนโยบาย ทั้งเพียงในเรื่องของโครงการ หรือทิศทางนโยบาย รวมถึงผลกระทบทางสังคมเศรษฐกิจในระยะยาว

อีกเรื่องหนึ่งที่งานของตะวันตกที่ผมยกมาไม่ได้พูดไว้มากก็คือ เมื่อเขาพูดเรื่องนโยบายเมือง เขาค่อนข้างละเลยเรื่องของมิติทางการเมืองและมิติทางชนชั้นของเรื่องการกำหนดนโยบายทางการเมืองอยู่มาก ส่วนหนึ่งเพราะในประเทศตะวันตกนั้นมีการลงหลักปักฐานของหลักการประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมและการเคารพสิทธิและการมีส่วนร่วมอยู่ในระดับหนึ่งไปแล้ว

หรือแม้จะเป็นประเทศอำนาจนิยมอย่างจีน ก็ต้องไม่ลืมว่ารัฐบาลอาจมีเสถียรภาพ และมีระบบของการสร้างพันธสัญญากับประชาชนผ่านการพัฒนาเมืองเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ และมั่นใจว่าประชาชนจะยินยอมพร้อมใจในการถูกปกครอง และกลุ่มก้อนอำนาจอื่นจะไม่สามารถขึ้นสู่อำนาจได้

ในงานที่อธิบายเรื่องนโยบายเมืองในโลกตะวันตกยังไม่ได้ศึกษาปัญหาของนโยบายเมืองในประเทศของเรามากนัก มิพักต้องกล่าวถึงเรื่องของนโยบายเมืองที่เฉพาะเจาะจงลงมาใน กทม. สิ่งที่ผมนำมาอภิปรายในสัปดาห์นี้ก็เพื่อชี้ว่าคำว่านโยบายเมืองมีความเฉพาะเจาะจงกว่าการพูดถึง นโยบายที่มีการเสนอในเมืองนั้นๆ เรื่องการวางผังเมือง การออกแบบเมือง หรือแม้กระทั่งเรื่องการสร้างเมืองใหม่สักเมือง และมันไม่ได้แทนที่กันได้ทั้งหมด มันมีระบบคิดและประเด็นท้าทาย อีกทั้งมีประวัติศาสตร์ของมันเอง

ก็หวังว่าในฐานะประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือพลเมืองผู้ต้องการการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายจะลองคิดกันสักนิดว่า นโยบายเมืองที่น่าสนใจต่อ กทม.นั้นคืออะไร ก่อนที่จะรู้สึกว่าผู้สมัครแต่ละคนก็พูดอะไรคล้ายๆ กันไปเสียหมด

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon