เดินหน้าชน : ‘ปุ๋ยสั่งตัด’ สู้แพง

5.04.22 | 13:00 น.
แฟ้มภาพ

ปุ๋ยเคมี เป็นสินค้าอีกตัวหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ราคาแพงขึ้น

ด้วยเพราะรัสเซียส่งออกปุ๋ยเคมี เป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากแคนาดา และเมื่อ 3 มีนาคมที่ผ่านมา รัสเซียประกาศห้ามส่งออกปุ๋ยเคมีทั้งหมด ขณะที่ประเทศผู้ผลิตปุ๋ยเคมีอื่นๆ ก็สต๊อกไว้ใช้ในประเทศของตัวเองมากขึ้น ทำให้ราคาปุ๋ยเคมีในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะยูเรีย ราคาพุ่งกว่า 200%เมื่อราคาปุ๋ยแพงขึ้นเกษตรกรไทย จึงต้องได้รับผลกระทบไปเต็มๆ แม้สินค้าเกษตรบางตัวจะมีราคาสูงขึ้น แต่เมื่อปุ๋ยเคมีซึ่งเป็นต้นทุนในการเพาะปลูกมากกว่าร้อยละ 20 มีราคาแพงขึ้น จึงทำให้รายได้ หรือกำไรลดลง

ไม่ต้องพูดถึงสินค้าเกษตรหลายตัวที่ราคาตกต่ำ เมื่อเจอปุ๋ยแพงทำให้ขาดทุนยับเยิน

ประเทศไทยนำเข้าแม่ปุ๋ยเคมีประมาณ 5 ล้านตัน มูลค่าร่วม 5 หมื่นล้านบาท โดยไทยนำเข้าปุ๋ยกว่า 90% และเป็นการนำเข้าแม่ปุ๋ยถึง 55.9% ของการนำเข้าปุ๋ยเคมีทั้งหมด

เมื่อราคาปุ๋ยแพงขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม จึงสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งแก้ปัญหาด่วน

Advertisement

แนวทางที่จะดำเนินการ คือ ขอให้เอกชนตรึงราคา แต่คงอั้นไม่อยู่ โดยเอกชนทยอยยื่นขอปรับราคาแล้ว หากจะให้ตรึงราคา เอกชนขาดทุนก็คงหยุดกิจการ ก็จะส่งผลให้ปุ๋ยขาดแคลนมากและทำให้ราคาสูงขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ ก็มีเจรจานำเข้าแม่ปุ๋ยจากจีน และซาอุดีอาระเบีย มาทดแทน เพื่อบรรเทาผลกระทบ

อีกทั้งเร่งผลิตปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพมากขึ้น เพื่อทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี

นั่นเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ในการแก้ปัญหาระยะยาว โดยส่งเสริมการใช้ “ปุ๋ยสั่งตัด” อย่างจริงจังและแพร่หลายมากขึ้น

“ปุ๋ยสั่งตัด” มีการวิจัยมานานกว่า 25 ปีแล้ว เป็นผลงานของ ศ.ดร.ทัศนีย์ อัตตะนันทน์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร

“ปุ๋ยสั่งตัด” คือการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ของดิน โดยจะมี ตรวจสอบข้อมูลชุดดิน ด้วยชุดตรวจสอบอย่างง่ายหรือ Test Kit หาค่า N (ไนโตรเจน), P (ฟอสฟอรัส) และ K (โพแทสเซียม) เมื่อทราบค่าที่เหมาะสม เกษตรกรก็สามารถซื้อแม่ปุ๋ย คือ N-P-K มาผสมและใช้ในพื้นที่ให้เหมาะสม

มีการทดลองนำร่องใช้ในพื้นที่ต่างๆ เป็นระยะและได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่ยังไม่เป็นที่นิยมของเกษตรกรมากนัก เนื่องจากมีขั้นตอนยุ่งยากกว่าใช้ปุ๋ยเคมีสำเร็จรูป

แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรยังส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยสั่งตัดมากขึ้น

เมื่อปี 2558 จัดตั้งศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) 882 แห่งทั่วประเทศ หรืออำเภอละ 1 แห่ง มีสมาชิก ศดปช. 17,640 ราย เนื้อที่เพาะปลูก 109,312 ไร่ ผลปรากฏว่า ช่วยลดค่าปุ๋ยเคมีได้ 38 ล้านบาท หรือค่าปุ๋ยเคมีลดลง 26.2% ขณะที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น 10.1%

ต่อมา ปี 2563 มีโครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน โดยมี ศดปช.ที่เข้าร่วมโครงการ 394 ศูนย์ ใน 63 จังหวัด

แต่ละศูนย์จะได้รับการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ ได้แก่ ชุดตรวจวิเคราะห์ดิน และแม่ปุ๋ย รวมทั้งให้ยืมเครื่องผสมปุ๋ย ให้เกษตรกรนำไปผสมปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินเองเพื่อให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยได้เหมาะสมกับดินและชนิดพืช ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี

มีเกษตรกรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ อาทิ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ประมาณ 107,000 รายเข้าร่วม แต่นับว่าน้อยมากจากเกษตรกรไทยที่มีกว่า 25-30 ล้านคน

ดังนั้น รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น โดยส่งเสริมด้านต่างๆ ให้เกษตรกรใช้ “ปุ๋ยสั่งตัด” อย่างกว้างขวาง จะช่วยลดต้นทุนการผลิต อีกทั้งทำให้ผลผลิตเพิ่มและมีคุณภาพมากขึ้น…เป็นอีกอาวุธหนึ่งที่จะนำมาสู้ในยุคปุ๋ยแพง

วุฒิ สรา