ในสมัยพุทธกาล นัยว่านิทานเรื่องนี้เป็นชาดกจากคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาที่ผู้เขียนได้อ่านมานานหลายสิบปีแล้วแต่ยังจำเรื่องราวได้ดีจนกระทั่งวันนี้เกิดมีแรงบันดาลใจอยากจะนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านที่เคารพอ่านดูกันบ้าง เนื่องจากในอดีตนักวิชาการชาวอเมริกันชื่อ ศาสตราจารย์เฟรด ริกส์ (Fred W. Riggs) ได้วิเคราะห์สังคมไทยในยุคที่ทหารมีอำนาจในการปกครองบริหาร ได้แก่ ยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และ จอมพลถนอม กิตติขจร และสรุปไว้ว่า จากการที่สังคมไทยอ่อนแอในภาคสังคมทำให้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยล้มลุกคลุกคลานเนื่องจากการขัดจังหวะด้วยการรัฐประหาร ทำให้สภาพการปกครองบริหารเป็นแบบ bureaucratic polity คือการบริหารปกครองโดยระบบรัฐราชการ
คำว่า bureaucratic polity ก็คือการปกครองซึ่งอำนาจการปกครองบริหารตั้งแต่เริ่มต้น การวางนโยบาย การนำนโยบายไปปฏิบัติ การจัดการงบประมาณขึ้นอยู่กับข้าราชการประจำ ในขณะเดียวกันอำนาจการเมืองก็ขึ้นอยู่กับข้าราชการทหาร ซึ่งมีกองกำลังจัดตั้งและได้อำนาจมาจากการปฏิวัติรัฐประหาร โดยมีการเลือกตั้งเป็นพิธีกรรมเป็นระยะๆ ที่สำคัญคือ ตัวผู้บริหารประเทศสูงสุดคือนายกรัฐมนตรีจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง และมักจะเป็นนายทหารที่มีกองทัพสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ส่วนการเลือกตั้งก็เป็นไปตามครรลองเพื่อให้ครบถ้วนของลักษณะประชาธิปไตยซึ่งมีสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็ต้องมีวุฒิสภาซึ่งมาจากการแต่งตั้ง การปกครองเช่นนี้คือ ข้าราชการทหารและข้าราชการพลเรือนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน โดยทหารกุมอำนาจการเมือง แต่การบริหารทั่วไปอยู่ในมือข้าราชการประจำ เพราะเป็นผู้ที่มีข้อมูล ความรู้ ความเชี่ยวชาญทำงานได้ตามระเบียบกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้เอง ดังนั้น ข้าราชการทหารและข้าราชการพลเรือนจึงอาศัยพึ่งพาซึ่งกันและกัน
ครับ! ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโดยเฉพาะตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อ พ.ศ.2557 จนปัจจุบันซึ่งเป็นช่วงเวลาทุกวันนี้นี่แหละเป็นที่ชัดแจ้งว่า ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้การปกครองบริหารแบบ bureaucratic polity คือการบริหารปกครองโดยระบบรัฐราชการอย่างแท้จริงนั่นเอง
อีทีนี้ก็เลยถึงวาระที่ต้องเล่านิทานสะกิดใจเรื่องเศรษฐีกับสุนัขสุดที่รักแล้วล่ะครับ คือเริ่มต้นเรื่อง ก็ต้องกล่าวถึง “ใคร (Who) อะไร (What) ที่ไหน (Where) เมื่อไร (When) ทำไม (Why) อย่างไร (How)” เสียก่อนคือในสมัยพุทธกาลที่ (ดินแดนชมพูทวีปมีเศรษฐีใหญ่คนหนึ่งผู้มั่งคั่งร่ำรวยมหาศาลด้วยการทำนาข้าวแบบ Plantation คือใช้พื้นที่ในการปลูกข้าวที่กว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตาและจ้างคนงานเป็นจำนวนหลายร้อยคนแบ่งการทำงานเป็นแต่ละประเภทแบบระบบราชการ (bureaucracy) คือแผนกเลี้ยงวัวเพื่อใช้ในการทำนา (ที่ชมพูทวีปหรือประเทศอินเดียปัจจุบันเขาใช้วัวในการลากคันไถครับ) มีแผนกการผลิตข้าวแบ่งเป็นแยกย่อยคือ แผนกไถนา แผนกดำนา แผนกเก็บเกี่ยว ต่อมาก็เป็นแผนกการตลาด เพื่อขายข้าวที่ผลิตเป็นจำนวนมหาศาล และแผนกบัญชีที่รับเงินค่าขายข้าวโดยระบบตรวจสอบเช็กกันอย่างมีประสิทธิภาพแบบว่าปิดช่องทางโกงไว้อย่างรัดกุมแล้วจึงส่งมอบให้กับท่านเศรษฐี และตัวท่านเศรษฐีเองก็ไม่ได้ปล่อยปละละเลยออกตรวจตรางานด้วยตัวเองอยู่เป็นนิจสม่ำเสมอ ท่านจึงมั่งคั่งร่ำรวยอยู่เป็นธรรมดา
ท่านเศรษฐีนั้นมีสุนัขตัวผู้สีขาวปลอดเป็นที่โปรดปรานของท่านเศรษฐียิ่งนักเพราะมันจะคอยติดตาม คลอเคลียกับท่านเศรษฐีตลอดเวลาที่ท่านเศรษฐีออกตรวจงานทุกวัน เลี้ยงวัว ตามปกติชาวชมพูทวีปจะเลี้ยงสุนัขไว้นอกบ้าน ไม่ได้ให้สุนัขเข้ามาวิ่งเพ่นพ่านในบ้านเหมือนคนไทยจำนวนไม่น้อยทุกวันนี้
อยู่มาปีหนึ่งรายได้จากการขายข้าวของท่านเศรษฐีลดลงฮวบฮาบขนาดครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว ซึ่งทำเอาท่านเศรษฐีใจหายตกอกตกใจเพราะว่าขาดทุนสิครับ เนื่องจากจ้างคนงานไว้หลายร้อยคน ปรากฏว่ารายได้ไม่พอรายจ่ายต้องชักเนื้อเอาเงินที่เก็บเอาไว้ออกมาประคับประคองเอาไว้ แล้วท่านเศรษฐีก็รีบเร่งตรวจสอบไปตามลำดับโดยเริ่มที่แผนกบัญชีโดยสอบถามว่า ส่งมอบเงินที่ขายข้าวได้ให้แก่ท่านเศรษฐีหมดหรือยัง ซึ่งหัวหน้าแผนกบัญชีได้แสดงหลักฐานทั้งหมดพร้อมรายงานว่า
“ได้รับเงินจากฝ่ายการตลาดหมดแล้ว ก็ตกใจเหมือนกันว่าทำไมจำนวนเงินถึงลดไปถึงครึ่งหนึ่งของปีที่แล้ว”
เมื่อท่านเศรษฐีไปไล่เบี้ยกับแผนกบัญชี หัวหน้าแผนกบัญชีก็ได้แสดงหลักฐานทั้งหมดพร้อมรายงานว่า
“ข้าวที่ผลิตได้ปีนี้ลดน้อยลงไปครึ่งหนึ่งทีเดียวเราก็ขายหมดไปแล้ว และยังไปทวงถามข้าวจากแผนกการผลิต ปรากฏว่าไปพบที่นาเป็นจำนวนมากไม่มีการไถ ปักดำเลยด้วยซ้ำไป”
ท่านเศรษฐีจึงคิดว่าเรื่องการขี้เกียจของฝ่ายผลิตนี่เองจึงไปคาดคั้นเอาโทษกับฝ่ายผลิต ซึ่งหัวหน้าฝ่ายผลิตก็ชี้แจงขณะเดินตรวจดูพื้นที่ว่างเปล่าที่ไม่ได้มีการทำนาจำนวนมากว่า
“วัวที่เอามาไถนาทั้งหมดนั้นผอมเหลือแต่ซี่โครง เอามาไถนาได้หน่อยก็ต้องหยุดพักไม่งั้นมันคงล้มตายคาคันไถแน่ ไม่ทราบว่าแผนกเลี้ยงวัวนั่นเลี้ยงวัวยังไงให้วัวจะเป็นจะตายได้หมดทุกตัว”
ดังนั้น ท่านเศรษฐีจึงไปที่แหล่งต้นตอคือแผนกเลี้ยงวัว ซึ่งก็ได้รับคำอธิบายจากหัวหน้าแผนกเลี้ยงวัวอย่างพลิกล็อกเลยว่า ที่วัวผอมโกโรโกโสทั้งหมดเพราะวัวไม่ได้กินหญ้ากินฟางที่เตรียมไว้ให้วัวกินอย่างเหลือเฟือ เนื่องจากสุนัขขาวปลอดตัวโปรดของท่านเศรษฐีชอบไปนอนอยู่ในรางหญ้าแล้วทั้งเห่าและไล่กัดวัวที่จะเข้าไปกินหญ้าและฟางอยู่ตลอดเวลา บรรดาพวกเลี้ยงวัวเข้าไปไล่สุนัขตัวโปรดของท่านเศรษฐี มันก็ร้องโอดโอยเหมือนจะถูกเอาตัวไปฆ่า ท่านเศรษฐีก็ตะโกนด่าลงมาไม่ให้ใครไปยุ่งกับสุนัขตัวโปรดของท่าน เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้นี่เอง
ครับ! นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอะไรก็ไม่ทราบล่ะครับ แต่เห็นมันเป็นเรื่องระบบราชการ (bureaucracy) สมัยพุทธกาลโน่นเลยเอามาเล่าสู่กันฟังสนุกๆ นะครับ
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

