“การแบ่งขั้ว” ในสถาบันการเมืองไทย ดูจะมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นหลังปี 2562
เมื่อคณะรัฐประหารหันมาทำพรรคการเมือง ซึ่งประกอบด้วยนักเลือกตั้งกลุ่มก๊วนต่างๆ
แม้พรรคการเมืองดังกล่าวจะไม่ชนะการเลือกตั้ง แต่ก็ยังได้จัดตั้งรัฐบาล มีนายกรัฐมนตรีจากฝ่ายตนเอง มี “เสียงข้างมาก” ในสภาผู้แทนราษฎร และมีเสียง ส.ว.แต่งตั้ง คอยสนับสนุน
ความย้อนแย้งที่เกิดขึ้น ก็คือ ด้านหนึ่ง บรรดา ส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชน และควรยืนอยู่ “ฝั่งประชาธิปไตย” กลับไปเป็นนั่งร้าน-ผู้ยกมือสนับสนุนนายทหารที่เคยยึดอำนาจ
อีกด้านหนึ่ง คนเคยยึดอำนาจก็แก้ต่างได้ว่าตนเองไม่ใช่เผด็จการอีกแล้ว ทว่า พวกเขาสามารถจัดตั้งรัฐบาลและมีพรรคการเมืองใน “ระบอบประชาธิปไตย” ที่ถูกบีบดัดให้เข้ารูปเข้ารอยกับกติกาการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560
ในสภาพการณ์ย้อนแย้งเช่นนี้ ผู้แทนราษฎรจึงมิได้ถูกจำแนกแยกแยะออกเป็น “ฝ่ายรัฐบาล” กับ “ฝ่ายค้าน” ตามปกติ
แต่นักการเมืองจากระบบเลือกตั้งยังถูกคนจำนวนไม่น้อยในสังคมประทับตราให้เป็น “ส.ส.ฝ่ายประชาธิปไตย” กับ “ส.ส.ฝ่ายที่ไม่เป็นประชาธิปไตย”
คำถามที่มีต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยยุคปัจจุบัน ก็คือ พวกคุณจำเป็นจะต้องดำรงตนอยู่ในขั้วแบบนี้ต่อไปอีกนานแค่ไหน?
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่ออดีตเพื่อนร่วมสภาคนหนึ่ง อย่าง ปารีณา ไกรคุปต์ เพิ่งถูก “ประหารชีวิตทางการเมือง” คือต้องพ้นจากตำแหน่ง ส.ส., ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง,ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ตลอดชีวิต
เพราะฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีครอบครองที่ดิน
ไม่ว่าใครจะประเมินบทบาทสาธารณะของปารีณาตลอดหลายปีหลังอย่างไร แต่คนในแวดวงการเมือง ไม่ว่าพรรคใดขั้วไหน ล้วนมองเห็นคล้ายคลึงกันว่าโทษที่เธอได้รับนั้นไม่ได้สัดส่วนและรุนแรงจนน่าตกใจ
นี่คือผลพวงของรัฐธรรมนูญที่นอกจากจะ “ดีไซน์มาเพื่อพวกเรา” แล้ว ยังออกแบบกฎกติกาหลายข้อ ด้วยมุมมองที่ไม่ไว้ใจและมีอคติต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลัก
กระทั่งคนที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชน ต้องทยอยพ้นตำแหน่งกันไปรายแล้วรายเล่า เพราะการตัดสินวินิจฉัยของกลไกอำนาจรัฐส่วนอื่นๆ ซึ่งมิได้มีที่มาอันยึดโยงกับประชาชนโดยตรง
นอกจากเคสผู้แทนฯ ที่ต้องพ้นตำแหน่งไปและมีการเลือกตั้งซ่อม เรายังได้เห็นภาพ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อส่วนหนึ่งที่ปลาสนาการจากสภาไปเฉยๆ โดยไร้คนมาแทนที่ เพราะพวกเขาเป็นกรรมการบริหารของพรรคการเมืองที่ถูกยุบ
ทั้งยังได้เห็นภาพ ส.ส.บางส่วน ที่ถูกสั่งให้ “หยุดปฏิบัติหน้าที่” จนสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้มีจำนวนไม่ครบ 500 คนมาเนิ่นนาน
นี่คือภาพที่ไม่เกิดขึ้นกับวุฒิสภา ซึ่งพอมี ส.ว.คนเก่าลาออกไป ก็มี “ตัวสำรอง” ขยับขึ้นทดแทน คล้ายคลึงกับโควต้าที่นั่งในส่วน ผบ.เหล่าทัพ ซึ่งถูกเติมเต็มแบบไม่เคยพร่อง
คำถามต่อเนื่องคือ เมื่อถูกกระทำทำนองนี้หนแล้วหนเล่า ทำไมบรรดา ส.ส. จึงไม่จับมือกันหาหนทางยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่? (มากกว่าการพยายามมองโลกในแง่ดีแต่สิ้นหวังว่า รัฐธรรมนูญไทยใช้ได้ไม่เกิน 10 ปี เดี๋ยวก็ถูกฉีก)
นี่ไม่ใช่แค่การต่อสู้เพื่อเกียรติยศศักดิ์ศรีของตนเอง แต่เพื่อยืนยันว่าเจตจำนงที่ประชาชนแสดงออกผ่านคูหาเลือกตั้งนั้นมีความสำคัญและทรงอำนาจสูงสุด
คำถามเตือนใจแถมท้าย ก็คือ ถึงที่สุดแล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ยอมสวมบท “องครักษ์พิทักษ์ผู้มีอำนาจ” จนถูกประเมินค่าไม่สูงนัก กระทั่งถูกหัวเราะเยาะเย้ยจากคนทั่วไป
ได้อะไรกลับคืนมา?
ถ้าบทอวสานของ ส.ส.ทั้งหมด คือการมีโอกาสหลุดจากตำแหน่งและห้ามทำงานการเมืองตลอดชีวิต ได้ทุกเมื่อ
ในระหว่างทางก่อนจะไปถึงจุดจบเช่นนั้น คุณก็ควรลงมือทำอะไรที่มีคุณค่าต่อตัวเองและประเทศชาติ ไม่ดีกว่าหรือ?
ปราปต์ บุนปาน

