เหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน ที่แยกคอกวัว และเหตุการณ์วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ที่แยกราชประสงค์ แม้จะผ่านมาแล้ว 12 ปีก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แกนนำคนเสื้อแดง ทั้ง นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ต่างจัดเวทีรำลึก
แม้ทั้ง 2 คนจะแยกเวทีกันจัด แต่วัตถุประสงค์ยังคงเป็นการรำลึกเหตุการณ์ดังกล่าว
เช้าวันรุ่งขึ้นมีกระแสข่าวว่า นางนิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ภรรยา พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ซึ่งเสียชีวิตที่แยกคอกวัวก็ออกมาโพสต์
ทั้งฝ่ายรัฐ และฝ่ายผู้ชุมนุม ต่างไม่มีใครลืมเหตุการณ์ที่สร้างความเจ็บปวดครั้งนั้น
ขณะที่การเยียวยาคือการเสาะแสวงหาข้อเท็จจริง
ณ วันนี้สอบถามแล้วได้ความไหมว่า ใครคือคนที่ลงมือกระทำต่อ พล.อ.ร่มเกล้า
คำตอบคือ มีการฟ้องร้องแล้ว และศาลได้ยกฟ้องไปแล้ว
ขณะที่ผู้ดำเนินการกับกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงล่ะ
คำตอบคือ มีเอกสารหลักฐาน มีการฟ้องร้อง แต่เรื่องยังค้างคา เพราะติดขัดตรงข้อกฎหมาย
เมื่อทุกอย่างเป็นเช่นที่ปรากฏ ถามว่า กระบวนการยุติธรรมได้เยียวยาอะไรกับคนกลุ่มนั้นได้บ้าง
ทุกคนที่ติดตามสถานการณ์ล้วนมีคำตอบ
ภายในงานรำลึก 12 ปี เหตุการณ์ 10 เมษายน มีผู้ตั้งข้อสงสัยต่อยุทธศาสตร์ 20 ปีของ คสช.
มีการนำเอา 20 ปีที่ คสช.ต้องการยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินเอาไปผูกโยงกับอายุความทางคดี 20 ปี
ในงานรำลึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บรรดาแกนนำคนเสื้อแดงประกาศใช้เวลาที่เหลืออีก 8 ปีของอายุความดำเนินการต่อไป
เหมือนดั่งที่เอ่ยไว้ว่า คดีความเกี่ยวกับเหตุการณ์สังหารคนเสื้อแดงนั้นมีการดำเนินการแล้ว
มีคำพิพากษาถึงทิศทางที่กระสุนยิงเข้าใส่เหยื่อ มีความพยายามฟ้องร้อง
แต่ก็มีข้อกำหนดกฎหมายที่ทำให้คดีไม่สามารถก้าวต่อไปได้
คดีที่มีการสอบสวน มีการกล่าวหา จึงค้างเติ่ง ไม่มีการพิสูจน์ความจริง และคำตัดสินสุดท้าย
ทุกอย่างจึงตกอยู่ในอาการ “คาใจ”
ทั้งที่หลายครั้งที่ประเทศไทยแสวงหาหนทางแห่งความปรองดอง มักจะมีข้อเสนอเรื่อง “ค้นหาข้อเท็จจริง” ปรากฏเป็นหนึ่งในกระบวนการเยียวยาเหยื่อ
ทั้งที่ประเทศไทยมีการเลือกตั้งหลังการรัฐประหารมาตั้งแต่ปี 2562 แล้ว
เหลืออีกไม่กี่เดือนข้างหน้า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชุดปัจจุบันจะครบวาระ และต้องเลือกตั้งกันใหม่
แต่ดูเหมือนกระบวนการ “ค้นหาความจริง” จากเหตุการณ์เมื่อปี 2553 ยังคงเหมือนเดิม
เข้าใจว่าปีหน้าและปีต่อๆ ไป เมื่อถึงวันที่ 10 เมษายน ทั้งกลุ่มคนเสื้อแดง และฟากฝั่งของ พล.อ.ร่มเกล้า ก็ต้องออกมารำลึก
และบ่งบอกถึงความรู้สึกที่มีต่อเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วยความเศร้า
บาดแผลในหัวใจของผู้ถูกกระทำยังคงมีต่อไป
ความพยายามเยียวยามีแต่วิธีการแต่ทำไม่สำเร็จ
ภาครัฐคงอยากให้กาลเวลาเป็นยารักษาบาดแผลดังกล่าว
แต่ระยะเวลา 12 ปีจากเหตุการณ์เมื่อปี 2553 และหากย้อนกลับไปมองเหตุการณ์เดือนพฤษภาทมิฬ หรือเหตุการณ์ตุลาคม 2516
แม้กาลเวลาจะทำให้สังคมเว้นระยะการเอ่ยถึงความเจ็บปวดของเหยื่อ
แต่สำหรับเหยื่อแล้ว ยังคงความเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา
เมื่อความจริงยังไม่กระจ่าง คดีความยังไม่มีคำตัดสิน
ทุกอย่างยังคงค้างคา
แผลลึกอยู่ในใจยังคงอยู่ อยู่ต่อไปอีกนานแค่ไหน มิอาจคาดเดา
นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]

