
ปี่พาทย์นางหงส์ เป็นชื่อสมมติเพื่อเรียกวงประโคมงานศพตามประเพณีส่งวิญญาณขึ้นสู่สรวงสวรรค์ด้วยนกศักดิ์สิทธิ์ คือ หงส์
เพราะหงส์เป็นสัตว์มีปีก บินขึ้นฟ้าได้ แล้วเรียกเป็นนางตามประเพณียกย่องเพศหญิงเป็นใหญ่ในพิธีกรรม
นางหงส์ เป็นชื่อเครื่องประโคม มีปี่กับกลองมลายูหลายใบ เรียกกันว่านางหงส์ ไม่ใช่ชื่อเพลงที่ประโคม (สมเด็จฯ เจ้าฟ้านริศรานุวัดติวงศ์ มีลายพระหัตถ์ ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2483 ทูลสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ)
ต่อมาเรียกปี่พาทย์ที่ใช้ประโคมงานศพว่า ปี่พาทย์นางหงส์ นานเข้าก็เหมาเรียกจังหวะหน้าทับกลองที่ตีกำกับทำนองเพลงประโคมตอนเผาศพว่านางหงส์ด้วย
คำว่า นางหงส์ หมายถึง (นาง) นก (ตัวเมีย) ตามประเพณีดึกดำบรรพ์ที่ “ปลงด้วยนก” หมายถึงให้นกพาขวัญและวิญญาณขึ้นฟ้า (สวรรค์) มีหลักฐานเก่าสุดเป็นลายเส้นรูปนกบนหน้ากลองทอง (มโหระทึก) ราว 2,500 ปีมาแล้ว
ครั้นเปลี่ยนคติทำพิธีเผาศพตามอินเดียก็ยังรักษาร่องรอยดั้งเดิม คือให้นางนกพาขวัญและวิญญาณสู่ฟ้า กลายเป็น “เจ้าแห่งฟ้า” จึงเรียกนางนกอย่างยกย่องว่า “นางหงส์”
ปี่พาทย์งานศพ
ปี่พาทย์ประโคมงานศพตามประเพณีที่มีมาแต่เดิม เป็นวงปี่พาทย์ทั่วไป มีในทุกชาติภาษา เช่น ปี่พาทย์มอญ, ปี่พาทย์เขมร, ปี่พาทย์ลาว, ปี่พาทย์ชวา-มลายู (หรือเรียกเป็นภาษามาลายูว่า กาเมลัน), รวมทั้งปี่พาทย์ไทย
วงประโคมเรียกปี่พาทย์เหล่านี้ใช้งานทั่วไป ทั้งงานศพและงานอื่นๆ เช่น งานแต่งงาน, งานบวช, งานแก้บน, งานร้องรำทำเพลง โขน ละคร หนังใหญ่ ฯลฯ
ปี่พาทย์มอญ
ปี่พาทย์มอญ เป็นวงปี่พาทย์ในวัฒนธรรมมอญ ไม่ได้มีเพื่องานศพอย่างเดียวตามที่เข้าใจทั่วไป แต่ใช้ประโคมทุกงานทั้งประกอบการแสดง และประกอบพิธีกรรมตั้งแต่เกิดถึงตาย เหมือนปี่พาทย์ไทย, ปี่พาทย์เขมร, ปี่พาทย์ลาว
ไทยประโคมงานศพด้วยปี่พาทย์มอญ เริ่มในแผ่นดิน ร.4 เมื่อรับพระบรมราชานุญาตให้ประโคมงานพระเมรุท้องสนามหลวง
หลังจากนั้นพวกเจ้านายขุนนางข้าราชการก็ทำเลียนแบบหลวงสืบมาจนแพร่หลายสู่สามัญชนทั่วไป เลยเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าปี่พาทย์มอญใช้งานศพเท่านั้น ซึ่งไม่จริงตามนั้น
วงปี่พาทย์
ปี่พาทย์ หมายถึง เครื่องประโคมมีปี่เป่าด้นนำวงพร้อมเครื่องดนตรีอื่นๆ ที่ประโคมบรรเลงโดยการตีกระทบ ได้แก่ ฆ้อง, กลอง, ระนาด
มีกำเนิดและมีพัฒนาการในอุษาคเนย์ไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว (ไม่มีในอินเดียและจีน จึงไม่รับจากอินเดียและจีน)
เครื่องดนตรีหลักดั้งเดิมที่สุดของวงปี่พาทย์ คือ ปี่, ฆ้อง, กลอง, ระนาด
ปี่ เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองอุษาคเนย์ (มีต้นแบบจากแคน) ทำด้วยไม้เนื้อแข็งกลึงให้เป็นแท่งกลม แต่บานหัวบานท้ายเล็กน้อย ตรงกลางป่อง เจาะกลวงภายใน ทางหัวมีรูใส่ลิ้นเป่าเรียก ลิ้นปี่ แล้วเจาะรูเสียงตามลำตัวปี่
ปัจจุบันแบ่งเป็น 3 ขนาด ได้แก่ ปี่นอก ปี่กลาง ปี่ใน ชนิดปี่นอกเป็นแบบเก่าสุด อีก 2 ชนิดทำเพิ่มขึ้นภายหลัง
ฆ้อง เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองอุษาคเนย์ ทำด้วยโลหะ (มีต้นแบบจากมโหระทึก หรือกลองทอง, ฆ้องบั้ง) มีหลายขนาด เช่น ฆ้องวง, ฆ้องหุ่ย, ฆ้องกระแต
ในวงปี่พาทย์สมัยแรกสุดมีฆ้องวงร้านเดียว แต่นานเข้าก็เพิ่มอีกร้านหนึ่ง แล้วเรียกชื่อต่างกันว่า ฆ้องวงใหญ่ เป็นของเดิม ฆ้องวงเล็ก เป็นของเพิ่มเข้ามา
กลอง เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองอุษาคเนย์ ไทยเรียก กลองทัด
ในวงปี่พาทย์สมัยแรกสุดมีกลองทัดใบเดียว แต่นานเข้าก็เพิ่มอีกใบหนึ่ง แล้วเรียกชื่อต่างกันว่า ตัวเมีย เป็นของเดิม ตัวผู้ เป็นของเพิ่มเข้ามา
ระนาด เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองอุษาคเนย์ ลูกระนาดทำจากไม้ไผ่ ต่อมาแพร่ไปถึงทวีปแอฟริกาตะวันออก แล้วเป็นต้นแบบให้ดนตรีตะวันตก เรียก Xylophone
ในวงปี่พาทย์สมัยแรกสุด มีระนาดรางเดียว แต่นานเข้าก็เพิ่มอีกรางหนึ่ง แล้วเรียกชื่อต่างกันว่า ระนาดทุ้ม เป็นของเดิม ระนาดเอก เป็นของเพิ่มเข้ามา ลูกระนาดทำจากไม้เนื้อแข็ง เสียงดังกว่า
ระนาดที่มีลูกระนาดทำด้วยโลหะ เรียกระนาดเหล็ก 2 ราง มีระนาดทุ้มเหล็ก กับระนาดเอกเหล็ก เป็นเครื่องดนตรีประดิษฐ์ใหม่ล่าสุด
รับเครื่องดนตรีอินเดียมาผสมวง
หลังรับอารยธรรมอินเดีย ราว พ.ศ. 1000 วงปี่พาทย์ของพื้นเมืองอุษาคเนย์ก็รับเครื่องดนตรีศักดิ์สิทธิ์บางชนิดจากอินเดียมาประสมเพิ่มเติม ที่สำคัญมี 2 ประเภท ได้แก่
- ปี่ไฉน เป็นปี่ในวัฒนธรรมอินโด-เปอร์เซีย เรียก สรไน แต่ไทยรับผ่านชวา, มอญ จึงเรียกตามชื่อแหล่งที่รับมา คือ ปี่ชวา, ปี่มอญ
- กลองตะโพน เป็นกลองในวัฒนธรรมอินโด-เปอร์เซีย (รูปร่างคล้าย มุทิงค์ หรือ มฤทังค์ หรือมัททละของอินเดีย) แต่ก่อนใช้เชือกผูกคล้องคอเดินตี สมัยหลังใช้ตั้งบนขาตั้งแล้วนั่งตี
นอกจากนั้น บางโอกาสก็ใช้กลองแบบอื่นๆ จากอินโด-เปอร์เซียมาบรรเลงประกอบ เช่น กลองแขก, กลองมลายู, โทน, รำมะนา
[ข้อมูลได้จากหนังสือ 2 เล่ม ได้แก่ (1) เครื่องดนตรีไทย ของ ธนิต อยู่โพธิ์ กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2500 (2) ดนตรีอุษาคเนย์ โดย เจนจิรา เบญจพงศ์ วิทยาลัย ดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล พิมพ์ครั้งแรก 2555]
