เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2565 ชาวฝรั่งเศสเลือกประธานาธิบดีคนปัจจุบันให้เป็นต่อในวาระที่สองอีก 5 ปี การเลือกตั้งในฝรั่งเศสใช้ระบบเสียงข้างมากเด็ดขาด ถ้าการเลือกตั้งรอบแรกไม่มีผู้สมัครคนใดได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาออกเสียงทั้งหมด ก็ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งรอบสองในสองอาทิตย์ถัดไป โดยคัดเอาเฉพาะผู้สมัครสองคนที่ได้คะแนนมากกว่าเพื่อนมาลงคะแนนกันใหม่ในรอบที่สอง
ในการเลือกตั้งรอบแรกเมื่อวันที่ 10 เมษายน มีผู้สมัครทั้งสิ้น 12 คน เงื่อนไขที่จะลงสมัครได้คือมีผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน (ได้แก่ ส.ส. ส.ว. ผู้บริหารและสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) จำนวนไม่น้อยกว่า 500 คนให้การรับรอง ซึ่งไม่ยากจนเกินไป เพราะมีประเพณีที่จะช่วยผู้สมัครให้ผ่านเงื่อนไขนี้โดยสะดวก เพราะเขาให้เกียรติและรับรองผู้สมัครคนใดก็ได้โดยไม่จำเป็นว่าเป็นการสนับสนุนหรือเห็นด้วยกับผู้สมัครคนนั้น อย่างไรก็ดี ถ้าผู้สมัครคนใดได้คะแนนเสียงน้อยกว่า 5% รัฐจะไม่สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการหาเสียงของผู้สมัครคนนั้น ผลการเลือกตั้งรอบแรกปรากฏว่ามีผู้สมัครเพียง 4 คนที่ได้คะแนนเสียงเกิน 5% โดยได้คะแนนตามลำดับดังนี้ มากร็องได้ 27.85% เลอเปนได้ 23.15% เมลังช็องได้ 21.95% และเซ็มมูรได้ 7.07% ผู้ตกเกณฑ์คนแรกชื่อเปเกรส จากพรรคเรปูบลิแก็ง พรรคฝ่ายขวาที่ตั้งมานาน เธอได้คะแนนเพียง 4.78% ส่วนพรรคสังคมนิยมที่ตั้งมานานเช่นกันส่งนายกเทศมนตรีกรุงปารีสชื่อฮีดัลโกลงสมัคร เธอได้คะแนนเพียง 1.75%
การเลือกตั้งรอบแรกที่ผ่านมาถือเป็นการปฏิเสธสองพรรคที่ตั้งมานาน โดยชาวฝรั่งเศสหันมาสนับสนุนผู้สมัครที่มีบุคลิกหรือนโยบายโดดเด่น คือมากร็องผู้มีนโยบายกลาง ๆ เลอเปนผู้มีนโยบายขวาประชานิยม (populaire) และเซ็มมูรผู้มีนโยบายขวาจัด และเมลังช็องผู้มีนโยบายซ้ายประชานิยม ทำให้ความคิดเดิม ๆ ของผม ที่อยากเห็นพรรคการเมืองไทยลงหลักปักฐานจนเป็น “สถาบันการเมือง” เป็นอันพับไป เพราะพรรคการเมืองมีความไม่จีรังเช่นนั้นเอง อย่าว่าแต่ของไทยเลยของฝรั่งเศสก็เช่นกัน ยังต้องพึ่งตัวบุคคลซึ่งมาแล้วสาบสูญไปเป็นธรรมดา
ในการเป็นประธานาธิบดีครั้งแรก มากร็องเคยมีนโยบายที่จะปฏิรูประบบเกษียณอายุ เพราะทำท่าว่ารัฐจะมีเงินไม่พอที่จะจ่ายเงินบำนาญในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เขาเสนอให้เพิ่มเวลาทำงานโดยไปเกษียณอายุเมื่อวัย 65 ปี เรื่องนี้ได้รับการคัดค้านอย่างกว้างขวางทำให้ต้องมาปรับแผนปฏิรูปในเรื่องนี้กันใหม่ในสมัยที่สอง นอกจากนี้ เขายังเน้นความสำคัญของสหภาพยุโรป รวมถึงการมีระบบความมั่นคงร่วมของสหภาพยุโรปเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐอเมริกาผ่านสนธิสัญญานาโต้ลง
เลอเปนเคยมีนโยบายถอนตัวจากสหภาพยุโรป แม้คราวนี้จะไม่พูดถึงการถอนตัวแต่มีข้อเสนอให้ปฏิรูปจากภายใน โดยอาจเรียกชื่อใหม่ว่า “พันธมิตรแห่งประชาชาติ” (Alliance of Nations) รวมทั้งเสนอที่จะถอนตัวออกจากกองบัญชาการร่วมของนาโต้ และให้กฎหมายรัฐธรรมนูญอยู่เหนือกว่ากฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อนผมคนหนึ่งที่แต่งงานกับคนฝรั่งเศสส่งข่าวมาทาง Line ว่า ชาวฝรั่งเศสไม่ค่อยเห็นด้วยกับนโยบายการต่างประเทศของเธอ แต่นโยบายประชานิยมต่อต้านพวกชนชั้นนำ (elite) และการดูแลคนทำงานของเธอก็น่ารับฟัง เช่นการเพิ่มเงินเดือน 10 % ให้แก่คนที่มีเงินเดือนสุทธิต่ำกว่า 3,400 ยูโร และการเกษียณอายุที่ 60 ปี เป็นต้น แต่ประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงกันมากคือนโยบายห้ามผู้หญิงมุสลิมสวมฮิญาบในที่สาธารณะ
สุดท้ายชาวฝรั่งเศสตัดสินให้มากร็องเป็นประธานาธิบดีต่อด้วยคะแนน 58.54% ส่วนเลอเปนได้ 41.46 % ทั้งเธอและเมลังช็องที่ได้คะแนนที่สามในรอบแรก รีบประกาศว่างานยังไม่จบ จะต้องมีการชิงชัยกันอีกในรอบที่สาม ผู้อ่านอาจสงสัยว่าปกติการเลือกตั้งมีสองรอบ แล้วรอบที่สามมาจากไหน นี่เป็นโวหารระดมพลังทางการเมืองเพื่อเข้าสู่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งรอบแรกจะมีขึ้นในวันที่ 12 มิถุนายน 2565 และรอบที่สองในวันที่ 19 มิถุนายน เป็นระบบสองรอบเหมือนกัน แต่รวมเรียกว่าเป็นรอบที่สามต่อจากการเลือกตั้งประธานาธิบดี
ระบอบการเมืองของฝรั่งเศสอาจไม่เป็นที่คุ้นเคย เราจะคุ้นกับระบอบประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกามากกว่า คือประธานาธิบดีเป็นทั้งประมุขและผู้บริหารประเทศ เขาเป็นผู้แต่งตั้งรัฐมนตรีโดยการผ่านการเห็นชอบของวุฒิสภา โดยไม่มีนายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดีอยู่ในตำแหน่ง 4 ปี โดยรัฐสภาไม่มีการลงมติไม่ไว้วางใจ (รัฐสภาจะถอดถอนด้วยคะแนนเสียงสองในสามได้ก็ต้องมีเหตุร้ายแรง) ส่วนระบอบรัฐสภาอาจมีประธานาธิบดีเป็นประมุขประเทศ ส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้งโดยรัฐสภา และมีนายกรัฐมนตรีที่สภาเลือกตั้งเช่นกันมาทำหน้าที่บริหาร ระบอบของฝรั่งเศสมีชื่อเรียกว่า “กึ่งประธานาธิบดี” คือกึ่ง ๆ ระหว่างระบอบประธานาธิบดีกับระบอบรัฐสภา
มาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสบัญญัติว่า
“ประธานาธิบดีดูแลการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ตัดสินคดีความเพื่อให้การทำงานขององค์กรที่ใช้อำนาจรัฐดำเนินไปด้วยดี รวมทั้งให้มีความต่อเนื่องของรัฐ
ประธานาธิบดีเป็นหลักประกันความเป็นเอกราชของชาติ บูรณภาพของดินแดน และการปฏิบัติตามสนธิสัญญาต่างๆ”
เขาเป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งรัฐมนตรีตามข้อเสนอของนายกรัฐมนตรี รวมทั้งเป็นประธานในการประชุมคณะรัฐมนตรี
เนื่องจากนายกรัฐมนตรีต้องได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎร ถ้าประธานาธิบดีแต่งตั้งผู้ที่ไม่มีเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งในสภา ผู้นั้นก็จะต้องพ้นจากตำแหน่งเมื่อสภาไม่ให้ความไว้วางใจ ในอดีต เคยมีกรณีที่ประธานาธิบดีมาจากพรรคการเมืองที่ไม่มีเสียงข้างมากในสภา ในกรณีนี้เขาจะไม่แต่งตั้งคนจากพรรคตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นการเคารพสภาและเพื่อให้นายกรัฐมนตรีมีเสียงข้างมากในสภาและทำงานได้อย่างต่อเนื่อง การที่ประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีมาจากพรรคที่เป็นคู่แข่งกันนั้น ชาวฝรั่งเศสเรียกว่าการบริหารแบบ “อยู่อาศัยร่วมกัน” (cohabitation) โดยอาศัยวุฒิภาวะของเขาทั้งสอง ระบบอยู่อาศัยร่วมกันระหว่างประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีสามารถดำเนินไปได้เพราะต่างคนต่างก็ปฏิบัติหน้าที่ของตน ถ้าไม่เกิดวิกฤต ประธานาธิบดีก็ไม่ยุบสภา เพราะถ้าขืนทำอะไรไม่ชอบมาพากล ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งก็จะไม่เลือกผู้สมัครของพรรคที่สร้างความปั่นป่วนให้มาเป็นสมาชิกสภา
เมื่อสิบปีก่อน ชาวฝรั่งเศสเลือกผู้สมัครจากพรรคสังคมนิยมเป็นประธานาธิบดี และด้วยตรรกะของพวกเขา เมื่อถึงคราวเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประมาณสองเดือนถัดไป ก็เลือกให้พรรคสังคมนิยมมีเสียงข้างมากในสภา เมื่อห้าปีก่อน ชาวฝรั่งเศสผิดหวังจากการบริหารงานของประธานาธิบดีจากพรรคสังคมนิยม เลยหันมาเลือกมากร็องเป็นประธานาธิบดี ระหว่างนั้น มากร็องกับผู้สนับสนุนได้ตั้งพรรคใหม่ ชื่อ La Republique En Marche แปลตรงตัวว่า “สาธารณรัฐเดินหน้า” ชาวฝรั่งเศสก็ทำตามตรรกะเดิม คือเลือกสมาชิกของพรรคที่ตั้งใหม่นี้เข้าสู่สภาเป็นเสียงข้างมาก ถึง 309 เสียงจากจำนวนรวม 577 เสียง ประธานาธิบดีจึงสามารถเลือกนายกรัฐมนตรีจากพรรคของตนมาบริหารได้สองคนในห้าปี ไม่ต้องพึ่งระบบ “อยู่อาศัยร่วมกัน” ดังกล่าว
มาคราวนี้ มากร็องเป็นประธานาธิบดีรอบสอง เป็นธรรมดาที่การใช้อำนาจมา 5 ปีย่อมทำให้มีคนไม่พอใจเพิ่มขึ้น เป็นไปได้ที่พรรคทั้งขวาและซ้ายที่ชูนโยบายประชานิยม (Populaire ไม่ใช่ Populist) จะเร่งหาเสียงในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในช่วงนี้ ทำให้บางคนคิดเลยไปว่า ชาวฝรั่งเศสจะให้อาณัติแก่มากร็องโดยเลือกสมาชิกจากพรรคของเขาให้มามีเสียงข้างมากอีกครั้งในสภา หรือจะแบ่งคะแนนให้แก่พรรคของเมลังช็องและเลอเปน มากพอที่รัฐบาลต่อไปของฝรั่งเศสเป็นรัฐบาลผสมและเข้าสู่ระบบอยู่อาศัยร่วมกัน ที่คราวนี้อาจมีเสถียรภาพน้อยกว่าครั้งก่อน ๆ ก็เป็นได้
ดูตัวอย่างของฝรั่งเศสแล้ว ทำให้คิดถึงการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของไทยในสมัยหน้า ถ้าพรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร รวมกันแล้วมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ประเด็นคือสมาชิกวุฒิสภาจะใช้วิจารณญาณอย่างไรในการลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรี ยังจะเทคะแนนให้ผู้ที่พรรคการเมืองฝ่ายรัฐประหารเสนอชื่อแม้จะอยู่ได้ไม่นาน หรือจะยึดหลักการเลือกผู้มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเสียงข้างมากนั้นมาจากประชาชนนั่นเอง
ผู้อ่านอาจคิดว่า เรื่องของฝรั่งเศสเป็นเรื่องไกลตัว ซึ่งก็จริงเพียงส่วนเดียว เพราะโลกเราเชื่อมโยงถึงกันมากขึ้นทุกที ดังตัวอย่างของสงครามยูเครนที่กระทบถึงเศรษฐกิจของไทยไม่มากก็น้อย จึงขอยกสุนทรพจน์ของมากร็องที่ให้ไว้ต่อที่ประชุมบรรดาทูตานุทูต เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2562 ตามหลังจากการประชุมสุดยอดของผู้นำ G7 มากร็องได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับบทบาทระหว่างประเทศของฝรั่งเศสไว้อย่างน่าฟัง แม้จะว่าเก่าไปบ้างแต่ก็ไม่เชิง ประชา หุตรานุวัตรผู้แนะนำให้ผมอ่านสุนทรพจน์นี้ บอกว่าเป็นการมองอนาคตที่น่าสนใจมาก จึงขอนำบางตอนของสุนทรพจน์มาเล่าสู่กันฟังดังนี้
1) เราคุ้นเคยกับระเบียบระหว่างประเทศ ซึ่งเดิมตะวันตกมีบทบาทครอบงำ ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 อาจเป็นบทบาทของฝรั่งเศสในยุคแสงสว่าง ในศตวรรษที่ 19 อังกฤษมีบทบาทนำในยุคอุตสาหกรรม ศตวรรษที่ 20 มีสหรัฐอเมริกาที่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมือง แต่สิ่งต่างๆ กำลังเปลี่ยนไป
2) ลองพิจารณาอินเดีย รัสเซีย และจีน พวกเขามีแรงบันดาลใจทางการเมืองที่มากกว่าชาวยุโรปในทุกวันนี้ พวกเขามองโลกด้วยตรรกะ ด้วยปรัชญา ด้วยจินตนาการที่เราไม่ค่อยมีแล้ว
3) เรายกเลิกสนธิสัญญาควบคุมอาวุธไปอย่างเงียบ ๆ เหมือนไร้เดียงสา
4) สิ่งที่เคยเป็นเศรษฐกิจระบบตลาดได้ถลำลึกสู่ระบบที่เน้นการเงิน ระบบเศรษฐกิจเชิงสังคมของตลาดที่เคยคิดกันว่าจะสร้างความสมดุลได้กลายเป็นทุนนิยมสะสมไปแล้ว โดยเป็นระบบที่เน้นการเงินและเทคโนโลยีซึ่งได้เพิ่มพูนความรุ่มรวยมหาศาลแก่แชมป์บางคน ขณะที่คนจนหลายร้อยล้านคนเผชิญกับความเหลื่อมล้ำอันเหลือทน
5) เมื่อชนชั้นกลางที่เคยเป็นฐานของประชาธิปไตยไม่มีส่วนในการเปลี่ยนแปลง เขาจึงสงสัยและหลงใหลอย่างเข้าใจได้ไปกับระบอบอำนาจนิยม หรือกับประชาธิปไตยไม่เสรี หรือกับการกล่าวโทษระบบเศรษฐกิจ วิกฤตเช่นนี้อาจนำไปสู่การปิดตัวเอง ดังอย่างที่บางประเทศได้ตัดสินใจเช่นนั้นแล้ว
6) อินเทอร์เน็ต สื่อสังคมออนไลน์ ปัญญาประดิษฐ์ ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อน ทำให้เกิดโลกาภิวัตน์แห่งจินตนาการ อารมณ์ ความเกลียดชัง ทำให้เกิดโลกที่ป่าเถื่อนให้เราเห็นอยู่ทุกวัน ซึ่งกระทบต่อประชาธิปไตย และสร้างความจำเป็นให้เราต้องคิดใหม่ถึงระเบียบและกติการะหว่างประเทศในเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทุกวันนี้ยังไม่มีอยู่
7) ผมเชื่ออย่างจริงจังว่าการปฏิวัติทางเทคโนโลยีนี้ นอกจากจะสร้างความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจแล้ว ยังทำให้เกิดความไม่สมดุลทางมานุษยวิทยาด้วย
8) ภาวะโลกร้อนและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะพลเมืองมีความตระหนักรู้ในเรื่องนี้มากขึ้นและมากดดันให้รัฐดำเนินการ อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศมีผลกระทบอย่างกว้างขวางและสร้างความไม่สมดุลระหว่างภูมิภาคที่จะเป็นเหตุแห่งการย้ายถิ่นฐานของประชากรจำนวนมาก
9) โลกจะปรับโครงสร้างไปรอบ ๆ สองขั้วหลักคือสหรัฐอเมริกาและจีน เราจึงต้องปรับตัว ต้องปฏิรูปเพื่อไล่ตามการเปลี่ยนแปลงให้ทัน แต่เราอาจจะพยายามไม่เปลี่ยนแปลงอะไรอย่างจริงจังนัก เพราะเราเป็นประเทศที่ไม่ชอบการปรับตัว
10) โครงการว่าด้วยอารยธรรมยุโรปไม่อาจเป็นแบบที่เสนอโดยฮังการีที่เป็นคาทอลิกหรือโดยรัสเซียที่เป็นออร์ทอดอกซ์ แม้วาทกรรมในฮังการีหรือในรัสเซียจะมีพลังทางวัฒนธรรมแต่สำหรับผม ถือว่าเป็นโครงการที่ผิดพลาด
11) ถ้าเราไม่รู้จักทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับรัสเซีย ก็จะมีความตึงเครียดอยู่ลึก ๆ ต่อไป ความขัดแย้งแฝงจะดำรงอยู่ และยุโรปจะเป็นสถานที่ประลองยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซีย ผลพวงของสงครามเย็นจะมาตกแก่ผืนแผ่นดินของเรา
12) ผมคิดว่าการผลักรัสเซียให้ออกห่างไปจากยุโรปเป็นความผิดพลาดอย่างมากในทางยุทธศาสตร์ เพราะจะทำให้รัสเซียโดดเดี่ยวหรือไม่ก็ไปอยู่ข้างจีน ซึ่งไม่เป็นประโยชน์แก่เราเลย
13) จีนได้เปลี่ยนแปลงไป และโลกก็เปลี่ยนไปพร้อมกับจีนด้วย เราจึงต้องสร้างความเป็นหุ้นส่วน ยุโรป-จีนแห่งศตวรรษที่ 21 ขึ้นมาให้ได้
14) หุ้นส่วนของเราคืออินเดีย ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย สิงค์โปร์ เราได้พัฒนาความสัมพันธ์ในด้านการทหารกับพวกเขา ต่อไปต้องพัฒนาความสัมพันธ์ทางการทูต การให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาเศรษฐกิจและการลงทุน ตลอดจนด้านภูมิอากาศและเทคโนโลยี
เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน มากร็องมองเห็นความตึงเครียดกับรัสเซียที่เขาอยากแก้ไข แต่สถานการณ์ได้เลวร้ายลง จีนยังคงถูกกดดันจากโลกตะวันตก ทั้ง ๆ ที่ควรให้ความสำคัญแก่การเป็นหุ้นส่วนมากกว่าการเป็นขั้วตรงกันข้าม เขาเห็นว่าควรให้ความสำคัญแก่ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเพิ่มมากขึ้น ส่วนปัญหารีบด่วนที่โลกควรร่วมมือกันแก้ไข คือการไม่ปิดตัวเองและการไม่แยกให้บางประเทศอยู่โดดเดี่ยว อันที่จริง โลกควรร่วมมือกันในเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศและทางด้านเทคโนโลยี และต่อต้านการสะสมทุนแบบสุดโต่ง เป็นต้น
มากร็องมีมุมมองเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศดังกล่าว เลยอยากฝากข้อคิดของเขาให้ผู้นำของประเทศไทยได้รับทราบ เผื่อจะมองยุทธศาสตร์ในมุมที่กว้างขึ้น เผื่อจะนำมาปรับ “ยุทธศาสตร์ชาติ” ที่มาปฏิบัติใช้กับพลเมืองไทยให้เหมาะสมและเท่าทันยิ่งขึ้น
โคทม อารียา

