ความเคลื่อนไหวพรรคเล็กในช่วงก่อนเปิดประชุมสภา 22 พฤษภาคมนี้น่าสนใจ
เพราะการประชุมสภาสมัยนี้มีวาระที่เป็น “ความเป็น ความตาย” ของรัฐบาลปรากฏให้เห็น
ไม่ว่าจะเป็นการโหวต ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2566 ไม่ว่าจะเป็นการโหวตในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ว่าจะเป็นการโหวตร่าง พ.ร.บ.ใดๆ ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องผ่าน ถ้าไม่ผ่านรัฐบาลต้องรับผิดชอบ
ส.ส.และ ส.ว.ที่เป็นโหวตเตอร์ทุกคนจึงมีความสำคัญ แต่ ส.ว.ก็อย่างที่ทราบว่าไม่น่ามีปัญหากับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
แต่สำหรับ ส.ส.แล้ว ฟังจากกระแสข่าวก่อนสมัยประชุมสภาจะเริ่ม ต้องมีปัญหาแน่ ไม่มากก็น้อย
เมื่อมองดูเสียงที่รัฐบาลต้องการในสภา สะท้อนจากคำให้สัมภาษณ์ของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและผู้นำฝ่ายค้านแล้ว สรุปได้ว่า พรรคฝ่ายค้านมีเสียงอยู่ 208 เสียง ขณะที่เสียงกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนฯในขณะนี้คือ 238 เสียง
เท่ากับว่าถ้าพรรคฝ่ายค้านจะโหวตชนะฝ่ายรัฐบาลต้องเติมเสียงเข้าไปให้มากกว่า 30 เสียงและป้องกันมิให้ฝ่ายค้านเสียงแตก
โอกาสความเป็นไปได้ของพรรคฝ่ายค้าน คือ พรรคเศรษฐกิจไทย ที่มีเสียงอยู่ 18 เสียง ซึ่งยังไม่แสดงท่าทีว่าจะเข้าข้างฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน
แต่จับกระแสที่ผ่านมา พรรคเศรษฐกิจไทยไม่อยากได้บิ๊กตู่ แต่อยากได้บิ๊กป้อม เป็นนายกฯ
หากพรรคเศรษฐกิจไทยร่วมโหวตกับฝ่ายค้านก็จะได้อีก 18 เสียง เหลืออีก 12 เสียงก็จะได้ 30 เสียง
เสียง 12 เสียงดังกล่าวมีอยู่แน่ๆ ที่พรรคเล็ก ซึ่ง นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย บอกว่า ถ้าพรรคเล็กกับพรรคเศรษฐกิจไทยเห็นด้วย ฝ่ายค้านก็จะมีเสียงเพิ่มอีกกว่า 30 เสียง
ถ้าเป็นเช่นนั้นรัฐบาลก็มีโอกาสเปลี่ยนแปลง
นี่จึงทำให้พรรคเล็กเนื้อหอม มีทั้งตัวแทนฝ่ายรัฐบาล และตัวแทนฝ่ายค้าน นัดไปรับประทานอาหาร
ประชุมรัฐสภาสมัยหน้าจึงเป็นโอกาสของพรรคเล็กที่แม้จะมีเสียงน้อย แต่ก็มีอำนาจต่อรอง
แม้ในที่สุดแล้วจะมองกันว่า พรรคเล็กน่าจะโน้มเอียงไปทางรัฐบาลมากกว่าฝ่ายค้าน แต่ฝ่ายรัฐบาลก็จะทิ้งขว้างแบบไม่ดูดำดูดีพรรคเล็กก็ไม่ได้
ทั้งหมดนี้ยังไม่รวม “มือที่มองไม่เห็น” ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคเศรษฐกิจไทยขู่ผ่านสื่อไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ดูจากความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่ถ่ายทอดคำสั่งให้สยบข่าว “นายกฯสำรอง” และความเคลื่อนไหวของ นายสุชาติ ชมกลิ่น แกนนำพรรคพลังประชารัฐ ที่ร่วมวงกินข้าวกับพรรคเล็ก
เดาได้ไม่ยากว่า ฝ่ายรัฐบาลไม่ได้ยอมให้ฝ่ายค้านเคลื่อนไหวแต่ถ่ายเดียว
ดีกรีความแรงบนเวทีการเมืองจะทวีความรุนแรงมากขึ้น การเผชิญหน้าของพรรคใหญ่อย่างเพื่อไทยและพลังประชารัฐจะมีเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ
ขณะที่พรรคเล็กจะเริ่มมีราศีมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งถ้าพรรคเล็กรวมตัวกันได้ ราศีที่มีจะยิ่งเปล่งประกาย
การประชุมรัฐสภาครั้งหน้า นอกจากสังคมจะจับตาไปที่พรรคแกนนำฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านแล้ว สังคมยังต้องจับตาความเคลื่อนไหวของพรรคเล็กด้วย
นี่จึงเป็นโอกาสของพรรคเล็กที่จะแสดงจุดยืนของพรรค
ลบคำสบประมาทเรื่อง “แจกกล้วย รับกล้วย”
ตอกย้ำความเชื่อทางการเมืองที่รวมตัวกันตั้งพรรคขึ้นมาเพื่อรับใช้ประชาชน
พิสูจน์ให้เห็น “อุดมการณ์ทางการเมือง” ของพรรคว่าคืออะไร
การเมืองเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไปจะทำให้คนไทยตาสว่างขึ้นเรื่อยๆ
และแม้การเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งหน้าจะมีเมื่อไหร่ยังไม่ทราบ แต่ผลจากการเมืองตั้งแต่พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป จะมีผลต่อการพิจารณาหย่อนเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งหน้าอย่างแน่นอน
นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]

