หน้าแรก คอลัมนิสต์ ดัชนีการลงทุน...

ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน และความเชื่อมั่นในประเทศไทย

6.05.22 | 09:26 น.
ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน และความเชื่อมั่นในประเทศไทย
รูปภาพที่ 1

ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน

และความเชื่อมั่นในประเทศไทย

ความเชื่อมั่นเป็นเรื่องสำคัญในทางธุรกิจ นำมาประกอบการตัดสินใจลงทุนหรือเพิ่ม (ลด) กำลังผลิต ผู้ประกอบการธุรกิจเป็นคนทำงานกับสภาพความเป็นจริง (เชิงประจักษ์) จึงอาศัยข้อมูลหลายตัวประกอบเข้าด้วยกัน (ไม่ใช่มาจากจินตนาการหรือนึกคิดเอาเอง) เช่น ตรวจดูว่ามีคำสั่งซื้อสินค้ามากน้อยเพียงใด สำรวจว่าต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นหรือลดลง จึงเป็นดัชนีที่น่าสนใจนำมาวิเคราะห์ เป็นที่น่ายินดีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้พัฒนาดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจและดัชนีการลงทุนมาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี ต่อเนื่องรายเดือน รายไตรมาส และรายปี ในโอกาสนี้ผู้เขียนขอนำสถิติและตัวชี้วัดมาเล่าสู่กันฟัง และตั้งข้อสังเกตหรือวิจารณ์ตามสมควร

ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นหน่วยงานที่พัฒนาข้อมูลสารสนเทศในระบบเปิด หมายถึง เปิดให้ประชาชนดาวน์โหลดข้อมูลได้โดยสะดวก ในฐานะนักวิจัยต้องขอแสดงความชื่นชมและคารวะ เพราะช่วยให้การทำงานวิจัยง่ายขึ้นมาก ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ พัฒนาจากตัวชี้วัดหลายตัว ธนาคารแห่งประเทศไทยจำแนกออกเป็น 6 ด้าน คือ ผลการประกอบธุรกิจ คำสั่งซื้อ การลงทุน การจ้างงาน ต้นทุน และดัชนีการผลิต การอ่านค่าอิงตัวเลข 50 หมายถึงสถานการณ์ทรงตัว (หรือปานกลาง) สูงกว่าสะท้อนว่าดีขึ้น ต่ำกว่านั้นแสดงว่าเชื่อมั่นลดลง – ขอเรียนว่าแตกต่างจากตัวเลขดัชนีทั่วไปที่มักกำหนดให้ 100 เป็นค่าอ้างอิง รูปภาพที่ 1 แสดงดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจตั้งแต่ 2544-2565 (สิ้นสุดมีนาคม) รวมทั้งสิ้น 254 เดือน เมื่อนับจำนวนเดือนที่สูงกว่า 50 มีจำนวน 81 เดือน จำนวนที่ต่ำกว่า 50 มี 171 ครั้ง และช่วงขาลงยาวกว่าช่วงขาขึ้น (สะท้อนความไม่สมมาตร) ต่ำที่สุดตัวเลขอยู่ระหว่าง 30-35 เดือนเมษายน-มิถุนายน 2563 เพราะสาเหตุอะไร? คงไม่ต้องอภิปรายมาก คือโควิดและมาตรการปิดประเทศหรือปิดเมือง

Advertisement
ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน และความเชื่อมั่นในประเทศไทย
รูปภาพที่ 2
ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน และความเชื่อมั่นในประเทศไทย
รูปภาพที่ 3

นักวิจัยให้ความสนใจว่า ตัวใดอ่อนไหวหรือผันผวนสูงที่สุด? ได้รับผลว่าสองตัวที่ผันผวนสูงกว่าเพื่อน คือ หนึ่ง “คำสั่งซื้อสินค้า” และ “ผลการประกอบการ” เป็นสองตัวแปรที่อ่อนไหวที่สุด ดังแสดงใน รูปภาพที่ 2 และ 3 ตามลำดับ

เราได้ข้อสังเกตเล็กๆ ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจและตัวแปรอื่นๆ แสดงอาการกระเตื้องขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2564 และต้นปี 2565 หมายถึงอาการตวัดขึ้นถึงระดับ 50 หรือแนวโน้มสูงกว่านั้น นับเป็นสัญญาณที่ดี ประกอบกับสถิติการระบาดของโควิดแนวโน้มลดลงในสองสามเดือนที่ผ่านมา น่าจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม – หลังจากคนไทยเราผ่านวิกฤตที่รุนแรงมาก(หนักว่ายุควิกฤตการเงิน 2540) เราได้เห็นสถิตินักท่องเที่ยว การบิน การคมนาคมเพิ่มขึ้น รวมทั้งบรรยากาศการหาเสียงและแข่งขันทางการเมืองน่าจะเป็นผลบวกต่ออุปสงค์ (การใช้จ่ายบริโภคและการลงทุน) น่าเป็นห่วงก็แต่ว่าภาวะสงครามรัสเซีย-ยูเครน ถึงแม้ว่ารบกันห่างไกลจากบ้านเมืองของเรามากมาย แต่เนื่องจากโลกปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกันสูงกว่าในอดีตมาก – ผลกระทบทางลบจึงประจักษ์ได้ชัดเจนจากราคาพลังงานหรือราคาสินค้าทุน (จำนวนหนึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศ) เป็นผลสะเทือนที่สำคัญ

และถ้าหากไม่มีเหตุรุนแรงอื่นๆ ในบ้านเมืองของเรา เช่น เหตุการณ์ประท้วงที่รุนแรงขนาดใหญ่หรือว่า รัฐประหารในบ้านเมือง เราน่าจะเห็นสัญญาณเศรษฐกิจขาขึ้นในช่วงหลังปี 2565 และต่อเนื่องไปอีก (ยิ่งนาน
ยิ่งดี) ถ้าหากประเทศเพื่อนบ้านต่างเปิดประตูต้อนรับซึ่งกันและกัน จะได้มีโอกาสท่องเที่ยวกันอีกภายหลังจากเก็บตัวภายในบ้านหรือที่พำนักแคบๆ