หนึ่งในประเด็นการเมืองที่มีการหยิบยกขึ้นมาในการเคลื่อนไหวของปีกขวาในสถานการณ์ปัจจุบัน เป็นเรื่องของนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงระหว่างประเทศของไทย ดังเป็นที่รับทราบกันมาโดยตลอดว่า กลุ่มอนุรักษนิยมหรือ “ฝ่ายขวา” ซึ่งแต่เดิมในยุคสงครามเย็น มีความชัดเจนที่ยืนกับฝ่ายตะวันตก และเรียกร้องให้ประเทศสังกัดอยู่ในค่ายตะวันตกอย่างแนบแน่น แต่ในยุคนี้ ปีกขวากลายเป็นฝ่ายที่เรียกร้องให้ไทยเข้าไปใกล้ชิดกับจีนและรัสเซีย พร้อมทั้งมีการประดิษฐ์วาทกรรมต่างๆ เพื่อใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อ ที่สนับสนุนให้รัฐไทยดำเนิน “นโยบายต่อต้านตะวันตก”
ในอดีตของยุคสงครามเย็น ใครที่แสดงความใกล้ชิดกับจีน หรือแสดงความสนับสนุนรัสเซีย ไม่เพียงจะถูกมองว่าเป็นพวก “สมุนคอมมิวนิสต์” เท่านั้น หากยังเป็น “พวกขายชาติ” อีกด้วย และทั้งยังอาจถูกจับกุมคุมขังในข้อหา “การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์” อีกด้วย หรือที่กล่าวกันในยุคนั้นว่า เพียงเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบหนังสือจาก “สำนักพิมพ์ปักกิ่ง” ก็เป็นหลักฐานเพียงพอที่จะจับกุมในข้อหา “ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์” ได้แล้ว
แต่ทุกอย่างของโลกความมั่นคงไทยดูจะกลับหัวกลับหางไปหมด โดยเฉพาะหลังการรัฐประหาร 2557 แล้ว ผู้นำทหารจากการยึดอำนาจแสดงออกอย่างชัดเจนที่จะปรับยุทธศาสตร์ เป็นแบบ “ทิ้งตะวันตก ไปตะวันออก” คำอธิบายในเบื้องต้นก็คือ รัฐมหาอำนาจตะวันออก ทั้งจีนและรัสเซียไม่มีท่าทีวิจารณ์การยึดอำนาจในไทย และทั้งยังแสดงอาการ “โอบอุ้ม” การจัดตั้งรัฐบาลทหารที่กรุงเทพฯ อีกด้วย
ท่าทีต่อการรัฐประหารของผู้นำทหารไทยของมหาอำนาจฝ่ายตะวันออก แตกต่างอย่างสิ้นแล้วจากมหาอำนาจฝ่ายตะวันตก ที่ไม่ตอบรับกับรัฐบาลทหาร ซึ่งว่าที่จริง รัฐบาลของฝ่ายตะวันตกไม่ยอมรับการยึดอำนาจตั้งแต่ครั้งก่อนที่เกิดขึ้นในปี 2549 แล้ว ดังเป็นที่รับรู้กันในเวทีการเมือง-การทูตมาโดยตลอดว่า รัฐบาลของประเทศประชาธิปไตยนั้น ไม่เคยเห็นด้วยกับการยึดอำนาจที่กรุงเทพฯ แต่ก็มีข้อห่วงใยในปัญหาทางยุทธศาสตร์ เพราะหากรัฐบาลของฝ่ายโลกตะวันตกกดดันรัฐบาลกรุงเทพฯ เช่นการใช้มาตรการแซงชั่นในแบบที่กระทำกับรัฐบาลทหารเมียนมาแล้ว มาตรการดังกล่าวอาจกลายเป็นแรงผลักให้รัฐบาลไทยต้องวิ่งไปหาความสนับสนุนจากจีนมากขึ้น
ด้วยเงื่อนไขเช่นนี้ ผู้นำทหารไทยรู้ดีว่า พวกเขาจะแทบไม่เคยเจอ “ไม้แข็ง” จากเวทีสากล และแรงกดดันจากโลกตะวันตกจะไม่หนักหน่วง และไม่อาจทำให้รัฐบาลทหารที่กรุงเทพล้มลงได้แต่อย่างใด จนอาจกล่าวได้ว่า การลงโทษของเวทีระหว่างประเทศต่อรัฐบาลทหารไทย มักจะเป็น “ไม้น่วม” มากกว่า “ไม้แข็ง” อันกลายเป็นโอกาสอย่างดีสำหรับการคงอยู่ของรัฐบาลทหาร ดังจะเห็นได้ว่าหากเปรียบเทียบระหว่างไทยกับเมียนมาแล้ว รัฐบาลทหารกรุงเทพฯ ไม่เคยต้องเผชิญกับการแซงชั่นอย่างจริงจังแต่อย่างใด
ว่าที่จริงแล้ว การกดดันของตะวันตกต่อรัฐบาลรัฐประหารในปี 2557 ไม่ได้รุนแรงจากการยึดอำนาจในครั้งก่อนๆ หากแต่การปลุก “กระแสขวาจัด” ที่ดำเนินต่อเนื่องในสังคมไทยมาตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร 2549 นั้น ทวีความเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับ หรือที่เปรียบในเชิงภาพลักษณ์คือ ขวาไทยก้าวจาก “กระแสเสื้อเหลือง” ไปสู่ความเป็นขวามากขึ้นด้วย “กระแสนกหวีด” จนต้องประเมินว่า การเมืองไทยแทบไม่เหลือฝ่าย “อนุรักษนิยมกระแสหลัก” และพวกเขาขยับไปเป็น “อนุรักษนิยมสุดโต่ง” อย่างเห็นได้ชัด
หากพิจารณาคู่ขนานกับการเมืองในโลกตะวันตกที่กระแสขวาปรากฏชัดทั้งในยุโรปและในสหรัฐแล้ว จะเห็นถึงความเป็น “ขวาสุดโต่ง” หรือที่เรียกในสำนวนการเมืองปัจจุบันคือ เป็นพวก “far right” เช่นตัวแบบความสุดโต่งของอดีตประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ หรือบรรดาปีกขวาจัดในยุโรป… ปีกขวาจัดไทยก็มีลักษณะสุดโต่งไม่แตกต่างกัน
ความสุดโต่งของฝ่ายขวาในสังคมไทยและสังคมตะวันตกมีความเหมือนกัน คือ รังเกียจประชาธิปไตย และมองประชาธิปไตยว่าเป็นต้นตอของปัญหา ความต่างของขวาไทยในประเด็นนี้คือ ความเกลียดชังประชาธิปไตย ทำให้พวกเขาไม่ชอบรัฐตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐ ที่มีท่าทีไม่สนับสนุนรัฐบาลทหารกรุงเทพฯ ภาวะของความสุดโต่งแบบฝ่ายขวาจึงพาให้พวกเขามีทัศนะแบบ “ไม่ชอบสหรัฐ” ไปสู่การ “ต่อต้านสหรัฐ” หรือโดยนัยคือ การประกาศตัวเป็น “หัวหอกต่อต้านตะวันตก” ดังเช่นที่ปรากฏเป็นข่าว
ขณะเดียวกัน รัฐบาลทหารหลังปี 2557 เป็นต้นมา มีความชัดในทิศทางทางยุทธศาสตร์ที่จะดำเนินนโยบายแบบ “มุ่งตะวันออก” และพาประเทศเข้าไปใกล้ชิดกับรัฐมหาอำนาจตะวันออก ซึ่งก็ดูจะสอดรับกับอารมณ์ความรู้สึกของบรรดาปีกขวาที่เป็นฝ่ายต่อต้านตะวันตกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อันทำให้การจัดซื้อจัดหายุทโธปกรณ์จากจีนกลายเป็นสัญญาณทางการเมืองและความมั่นคง เพื่อบอกกับเวทีโลกว่า รัฐบาลกรุงเทพฯ ได้ขยับตัวเป็น “รัฐผู้ใกล้ชิด” กับมหาอำนาจตะวันออกไปแล้ว
นอกจากนี้ การแสดงท่าทีของประเทศประชาธิปไตยในเวทีสากลต่อรัฐประหารกรุงเทพได้กลายเป็นการเปิด “ช่องว่าง” ให้มหาอำนาจเช่น จีนขยายอิทธิพลในไทยได้มากขึ้น และกลายเป็นความหวังอย่างมากว่า จีนจะเข้ามาทดแทนอเมริกัน เพราะผู้นำในปีกอนุรักษนิยมสุดโต่งของไทยในระดับต่างๆ ล้วนแสดงท่าทีชื่นชมจีน และสนับสนุนรัสเซียอย่างชัดเจน
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ ฝ่ายขวาไทยจะแสดงตนเป็น “ฝ่ายนิยมสงคราม” ของรัสเซีย และทั้งยังมีการสร้างข้อมูลที่ดูจะไม่สอดรับกับข่าวที่ปรากฏในเวทีโลก ตลอดรวมถึงการสร้างวาทกรรมทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ เพื่อชักชวนให้ผู้คนในสังคมไทยมีใจไปทางสนับสนุน “สงครามของประธานาธิบดีปูติน” จนท่าทีเช่นนี้ละเลยความเป็นจริงของการสังหารหมู่ การข่มขืน การทำลายเป้าหมายพลเรือน และการเสียชีวิตของคนเป็นจำนวนมาก ตลอดรวมถึงการต้องละทิ้งประเทศกลายเป็น “ผู้ลี้ภัยสงคราม” ของชาวยูเครน
ในขณะเดียวกันกับปัญหาในเอเชีย พวกเขาก็มีความเห็นไปในทางที่สอดรับกับจีน และมองว่า สหรัฐและฝ่ายตะวันตกเป็น “ภัยคุกคามสำคัญ” ต่อเอเชีย ดังนั้น รัฐไทยจะต้องไม่เข้าไปมีความสัมพันธ์กับฝ่ายตะวันตก โดยเฉพาะจะต้องไม่เข้าไปมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ “ยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิก” ที่มีสมาชิกหลัก 4 ประเทศคือ สหรัฐ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอินเดีย
เห็นได้ชัดว่า การสร้าง “วาทกรรมคบจีน-ทิ้งฝรั่ง” ของฝ่ายขวาทำให้เราละเลยหลักการที่สำคัญของงานด้านต่างประเทศและความมั่นคงไทย ที่จะต้องมีความสัมพันธ์กับรัฐมหาอำนาจทั้งหมด และต้องรักษาสมดุลของความสัมพันธ์นี้ให้อยู่ในระดับที่เป็นผลประโยชน์แก่ประเทศไทยให้ได้ หลักการนี้คือ โจทย์ของรัฐบาลกรุงเทพฯ โลกในศตวรรษที่ 21 และไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้นำในอนาคตจะต้องไม่ละเลยหลักการดังกล่าว
หลักการนี้อาจกล่าวเป็นข้อสรุปได้ว่า ผู้นำไทยจะต้อง “รักษาระยะต่อ-ระวังระยะห่าง” ในความสัมพันธ์กับรัฐมหาอำนาจในเวทีโลกให้ได้… ไม่มีทางเลือกเป็นอื่น !

