ที่เห็นและเป็นไป : ผู้มากับ ‘แลนด์สไลด์’

 

ผู้มากับ ‘แลนด์สไลด์’

แม้จะดูแปลกประหลาดอยู่บ้างที่จู่ๆ “นายสุเทพ เทือกสุบรรณ” ออกมาแสดงอาการ “หน้าเครียด ตาเขียว” ใส่ “ผู้นำครอบครัวเพื่อไทย-แพทองธาร ชินวัตร” พร้อมกับประกาศเสียงดังฟังชัดว่าจะออกมาต้าน “แผนเพื่อไทยแลนด์สไลด์” อย่างถึงที่สุด

“สุเทพ” ลดการแสดงออกทางการเมืองไปหลัง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” จัดตั้งรัฐบาล สืบทอดในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้สำเร็จ

หลายคนประเมินว่า “นายสุเทพ” อ่านปัจจัยทางการเมืองออกหลัง “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” ซึ่งได้ร่วมจัดตั้งขึ้นมาประสบความล้มเหลวในการเลือกตั้ง ได้แค่อาศัยบารมีเก่าที่เคยเป็น “ผู้นำ กปปส.” ส่ง “ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์” นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ว่านอกจากบุญคุณที่ลงทุนลงแรงนำม็อบสร้างโอกาสให้ “พล.อ.ประยุทธ์” ทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแล้ว ศรัทธาของประชาชนที่คิดว่ามีอยู่มากมายนั้น ไม่มีอยู่จริง

ช่วงหลังมีการประเมินกันเสียด้วยซ้ำว่า “กปปส.” ผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรนั้น เป็นเพียงการร่วมกันสร้างขึ้นของกลุ่มผลประโยชน์ที่ทนความสูญเสียไม่ไหวจากการบริหารจัดการประเทศของโดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้ความสามารถของ “ทักษิณ ชินวัตร”

เริ่มต้นมาตั้งแต่ “การจัดจตั้งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ขึ้นมาเปิดทางให้ทำรัฐประหารโดย “รสช.” ที่นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลินแล้ว

เพียงแต่หลังยึดอำนาจไปจัดการแล้วเกิดความล้มเหลว เพราะแม้จะเล่นแรงถึงขั้น “ยุบพรรคไทยรักไทย” แต่หลังเลือกตั้งใหม่ “พรรคพลังประชาชน” ที่แปลงร่างมาจาก “ไทยรักไทย” ก็ยังชนะถล่มทลาย จัดตั้งรัฐบาลได้

และแม้จะ “ยุบพรรค” ให้ “พลังประชาชน” ต้องเปลี่ยนมาเป็น “เพื่อไทย” ก็ยังชนะการเลือกตั้ง

เพราะหมดทางที่สู้ในเวทีอำนาจประชาชนแบบซ้ำซาก ทำให้กลุ่มผลประโยชน์ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากปลุกพลังอนุรักษนิยมให้รวมประสานกันล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หาทางให้เกิดการรัฐประหาร

โดยมี “พรรคประชาธิปัตย์” ที่แพ้ซ้ำซากเรียงแถวกันออกมาเป็นขุนพล และทำทุกวิธีทางเพื่อปิดทางประชาธิปไตย เปิดโอกาส “แช่แข็งประเทศ” ไว้ด้วยอำนาจรัฐประหาร

เมื่อทำสำเร็จ “พล.อ.ประยุทธ์” และ “คณะ” ประกาศว่าจะไม่เป็นรัฐประหารที่ “เสียของ” เหมือนสมัยที่ “บิ๊กบัง-พล.อ.สนธิ” ทำ

วิธีการคือ เขียนกติกาโครงสร้างอำนาจของประเทศใหม่ ด้วยบทบัญญัติ เช่นว่าให้มีการลดบทบาท วางกลไกลดความชอบธรรม และเพิ่มการตรวจสอบที่เข้มข้นจากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ขณะที่เปิดบทบาท เพิ่มอำนาจให้กับนักการเมืองที่มาจากการแต่งตั้ง และผู้ได้รับสถาปนาให้เป็นผู้มีอำนาจในองค์กรอิสระให้มากขึ้น

หรือที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการเอา “อำนาจที่ได้จากรัฐประหารไปใส่ไว้กฎหมาย เพื่อความมั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืนของการสืบทอดอำนาจ”

แต่แม้กระทำถึงเพียงนี้ผลการเลือกตั้งล่าสุด การจัดตั้งรัฐบาลสืบทอดอำนาจจะประสบความสำเร็จ แต่ก็ยังเป็นไปอย่างทุลักทุเล ด้วยเสียงที่ต้องมาจัดการสร้างแก๊งงูเห่าเพื่อเสริมความมั่นคงของเสียงในสภาจนถูกโจมตีว่าเป็นการใช้กฎหมายอย่างไม่ละอายต่อจิตสำนึกตัวเอง

และยิ่งอยู่นาน เกิดจุดอ่อนมากมายที่จะกระตุ้นให้เกิดความเปราะบางในอำนาจ ทั้งผลงานที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และการแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดความเป็นธรรมให้อำนาจประชาชนมีบทบาทมากขึ้น ความหวาดระแวงว่าจะรักษาการสืบทอดอำนาจไม่ไหวยิ่งเกิดขึ้น

เมื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” เล่นเกมรุกไม่หยุด พร้อมกับความระส่ำระสายในพรรคร่วมรัฐบาล

“แผนเพื่อไทยแลนด์สไลด์” จึงประกาศออกมาอย่างมั่นใจ พร้อมๆ กับทุกฝ่ายประเมินว่ามีความเป็นไปได้สูง

เหมือนกับว่า “แค่ความเชื่อมั่นในกติกาที่ดีไซน์ไว้ กับกลไกที่วางไว้แน่นหนาจะไม่พอเสียแล้ว”

วิธีการคือ ประสานพลังสร้างมวลชนขึ้นมาต่อต้านจึงถูกหยิบมาเป็นอาวุธ

เพียงแต่ในยุคสมัยเช่นนี้ “เทพเทือก” จะสร้างมนต์ขลังเป็น “ลุงกำนัน” อันเป็น “ศูนย์รวมจิตวิญญาณมวลมหาประชาชน” ได้อีกครั้งหรือไม่

เป็นคำถามในใจของผู้คน

สุชาติ ศรีสุวรรณ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon