อาศรมมิวสิก : คารวะผู้กล้าด้วยเสียงเพลง ที่อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล

15.05.22 | 21:00 น.
อาศรมมิวสิก : คารวะผู้กล้าด้วยเสียงเพลง ที่อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล

คารวะผู้กล้าด้วยเสียงเพลง

ที่อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ.2565 ผมในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยดนตรี จะนำวงไทยซิมโฟนีออเคสตราไปแสดงที่อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล โบสถ์คาทอลิก ตำบลท่าแร่ สกลนคร ซึ่งก็มีคำถามว่า ทำไมไปแสดงโบสถ์คาทอลิก มีอะไรที่ท่าแร่ เอาเพลงอะไรไปแสดง เป็นโบสถ์ของคาทอลิกไปเล่นดนตรีได้หรือ เล่นในโบสถ์ไม่บาปหรือ บาทหลวงอนุญาตให้แสดงหรือ แล้วใครจะเป็นคนไปดู

คริสต์ศาสนาเป็นพื้นฐานของเพลงคลาสสิก ดนตรีอยู่คู่กับคริสต์ศาสนามาตลอด ในพิธีกรรมศาสนามีการสวดภาวนาโดยใช้เพลงเพื่อสื่อสารกับพระเจ้า มีบทเพลงสำคัญของคริสต์ศาสนา โดยเฉพาะในสมัยแรกๆ ดนตรีต้องอาศัยเพลงสวด อาทิ บทสวดเกรกอเรียน (Gregorian Chant) ซึ่งเป็นบทสวดที่สำคัญของคาทอลิก เพลงสวดที่ร้องเดี่ยว ร้องหมู่หลายเสียง กระทั่งพัฒนาเป็นเพลงขับร้องประสานเสียง มีเครื่องดนตรีประกอบชิ้นเดียว จนพัฒนาเป็นวงซิมโฟนีออเคสตรามีขนาดใหญ่ ทั้งหมดมาจากรากฐานของเพลงในโบสถ์ทั้งสิ้น

ในพระธรรมคัมภีร์ของชาวคริสต์ภาคพันธสัญญาเดิม มีหนังสือที่เรียกว่า “เพลงสดุดี” แต่งไว้เป็นบทกวีสำหรับการขับร้องกับดนตรีไว้ 150 บท นักประพันธ์เพลงคนสำคัญของโลกได้แต่งดนตรีประกอบบทเพลงสดุดีเพื่อสรรเสริญพระเจ้าไว้ กระทั่งกลายเป็นเพลงคลาสสิกในเวลาต่อมา อาทิ งานของโมสาร์ท (Mozart) ไฮเดน (Haydn) เมนเดลโซน (Mendelssohn) ดโวชาก (Dvorak) สตราวินสกี (Stravinsky) เป็นต้น

Advertisement

หนังสือเพลงสดุดี (Psalm) มีรากฐานมาจากคัมภีร์ฮีบรูของอิสราเอล ซึ่งรวบรวมไว้หลังพุทธกาล คำว่า ซาล์ม (Psalm) มาจากภาษากรีก แปลว่า การร้องเพลงคลอเสียงพิณ ยุคนั้นแนวคิดนักปราชญ์กรีกมีอิทธิพลอยู่รอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เพลโต (Plato พ.ศ.116-196) เป็นนักปราชญ์กรีกได้ตั้งสำนักการศึกษา (Academy) รวบรวมความคิดของนักปราชญ์กรีกทั้งหลายที่ไอโอเนียและที่เอเธนส์ สอนโดยวิธีถาม-ตอบ (Dialogue)

มีวิชาหลักอยู่ 7 วิชา คือ ศิลปะ 3 วิชา (Trivium) วรรณคดี ตรรกศาสตร์ วาทวิทยา มีศาสตร์อีก 4 อย่าง (Quadrivium) คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ ดนตรี เรขาคณิต โดยเพลโตให้ความสำคัญกับศาสตร์ทั้งสี่และถือว่าดนตรีเป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษา เพราะจังหวะและเสียงประสาน (Harmony) ของดนตรีสามารถหยั่งลึกถึงจิตวิญญาณได้และดนตรีจะฝังรากลึกอยู่ในจิตนั้น ทั้งหมดกลายเป็นรากฐานการศึกษาของตะวันตก

วิทยาการและศิลปวัฒนธรรมกรีกแผ่ขยายจากยุโรป เอเชียกลาง ไปถึงเปอร์เซีย เมื่ออาณาจักรกรีกถูกอาณาจักรโรมันครอบครอง (พ.ศ.397) พระเยซูคริสต์ (Jesus Christ) ทรงถือกำเนิดในอิสราเอล อยู่ใต้อำนาจจักรวรรดิโรมัน หลังพระองค์ถูกจับตรึงกางเขน ชาวคริสต์ก็ถูกกวาดล้างอย่างหนัก เมื่อจักรพรรดิโรมัน กษัตริย์คอนสแตนตินที่ 1 ทรงรับศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำรัฐ ขยายอำนาจจากโรมันตะวันตกไปโรมันตะวันออกจนถึงโรมันแอฟริกา คริสต์ศาสนจักรก็เผยแผ่ออกไปกว้างไกล

นักเทววิทยาคริสต์ศาสนา นักบุญออกัสตินแห่งฮิปโป (Augustine of Hippo พ.ศ.897-973) งานเขียนของท่านมีอิทธิพลต่อคริสต์ศาสนาและปรัชญาตะวันตกอย่างมาก ท่านมีตำแหน่งเป็นบิชอปแห่งฮิปโปเรเจียส โรมันแอฟริกา ปัจจุบันคือแอลจีเรีย ท่านได้บัญญัติเอาไว้ว่า “วิญญาณกลับไปสู่พระเจ้าด้วยเสียงดนตรี”

นักบุญโบเอเธียส (Boethius พ.ศ.1020-1067) นักปราชญ์ชาวโรมัน แปลผลงานของเพลโตและอริสโตเติลเป็นภาษาละติน ได้รับอิทธิพลจากนักบุญออกัสติน แต่งตำราดนตรี (De Institutione Musica) มีอิทธิพลต่อดนตรีในยุคกลาง ได้แบ่งดนตรีออกเป็น 3 ชนิด ซึ่งมนุษย์สามารถที่จะเข้าถึงดนตรีได้ ถือเป็นปรัชญาพื้นฐานของการศึกษาวิจัยค้นหาองค์ความรู้ที่สำคัญ

ประเภทแรก ดนตรีในจักรวาล (Musica Mundana) เป็นดนตรีที่มีอยู่ในเสียงของธรรมชาติ เสียงดนตรีที่มีอยู่แล้วรอบๆ ตัว ดนตรีชนิดนี้มนุษย์ควบคุมไม่ได้ ต้องอาศัยธรรมชาติ มนุษย์จะต้องปรับตัวเพื่อให้เหมาะสมเข้าไปอยู่กับธรรมชาติให้ได้

ประเภทที่สอง ดนตรีอยู่ในตัวมนุษย์ (Musica Humana) ซึ่งประกอบด้วยธาตุต่างๆ ในร่างกาย (ดิน น้ำ ลม ไฟ) ดนตรีชนิดนี้มนุษย์เองก็ไม่สามารถจะควบคุมได้ทั้งหมด จำนวนหนึ่งควบคุมได้ซึ่งจะต้องฝึกฝน อีกจำนวนหนึ่งก็ไม่สามารถที่จะควบคุมได้ มนุษย์จะต้องศึกษาร่างกายของตัวเอง เพราะตัวเองเท่านั้นที่จะมีความรู้และเข้าใจร่างกายตัวเองได้ดีที่สุด

ประเภทที่สาม ดนตรีที่ออกมาจากเครื่องดนตรี (Musica Instrumentalis) ซึ่งคนเข้าใจว่า มีดนตรีชนิดนี้เท่านั้นที่นับเป็นดนตรี เพราะดนตรีที่ออกมาจากเครื่องดนตรี มนุษย์สามารถผลิตเสียงดนตรีทำให้เกิดความไพเราะ มนุษย์ประดิษฐ์เครื่องดนตรีเพื่อสร้างเสียงดนตรี และสามารถควบคุมเสียงให้เป็นไปอย่างที่ต้องการได้

ดนตรีจึงเป็นอุปกรณ์สำคัญของคริสต์ศาสนา นักบวชต้องได้รับการฝึกร้องเพลง เล่นดนตรีอย่างจริงจัง มีคณะนักร้องและนักดนตรีในโบสถ์ การสร้างโบสถ์คริสต์จะต้องสร้างให้มีเครื่องดนตรี (ออร์แกน) ไว้ มีตำแหน่งนักออร์แกนอาชีพประจำโบสถ์ ซึ่งล้วนเป็นนักดนตรีคนสำคัญของโลก อาทิ อันโตนิโอ วิวาลดิ
(Antonio Vivaldi) โยฮัน เซบาสเตียน บาค (Johann Sebastian Bach) เป็นต้น

มนุษย์มีความกลัวเป็นพื้นฐาน กลัวความมืด กลัวความเงียบ ดนตรีช่วยขจัดความกลัวให้ออกจากจิตใจ เสียงดนตรีทำให้จิตใจมนุษย์มีความอบอุ่นและมีความเชื่อมั่น เสียงคือพลัง พลังคืออำนาจ ผู้ควบคุมเสียงคือผู้คุมอำนาจ เสียงผูกติดกับจิตวิญญาณ เสียงที่ไพเราะสามารถนำวิญญาณกลับไปสู่พระเจ้าได้

ในปี พ.ศ.2424 พระสังฆราชยอห์น บัปติสต์ โปรดม ได้รับการแต่งตั้งให้เดินทางไปสำรวจและบุกเบิกงานแพร่ธรรมที่ภาคอีสานในสยาม เดินทางจากเวียดนาม 102 วัน เริ่มงานที่อุบลราชธานี มุกดาหาร นครพนม ถึงท่าแร่ สกลนคร พ.ศ.2427 โดยเริ่มเผยแผ่คำสอน เลี้ยงดูเด็กกำพร้า จัดตั้งโรงเรียนเพื่อให้การศึกษา

พระสังฆราชยอห์น บัปติสต์ โปรดม เป็นบุคคลที่มีความอดทน เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยวเยี่ยงวีรบุรุษ ไม่กลัวที่จะเผชิญหน้ากับความยากลำบาก เอาจริงเอาจังในการเผยแผ่ธรรม ทำให้เกิดกลุ่มคริสตชนขึ้นในภาคอีสาน เชียงขวาง ลาว คริสตชนจำนวนหนึ่งตามมาจากเวียดนาม อีกจำนวนหนึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็น
ผีปอบ (40 คน)

ผีปอบเป็นผีจำพวกหนึ่งอาศัยอยู่ในตัวคน กินตับไตไส้พุงหมด คนที่ผีปอบเข้าไปอาศัยอยู่ก็จะตาย ผีปอบนิยมกินเนื้อดิบๆ กินสดๆ กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม ทำให้คนทั่วไปเชื่อว่าเป็นผีปอบ พวกที่เป็นผีปอบเล่นคาถาอาคม เป็นพวกมีเวทมนตร์ เมื่อใดทำผิดข้อห้ามหรือรักษาข้อห้ามไม่ได้ คาถาอาคมก็จะเสื่อม ถือว่าของเข้าตัว สุดท้ายก็กลายเป็นผีปอบ

ผีปอบทำให้ผู้คนหวาดกลัวและเป็นที่น่ารังเกียจ ที่อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอลเป็นวัดคาทอลิกในยุคแรก มีกลุ่มพวกผีปอบมาเข้าอยู่ในกลุ่มคริสตชนท่าแร่ อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอลจึงมีจำนวนคนที่เข้าโบสถ์เพิ่มขึ้น

ผีปอบอาศัยอยู่ในชายป่าที่ห่างไกลบ้านเรือนผู้คน ยิ่งอยู่ในป่าลึกก็ไม่สามารถติดต่อกับผู้คนได้ ผีปอบอาจจะเป็นกันทั้งหมู่บ้าน ผู้ที่เป็นผีปอบต้องไปล่อลวงคนอื่น ผู้ที่อยู่ในหมู่บ้านอื่น ให้เข้ามาอยู่ในหมู่บ้านผีปอบ ผู้ที่หลงเข้าไปในหมู่บ้านของผีปอบก็จะถูกกำบังกาย หาทางออกไม่เจอ หมู่บ้านผีปอบก็จะถูกเรียกว่า “เมืองลับแล” ผู้ที่หนีรอดออกไปได้จะต้องได้รับความช่วยเหลือจากพวกผีปอบ ใช้ใบไม้ม้วนทัดไว้ที่ใบหู ใช้คาถาอาคมร่ายเวทมนตร์เพื่อให้สามารถมองเห็นทางออกจากเมืองลับแลของผีปอบ

ผู้คนในท้องถิ่นดั้งเดิมนับถือศาสนาผี ซึ่งมีผีอยู่หลายชนิด ผีปอบเป็นผีที่กินอาหารสด ยังมีผีพรายอยู่ในน้ำ มีผีกระสือที่สิงอยู่ในตัวผู้หญิง กลางวันเป็นคนธรรมดา กลางคืนออกหากินของโสโครก มีแต่หัวและตับไตไส้พุง ลอยไปลอยมา มองไกลๆ มีดวงไฟเรืองแสงแบบหิ่งห้อย

มีผีบรรพบุรุษที่เป็นมิตรกับคนในครอบครัว ต้องใช้คำพูดที่อ่อนหวานเพื่อจะให้ผีบรรพบุรุษมีอารมณ์ดี ต้องมีเครื่องสังเวย ผีบรรพบุรุษประกอบด้วย ผีพ่อแม่ปู่ย่าตาทวด ครูบาอาจารย์ พระสงฆ์ ถ้าไม่เซ่นไหว้ ผีบรรพบุรุษก็จะโกรธและจะลงโทษลูกหลานได้เช่นกัน

หมอผีเป็นคนที่เลี้ยงผีเรียกว่าผีกะ ไม่มีใครเคยเห็นตัว ผีกะมีรูปร่างเป็นสัตว์ (เป็นม้า เป็นหมา) เพราะได้ยินเสียงเหมือนม้าควบออกจากป่าหรือหมาหอน ผีกะเกิดจากผีของคนที่ยากจนไม่มีอะไรกิน ไม่มีเสื้อผ้าใส่ ไม่มีใครเซ่นไหว้ ไม่มีที่ให้สิงสถิต จึงไปสิงสถิตในร่างของลูกหลาน คอยหลอกหลอนเพื่อนบ้าน เมื่อเกิดอาการคลุ้มคลั่งก็เชื่อว่าถูกผีกะเข้าสิง ผีทุกชนชั้นไม่ว่าผีบรรพบุรุษ ผีเฝ้าถนนเฝ้าทาง ผีรักษาหมู่บ้าน จะกลัวผีกะ เมื่อผีกะเข้ามา ผีเรือนก็จะหนีหาย ผีกะเป็นผีบรรพบุรุษ ซึ่งคอยติดตามคนในครอบครัวเหมือนเงาตามตัว ผีกะกินตับไตไส้พุงเป็นอาหาร เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจะถูกกินอวัยวะภายในจนกว่าจะถูกไล่ด้วยเวทมนตร์ การเฆี่ยนตี จนทำให้คนที่ถูกผีกะเข้าสิงเสียชีวิต

มีผีโพงซึ่งเป็นผีชั้นต่ำ แฝงอยู่ในร่างของคน คนที่เป็นผีโพงจะตื่นเวลากลางคืน เดินลงบันไดไปข้างล่าง เมื่อเช็ดปลายจมูกจะเรืองแสง สว่างเหมือนแสงตะเกียง ออกไปหากินจนอิ่มแล้ว เช็ดปลายจมูกแสงก็จะดับเข้านอน เรื่องของผีเป็นข้อมูลจากคำบอกเล่า

พระสังฆราชยอห์น บัปติสต์ โปรดม แห่งอาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล ท่าแร่ ได้ช่วยเหลือให้ชาวปอบที่ถูกรังเกียจหลุดพ้นออกจากความเป็นผีปอบ ช่วยคนที่กลัวผีปอบให้รอดจากความกลัว มีผู้คนศรัทธาสูง ผู้คนพากันมาเข้าเพื่อนับถือศาสนา เพราะเชื่อว่าที่โบสถ์มีวิชาปราบผี ซึ่งมีทั้งผู้ที่เป็นผีปอบและคนที่กลัวผีปอบด้วย

จากความเป็นมาของดนตรีในคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิก ดนตรีคลาสสิก เรื่องของผีปอบ และอาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล ท่าแร่ จึงได้นำวงไทยซิมโฟนีออเคสตราไปแสดงเพลงคลาสสิกและเพลงที่เกี่ยวกับโบสถ์ แถมด้วยเพลงของจิตร ภูมิศักดิ์ นักคิดผู้กล้าซึ่งเสียชีวิตที่สกลนคร ซึ่งจะเล่ารายละเอียดเพลงในครั้งต่อไป

สุกรี เจริญสุข