การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 ได้เวียนมาบรรจบครบ 30 ปีในปีนี้ มูลนิธิพฤษภาประชาธรรมและคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ได้จัดงานรำลึกถึงผู้สละชีวิตและผู้สูญหายเป็นประจำทุกปี ประกอบด้วยพิธีสงฆ์ กิจกรรมวิชาการและกิจกรรมศิลปวัฒนธรรมเสมอมา ในการจัดงานเนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปี จึงประสงค์จะจัดให้กว้างขวางขึ้น จะขอเล่าความเป็นมาและเนื้อหาของงานให้ทราบโดยสังเขป ดังนี้
คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2536 อนุมัติให้จัดสร้างอนุสรณ์สถานวีรชนบริเวณสวนสาธารณะที่เป็นที่ตั้งเดิมของกรมประชาสัมพันธ์ และการขอสนับสนุนการจัดงานโดยกำหนดวันดังกล่าวเป็นวัน “พฤษภาคมประชาธรรม” คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2546 มีมติสืบเนื่องว่า “ส่วนราชการและผู้เกี่ยวข้องได้เข้าร่วมในวันพฤษภาประชาธรรมอยู่แล้ว สมควรให้การสนับสนุน สำหรับการขอให้ส่วนราชการที่ได้ใช้กำลังในเหตุการณ์แสดงความเสียใจนั้น กระทรวงกลาโหมได้มีหนังสือขอแสดงความเสียใจต่อผลที่เกิดขึ้นและพร้อมให้ความร่วมมือในอันที่จะก่อให้เกิดความสมานฉันท์ภายในชาติต่อไปแล้ว” ในส่วนของญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ ได้ให้อโหสิกรรมแก่ผู้ที่ใช้กำลังในเหตุการณ์ดังกล่าวแล้วด้วย
อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรมนั้นตั้งอยู่บนพื้นที่ราชพัสดุ ซึ่งกรมธนารักษ์ได้มอบให้แก่กรุงเทพมหานครเพื่อจัดทำเป็นสวนสาธารณะ อนุสรณ์สถานนี้สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงวีรชนผู้เสียสละชีวิต ในเหตุการณ์ 17-19 พฤษภาคม 2535 ประกอบด้วย อนุสาวรีย์และสวนสาธารณะที่สมเด็จพระสังฆราชเสด็จมาวางศิลาฤกษ์และทรงประทานนามว่า “สวนสันติพร” อนุสรณ์สถานนี้แสดงถึงจิตใจประชาธิปไตยของสังคมโดยรวม ที่ปรารถนาจะอยู่ร่วมกันด้วยไมตรี โดยเคารพความคิดเห็นที่หลากหลาย และเป็นสังคมที่ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพและมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตอย่างเท่าเทียมกัน
อนุสาวรีย์ที่ออกแบบโดยสมโภชน์ อุปอินทร์ ประกอบด้วย 1) ฐาน 2) แท่งสูงที่มีสี่ด้าน แต่ละด้านเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูและมีรอยกรีด 3) ลูกบาศก์ 4) ส่วนยอดที่เป็นโลหะสีทองชี้ไปด้านบน ภายในอนุสาวรีย์ได้บรรจุอัฐิผู้เสียชีวิต นอกจากการจารึกชื่อผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายแล้ว ยังมีคำจารึกดังนี้
“อนุสรณ์สถานนี้สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงวีรชนผู้เสียสละชีวิต
รอยกรีดแสดงถึงการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
กรงทรงลูกบาศก์คุมขังความคิดและจิตวิญญาณ
นกทะลวงกรงขังสู่ห้วงหาวแห่งเสรีภาพและสันติภาพ”
ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 เวลาประมาณ 11.30 น. จะมีพิธีเปิดอนุสาวรีย์วีรชนพฤษภา 35 โดย นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อติดตามผู้สูญหายและช่วยเหลือผู้เสียหายจากเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535
งานรำลึก 30 ปีพฤษภาประชาธรรมในปีนี้ ครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่ 23 กุมภาพันธ์ ถึง 27 มิถุนายน 2565 เน้นการสืบสานภารกิจเมื่อ 30 ปีก่อน โดยมีจุดมุ่งหมายการพัฒนาประชาธิปไตย สร้างประชารัฐธรรมนูญ ยุติความขัดแย้งและสร้างการปรองดองทางสังคม และที่สำคัญคือหยุดยั้งการรัฐประหารมิให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอีกต่อไป งานประกอบด้วย 1) กิจกรรมวิชาการ 2) กิจกรรมรำลึก 3) กิจกรรมศิลปวัฒนธรรม 4) การสัมมนานานาชาติ 5) การจัดพิมพ์หนังสือ 30 ปี พฤษภา 35
1) กิจกรรมวิชาการ เน้นการจัดอภิปรายสาธารณะ โดยมีเป้าหมายเชื่อมโยงเหตุการณ์เดือนพฤษภาคมปี 2535 กับการครบรอบ 90 ปี ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 และการลงพระบรมนามาภิชัยประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในวันที่ 27 มิถุนายน 2475 นอกจากนี้ การอภิปรายจะเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างคนรุ่นเก่ากับเยาวชนคนรุ่นใหม่ การเชื่อมต่อเหตุการณ์ในอดีตกับสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน และการมองไปข้างหน้าโดยมีข้อเสนอการปฏิรูปเชิงสถาบัน (institutional reform) และข้อเสนอเพื่อการลดความเหลื่อมล้ำ เป็นต้น นอกจากนี้ จะมีนิทรรศการเหตุการณ์พฤษภา 35 จัดโดยอาสาสมัครนักศึกษา ที่จะแสดงที่บริเวณสวนสันติพร และที่ห้อง LT 2 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
2) กิจกรรมรำลึก จะจัดเหมือนทุกปีในวันที่ 17 พฤษภาคม ที่บริเวณกรมประชาสัมพันธ์เดิม ซึ่งปัจจุบันได้จัดเป็นอนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม (ประกอบด้วยสวนสันติพรและอนุสาวรีย์) ภาคเช้า นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาให้เกียรติเป็นประธานในพิธี พิธีประกอบด้วย ก) การวางมาลา ข) การกล่าวรำลึก ค) พิธีสงฆ์ ง) พิธีเปิดอนุสาวรีย์ จ) การปลูกต้นเสลา 17 ต้น ในบริเวณสวนสันติพร ภาคบ่าย เป็นกิจกรรมรำลึกทางวิชาการ จัดที่ห้อง LT 2 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยจะเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้มีประสบการณ์ฝ่ายไทยกับแขกรับเชิญจากต่างประเทศ เช่น ผู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการต่อสู้ การถูกปราบปราม และการลงโทษผู้ใช้ความรุนแรงที่เมืองกวางจู เกาหลีใต้ ผู้รณรงค์เรื่องคนหายด้วยเหตุทางการเมืองในฟิลิปปินส์ และในอินโดนีเซีย เป็นต้น โดยเน้นการป้องกันมิให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำอีก
3) กิจกรรมศิลปวัฒนธรรม กิจกรรมแรกจะเริ่มวันที่ 15 พฤษภาคม 2565 เวลา 16.00-19.00 น. ณ อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม โดยอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวเปิดงาน ตามด้วยการกล่าวแนะนำผลงานศิลปะจัดวางรูป “ดาววีรชนพฤษภา 35” และนำชมโดยไกรสร ประเสริฐ ศิลปินผู้จัดงาน ศิลปกรรมรูปดาวแต่ละดวงจะมีรูปหรือชื่อของวีรชน การจัดวางหมายถึงการจัดแขวนและการประดับดาวตลอดบริเวณและตลอดสัปดาห์ของงาน กิจกรรมวันที่ 15 จะปิดท้ายด้วยการแสดงดนตรี กิจกรรมที่สองจะจัดในวันที่ 17 ที่อนุสรณ์สถาน ภาคเช้า จิตรกรนัดหมายกันมาวาดรูปสะท้อนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและการต่อต้านความรุนแรง โดยเฉพาะการช่วงชิงอำนาจด้วยการรัฐประหาร ภาคเย็นเริ่มเวลา 17.00 น. ที่อนุสรณ์สถาน จะมีการแสดงดนตรี การอ่านบทกวี นำโดยหงา คาราวาน และเพื่อนพ้องศิลปินเพื่อชีวิต
ในโอกาสครบรอบ 30 ปี พฤษภา 35 มีการประพันธ์เพลงเพื่อโอกาสนี้โดยเฉพาะ และศิลปินได้ร่วมกันบันทึกเสียงการขับร้องเพลง 30 ปี พฤษภา 35 เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะนำมาบรรเลงในงาน ทั้งที่อนุสรณ์สถานและที่ห้อง LT2 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
4) การสัมมนานานาชาติ เริ่มช่วงบ่ายของวันที่ 17 ที่ห้อง LT2 ซึ่งได้กล่าวไปแล้วในฐานะส่วนหนึ่งของกิจกรรมรำลึก การสัมมนาในช่วงที่สองจะจัดในวันที่ 18 ทั้งวัน ที่ห้อง LT2 ช่วงเช้ามีการอภิปรายในหัวข้อ “ความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตย การเคารพสิทธิมนุษยชนและนิติรัฐ” ส่วนหัวข้อในช่วงบ่ายได้แก่ “การบังคับสูญหาย การปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ” การประชุมเป็นแบบผสมคือ ผู้เข้าสัมมนาสามารถเลือกเข้าประชุมที่ห้อง LT2 ก็ได้ หรือเข้าประชุมออนไลน์ก็ได้ สำหรับภาษาที่ใช้ จะใช้ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษก็ได้ โดยจะมีบริการล่ามแปลภาษาตลอดการประชุม
5) จะมีการจัดพิมพ์หนังสือเหตุการณ์พฤษภา 35 ที่เป็นประวัติศาสตร์บอกเล่า โดยมีสัญญา ชีวะประเสริฐ ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นบรรณาธิการ
ในระหว่างที่ตระเตรียมงานกันอยู่นั้น มีกระแสต่อต้านที่มาจากเครือข่ายประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเชิญกลุ่ม องค์กร ต่าง ๆ ร่วมกันลงชื่อเพื่อแสดงเจตจำนงไม่เข้าร่วมกิจกรรมการรำลึกวีรชนพฤษภาคม 2535 ในเวทีเดียวกันกับผู้มีบทบาทในการสังหารประชาชนในเหตุการณ์เมษายนและพฤษภาคม 2553 และผู้มีส่วนร่วมและสนับสนุนในการรัฐประหาร 2549 และ 2557 และขอเรียกร้องนักวิชาการชาวต่างชาติงดเข้าร่วมกิจกรรมนี้ด้วย เครือข่ายดังกล่าวออกแถลงการณ์ “ประณามการบิดเบือนเจตนารมณ์วีรชนเดือนพฤษภา 35 โดยการจัดกิจกรรมรำลึก 30 ปีของคณะบุคคลกลุ่มหนึ่ง” และเชิญชวนผู้เห็นด้วยกับแถลงการณ์ร่วมลงนามเพื่อแสดงว่า “ไม่เห็นด้วยกับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้และขอประณามคณะผู้จัด และเรียกร้องไปยังประชาชนผู้รักประชาธิปไตยขอให้ไม่เข้าร่วมกิจกรรมนั้น ถือเป็นการประท้วงคณะผู้จัดกิจกรรม รวมทั้งเป็นการสืบทอดเจตนารมณ์ของวีรชน 2535 สืบต่อไป”
ผมในฐานะผู้ร่วมจัดงาน 30 ปีพฤษภาประชาธรรมคนหนึ่ง รู้สึกเสียใจที่ถูกประณามในครั้งนี้ แต่ก็พยายามทำความเข้าใจความรู้สึกและปฏิกิริยาของผู้ที่ประณามผู้จัดงาน ผมเห็นว่าการพัฒนาประชาธิปไตยตลอดเวลา 90 ปีที่ผ่านมานั้น เต็มไปด้วยขวากหนาม ซึ่งสรุปว่ามาจากทัศนคติอำนาจนิยมส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งมาจากการแสวงอำนาจทางการเมืองของทหารกลุ่มหนึ่ง ที่ทำการรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่า การจัดงานครั้งนี้หวังว่าฝ่ายประชาธิปไตยจะร่วมมือกัน “ประหารรัฐประหาร” ให้หมดไปนั่นเอง
ในงานรำลึกที่มูลนิธิพฤษภาประชาธรรมและคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 จัดเป็นประจำทุกปีนั้น จะเชิญตัวแทนรัฐบาล รัฐสภา พรรคการเมือง กองทัพบก องค์กรภาคประชาสังคม ฯลฯ วางมาลาและกล่าวรำลึกถึงผู้วายชนม์ในเหตุการณ์พฤษภา 35 สำหรับปีก่อน ๆ ก็ได้เชิญนายกรัฐมนตรีซึ่งส่งผู้แทนมาบ้าง ไม่ส่งบ้าง มาปีนี้ ขอน้อมรับคำวิจารณ์ว่า การเชิญรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะเดียวก็เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลมาวางมาลานั้นอาจทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ดังที่เครือข่ายฯระบุไว้ในแถลงการณ์ได้ สำหรับปีนี้ มีการเปิดอนุสาวรีย์พฤษภาประชาธรรม การจัดกิจกรรมทางวิชาการ และการสัมมนานานาชาติเพราะเป็นการครบรอบ 30 ปี รวมทั้งกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมดังได้กล่าวไว้ในตอนต้นของบทความ ผู้ที่รับเชิญเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้ พิจารณาถึงการมีส่วนร่วมในเหตุการณ์เมื่อ 30 ปีก่อน ตลอดจนบทบาทการสนับสนุนการรำลึกเหตุการณ์พฤษภา 35 ที่ผ่านมาเป็นสำคัญ
เหตุการณ์ทางการเมืองที่มีผู้คนล้มตายหลายสิบคนหรือนับร้อยคนนั้น ได้แก่เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516, 6 ตุลา 2519, พฤษภา 35, และเมษา-พฤษภา 53 สำหรับเหตุการณ์ 14 ตุลา และพฤษภา 35 กว่าจะสามารถจัดสร้างอนุสรณ์สถานได้ ก็ใช้เวลา 25 ปีและ 30 ปีตามลำดับ ส่วนเหตุการณ์ 6 ตุลา ได้อาศัยประติมากรรมส่วนหนึ่งในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นสถานที่จัดกิจกรรมรำลึก น่าเสียดายที่เหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 ยังอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง โดยฝ่ายที่รู้สึกว่าถูกกระทำยังไม่ได้รับการเยียวยาในส่วนที่เป็นบาดแผลทางจิตใจ ส่วนประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ยังอยู่ในกระแสของวาทกรรมโต้แย้งทางการเมืองเพื่อให้เหตุผลว่าตนถูก
หลังเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 มีความพยายามสร้างความปรองดองและการตั้งคณะกรรมการชุดต่าง ๆ เพื่อแสวงหา “ความจริง” แต่ก็เป็น “ความจริง” ที่ฝ่ายหนึ่งอาจยอมรับเพียงส่วนที่สอดคล้องกับความเข้าใจของฝ่ายตน แม้การรัฐประหารปี 2557 ก็น่าจะเป็นอย่างที่วิจารณ์กันว่า เป็นการชุมนุมที่อ้างประชาธิปไตยเพื่อนำไปสู่ล้มกระดาน ผู้ล้มกระดานยังอ้างว่าต้องการสร้างความปรองดองด้วยซ้ำไป สุดท้ายเพียงต้องการอยู่ยาวเท่านั้นเอง
ผมพยายามเข้าใจความรู้สึกและความคับข้องใจของผู้ลงนามในแถลงการณ์ดังกล่าว และปรารถนาให้สังคมเข้าใจความรู้สึกเช่นนั้นมากขึ้นด้วย เหตุการณ์ปี 53 ผ่านมาแล้ว 12 ปี ต่างฝ่ายต่างมั่นใจใน “ความถูกต้อง” ของตน แม้บางคนจะพูดว่า “ปรองดองกันซิ” แต่ตามความเห็นของชัยวัฒน์ สถาอานันท์ การปรองดองเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ทั้งความพยายามและเวลา จะบังคับความรู้สึกให้เห็นแก่สิ่งนั้นสิ่งนี้ แล้วหันมาปรองดองกันคงจะยาก อย่างไรก็ดี ความโกรธถ้าอยู่กับเรานานเกินไปคงไม่ดี แต่ผมจนปัญญาที่จะเสนอรูปธรรมใดที่อาจนำไปสู่การก้าวข้ามสิ่งที่ยังอัดแน่นในใจ เพียงแต่หวังว่าวันหนึ่ง เราจะก้าวข้ามไปด้วยกันได้
โคทม อารียา

