หน้าแรก คอลัมนิสต์ บทสรุป‘บัตรเล...

บทสรุป‘บัตรเลือกตั้ง2ใบ’ ‘โหวตในสภา-ตีความ’

15.05.22 | 13:00 น.

หมายเหตุ – ความเห็นของนักวิชาการและตัวแทนพรรคการเมือง สมาชิกวุฒิสภาในการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. (ฉบับที่…) พ.ศ. … ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ และ ส.ส.พึงมีหารด้วย 100 ที่จะเข้าสภาพิจารณาวาระ 2-3 ในสมัยประชุมนี้

สิริพรรณ นกสวน สวัสดี
อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครองคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

เริ่มต้นชัดเจนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปตามญัตติของพรรคประชา ธิปัตย์ (ปชป.) ที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 มาตรา ซึ่งเป็นการแก้ไขไม่คลีน แต่ในมาตรา 91 เขียนเอาไว้ชัดว่า ให้คำนวณสัดส่วนตามบัญชีรายชื่อ โดยจะต้องเป็นสัดส่วนที่สัมพันธ์โดยตรงกับจำนวนคะแนนรวมข้างต้น คือจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 ที่นั่ง ดังนั้น ในแง่ของกฎหมายและรัฐธรรมนูญจึงมีความชัดเจน เพียงแต่ยังมีมาตราหลงเหลือ คือมาตรา 93 และมาตรา 94 ที่มีคำว่า ส.ส.พึงมี ซึ่งคำว่า ส.ส.พึงมีเป็นการเข้าใจผิดอันมโหฬาร ระหว่างสถาบันนิติบัญญัติและสังคม ว่า ส.ส.พึงมีคือการต้องหารด้วย 500 ทั้งที่ความจริง ส.ส.พึงมีคือสัดส่วนของคะแนนที่ใช้เป็นฐานคิดสำหรับบัญชีรายชื่อ ดังนั้น เมื่อกำหนด ส.ส.บัญชีรายชื่อไว้ 100 สัดส่วนจึงเป็น 100 เพราะสัดส่วนมาจากคำว่าโควต้า เหมือนรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ก็มีคำนี้ ซึ่งตอนนั้นหารด้วยจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ คือ 125 ที่นั่ง

ดิฉันคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่ นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ จะต่อสู้เพื่อให้ใช้สูตรคำนวณหาร 500 ในการประชุมรัฐสภา วาระ 2 และวาระ 3 โดยหากเกิดความเปลี่ยนแปลงจะไม่ได้เป็นภาพสะท้อนของการยึดตัวบทของรัฐธรรมนูญที่ได้รับการแก้ไขมาแล้ว แต่จะเป็นภาพสะท้อนของการคุมเสียงในรัฐสภาที่รวมถึง ส.ว.ด้วย เป็นการสะท้อนผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองที่คุมเสียงในสภา โดยที่ไม่ได้ยึดตามตัวบทกฎหมายตามญัตติ หรือตามข้อความในรัฐธรรมนูญที่ได้แก้ไว้

Advertisement

ตัวตัดสินในการประชุมร่วมรัฐสภาที่จะเกิดขึ้นคือ ส.ว. เพราะ ส.ส.ที่มีพรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นพรรคใหญ่สุด และ ส.ส.ส่วนหนึ่งของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่ควบคุมโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค พปชร. น่าจะเห็นชอบกับสูตรคำนวณที่หารด้วย 100

พล.อ.ประวิตรอยากให้ใช้สูตรหารด้วย 100 ก็สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้พรรค พปชร.ได้ยื่นญัตติด้วยสูตรหาร 100 เป็นสมัยที่พรรค พปชร.มีความเป็นใหญ่ เหนียวแน่น และมีศักยภาพมากกว่านี้ แม้ปัจจุบันพรรค พปชร.จะไม่มีเอกภาพเหมือนเดิม หรือแตกออกไปเป็นพรรคเศรษฐกิจไทยของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งทำให้มีการวิเคราะห์กันว่าพรรค พปชร.จะไม่ได้ประโยชน์จากระบบเลือกตั้งนี้เท่าใดนัก

แต่ประเด็นหลักที่ พล.อ.ประวิตรอยากจะจัดการคือ การจัดการพรรคเล็ก เพราะการมีพรรคเล็กเป็นต้นทุนทางการเมืองที่ต้องคอยดูแล ดังนั้น ผลประโยชน์ของการใช้สูตรคำนวณหารด้วย 100 คือการกำจัดพรรคเล็ก เพื่อไม่ให้พรรคเล็กมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เพราะเป็นต้นทุนที่ต้องคอยปลูกกล้วย โดยทุกครั้งที่ต้องใช้เสียงโหวตพรรคเล็กเหล่านี้จะมี Blackmail potential หรือมีศักยภาพสูงในทางการเมืองมากกว่าความเป็นจริง คือหากถอนตัวรัฐบาลสามารถล่มได้ เหมือนที่กำลังจะเกิดขึ้นในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เมื่อมาวิเคราะห์ร่วมกับ ส.ว.ที่แบ่งออกเป็น 2 สาย คือ 1.สายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ 2.สายของ พล.อ.ประวิตร ซึ่ง ส.ว.สายของ พล.อ.ประวิตรมีมากกว่า ดังนั้น สูตรคำนวณที่หารด้วย 100 จะสามารถผ่านรัฐสภาไปได้ หากจะมีการโหวตคว่ำ หรือให้กลับไปใช้สูตรคำนวณ 500 ก็ต้องมีผู้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอยู่ดี เพราะเจตนารมณ์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 ระบุไว้ชัดเจนว่า ให้มี ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน และคำนวณคิดแยกกัน โดยใช้ฐาน 100 เป็นหลัก แต่ดิฉันก็มีความเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญอาจจะตีความตามเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ และกระบวนการที่เกิดขึ้นมาทั้งหมดเป็นไปตามกระบวนการตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ไม่ได้มีอะไรผิดไปจากที่รัฐธรรมนูญกำหนด ซึ่งก่อนหน้านี้ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ยื่นไปแล้วแต่ศาลรัฐธรรมนูญตีตกคำร้อง

ในการเลือกตั้งครั้งหน้าที่ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ และสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อหารด้วย 100 จะทำให้จำนวนพรรคเล็กลดลงแน่นอน ซึ่งโดยหลักการก็ควรจะเป็นเช่นนั้น พรรคการเมืองในระบบบัญชีรายชื่อที่ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ต้องการให้พรรคการเมืองได้รับความนิยมในระดับกว้าง เพื่อเป็นตัวแทนให้กับคนหลายกลุ่มได้จำนวนมากพอ ไม่ได้ต้องการให้มีพรรคขนาดจิ๋วมากมายแบบนี้ ที่จะเป็นผลดีต่อรัฐบาลด้วย คือเป็นรัฐบาลผสมที่มีเสถียรภาพมากขึ้น เหมือนกับสมัยรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มาจากการเลือกตั้ง พ.ศ.2554 ที่มีพรรคการเมือง 11 พรรคเข้ามา
ทั้งนี้ ยิ่งเข้าสู่การเลือกตั้ง เราจะเห็นว่าพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่อาจจะยุบรวม หรือล้มหายตายจากก่อนที่จะได้เลือกตั้งด้วยซ้ำ พรรคที่จะเหลือไปสู่การเลือกตั้งจึงจะไม่เหลือมากเท่าปัจจุบัน

สมชาย แสวงการ
สมาชิกวุฒิสภา

ปัจจัยที่อาจจะทำให้วาระ 2 และ 3 เกิดการพลิกเกมโหวตสูตรหารด้วย 100 นั้นมี 2 มุม มุมของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งแรกที่เคยแก้ไขเป็นบัตร 2 ใบ และในชั้น กมธ.ก็มีการแก้ไขเพิ่มเติมประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 93 และ 94 รวมถึงแก้ไขประเด็นที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องกับคำว่า ส.ส.พึงมี ซึ่งหากตัดออกก็อาจจะกังวลว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือข้อบังคับหรือไม่ จึงตัดใจถอยออกไป ซึ่งหากตัดออกไปก็จะไม่ต้องมีการตีความอย่างที่ นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ (พธม.) เห็นว่ามีประเด็นอยู่ว่า คำว่า ส.ส.พึงมีมันยังค้างอยู่ในรัฐธรรมนูญ และต้องนำกลับมาคำนวณจะมาใช้วิธีแบบปี’40 ปี’50 ไม่ได้ ซึ่งพรรคเล็กอาจจะมองว่าเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญปี’60 ต้องการให้เกิดพรรคเล็ก โดยตอนที่ร่างกันก็มีการคุยกันว่าไม่ต้องเป็นสมาชิกพรรค แล้วสามารถสมัคร ส.ส.ได้เลยหรือไม่ แต่สุดท้ายเสียงส่วนใหญ่ก็บอกว่าขอให้มีพรรคตามเจตนารมณ์ แต่ถามว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคเล็กจะยังอยู่หรือไม่ ก็ค่อนข้างตอบลำบาก ซึ่งวันนี้ตนมองว่าไม่มีใครชี้ขาด สุดท้ายคือ 1.สิทธิในการยื่นศาลรัฐธรรมนูญของพรรคเล็กที่เสียผลประโยชน์ก็สมควรยื่น เพราะถ้าแก้เป็นสูตรที่หารด้วย 500 ตนมองว่าพรรคใหญ่ก็อาจจะยื่นเช่นเดียวกัน ซึ่งก็เป็นสิทธิของเขาและตนก็เห็นด้วยทั้งคู่

แล้วหากการพิจารณาของรัฐสภาในวาระ 2-3 ส.ส.ที่เหลือไม่เห็นด้วยกับการใช้สูตรคำนวณที่หารด้วย 100 จะทำให้มีโอกาสที่จะไม่ผ่านและกลับไปใช้สูตรหารด้วย 500 นั้น มติของ ส.ส.ที่ออกมาใน กมธ.ก็มาจากมติพรรคการเมืองอยู่แล้ว มันแทบจะเป็นไปไม่ได้แล้วที่จะกลับมติ กมธ.ไม่ได้ทำงานเป็นอิสระเหมือน ส.ว.ที่โหวตไม่เหมือนกัน แต่หากสังเกตจะเห็นว่า ส.ส.โหวตเป็นพรรคหมด เว้นแต่ นพ.ระวี ซึ่งก็แปลกใจที่เดิมพรรคก้าวไกลอยากได้สูตรที่หารด้วย 500 แต่ก็เปลี่ยนกลับมาเป็นหารด้วย 100 ก็เป็นมติพรรค แสดงว่าเขามองว่าเขาได้ประโยชน์หรือไม่ ซึ่งก็ได้และเสียประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้น ส่วนที่อ้างว่าขัดรัฐธรรมนูญก็เป็นแค่มุมมองกับข้ออ้างเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องผลประโยชน์ของพรรคการเมืองไม่ว่าจะพรรคเล็กหรือพรรคใหญ่ ฉะนั้น ส.ว.เราก็โหวตตามที่เห็น ประเด็นที่ยังมีความกังวลอยู่คือเจตนารมณ์เท่านั้น

ส่วนทิศทางที่ผ่านมา ส.ว.โหวตที่ไม่เห็นด้วยมาตลอด ในสภาก็ยังยืนยันจะไม่เห็นด้วยใช่หรือไม่ ในส่วนนี้ตอบยาก แต่ส่วนใหญ่ก็คงจะไปฟังการอภิปรายกับการสงวนคำแปรญัตติอีกครั้งแล้วจะตัดสินใจในการลงมติอีกครั้ง ทั้งนี้ ส่วนตัวประเมินว่าขณะนี้ฟันธงไปได้เลยว่าหารด้วย 100 เว้นแต่พรรคร่วมรัฐบาลจะเห็นปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ที่จะเกิดขึ้น เพราะตอนนี้เขาไม่เชื่อเรื่องแลนด์สไลด์ จึงโหวตใช้สูตรคำนวณหารด้วย 100 แต่หากเขากลัวแลนด์สไลด์เขาอาจจะพลิกกลับก็ได้ แต่ ส.ว.อาจจะโหวตเห็นด้วยกับแต่ละสูตรอย่างละครึ่งๆ หรือส่วนใหญ่อาจจะเห็นว่าควรจะใช้สูตรหารด้วย 500 เพราะเขาก็ยังอยากให้เกิดพรรคเล็กอยู่ ซึ่ง ส.ว.ก็คงทำได้แค่นั้นเพราะเป็นเสียงข้างน้อยในสภา เนื่องจากการลงมติในครั้งนี้ไม่ได้มีเงื่อนไข 1 ใน 3 ขณะนี้ก็เชื่อว่าทุกพรรคยกเว้นพรรคเล็กจะโหวตไปในทิศทางเดียวกัน และคาดว่าจะเกิน 400 กว่า ซึ่งถือว่าเกินเสียงข้างมากมาแล้ว ฉะนั้น แม้ ส.ว.ทั้ง 250 จะโหวตเห็นด้วยกับสูตรที่ใช้ 500 หารก็ไม่มีทางชนะ

สุทิน คลังแสง
ประธานคณะกรรมการประสานงาน
พรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน)

เชื่อว่าไม่น่ามีอะไรเป็นข้อผิดพลาด และไม่มีเหตุผลอื่นใดที่จะปฏิเสธในวาระที่ 2 และ 3 ทั้งนี้ โดยหลักการ ตรรกะ และบรรยากาศการประชุมมาตลอดที่ผมได้สดับรับฟัง ผมมั่นใจว่าผ่าน เพราะไม่มีเหตุผลอื่นใดมาอธิบายว่าไม่ควรผ่าน ที่ถามว่าเมื่อดูจากการลงมติของ ส.ว.แล้วมีความเป็นไปได้ไหมว่า ส.ว.จะยืนว่าไม่เอา แล้วเกิดเดดล็อกที่ทำให้หาร 100 ไม่ผ่านสภาวาระ 2 และ 3 นั้น ถ้ามีก็เป็นเหตุผลอื่น หรือเป็นเป้าหมายอื่นที่ไม่ใช่หลักของเหตุผล หรือหลักของกฎหมายเท่าที่ควร แต่เป็นการมีวาระพิเศษ ซึ่งอันนี้เราก็คาดหมายไม่ได้ และในอดีตก็เคยเกิดขึ้นในสภายุคนี้ และเราก็เพิ่งประสบกันมาหมาดๆ ว่ากฎหมายมาดีๆ ก็มาตกเอาเสียดื้อๆ ถามว่ามีโอกาสที่จะไม่ผ่านไหม ก็มีโอกาสเหมือนกันที่จะไม่ผ่าน แต่โอกาสที่จะไม่ผ่านนั้นน้อยกว่าโอกาสที่จะผ่าน ที่บอกว่ามีโอกาสที่จะไม่ผ่านเหมือนกันเพราะประสบการณ์ในอดีต และเมื่อไม่นานมานี้ ฉบับก่อนๆ ก็บอกเราอยู่ ทั้งนี้ เสียง ส.ว.มีส่วนสำคัญมาก เพราะเมื่อเสียงรวมกันแล้วจำนวนเยอะมาก แต่วาระ 2 นี้ขั้นตอนจะแตกต่างจากการรับหลักการร่างรัฐธรรมนูญ คือไม่ต้องผ่านเสียง ส.ว.ขั้นต่ำ 84 เสียง แต่เอาทั้งสภามาคำนวณ ซึ่งตรงนี้จะต่างจากกฎหมายแม่

เท่าที่ได้พูดคุยกันเสียง ส.ส.เกินครึ่งที่จะผ่าน แต่เมื่อไปรวมกับ ส.ว.ทำให้ดูยาก แต่ผมคิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องไปอธิบาย หรือล็อบบี้ใครหรอก เพราะเรื่องนี้เป็นที่รับรู้กันมาเป็นลำดับ ทุกคนก็คงศึกษามาเป็นลำดับ ผมว่าอยู่ที่เป้าหมายของแต่ละคนมากกว่าว่าจะเอาอย่างไร แต่ผมมั่นใจและมีความเชื่อว่าโอกาสที่จะได้หาร 100 มีมากกว่าแน่นอน

นิกร จำนง
ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา

ปรากฏออกมาว่าจะมีการเดินหน้าต่อสู้ในการพิจารณาวาระ 2 และวาระ 3 ส่วนตัวมองว่าโอกาสที่จะพลิกกลับไปใช้สูตรคำนวณที่หาร 500 เป็นไปได้ยาก เนื่องจากร่างที่ผ่านวาระรับหลักการทั้ง 4 ร่างหารด้วย 100 หมด และผมในฐานะเป็นเลขานุการ กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญสิ่งที่บันทึกไว้คือเราเอาวิธีการคำนวณแบบปี 2554 มาใช้ ถ้าตรวจสอบเจตนารมณ์ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เอามาจากปี 2554 เมื่อปี 2554 เป็น 100 เจตนารมณ์ก็คือ 100 ไม่ได้เขียนหาร 500 ดังนั้น ทุกอย่างจะเป็นไปตามความจริงที่ควรเป็น และครั้งนี้ไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะต้องใช้เสียง ส.ว. 1 ใน 3 คือใช้เสียงข้างมากของ 750 เสียง