หน้าแรก บทความ เดินหน้าชน ‘ส่งออก’ดีในร...

‘ส่งออก’ดีในร้าย

17.05.22 | 13:00 น.

ภาวะเศรษฐกิจตอนนี้ทั้งของโลกและไทยอยู่ในสภาพด้ายก้อนใหญ่ที่ยุ่งเหยิง มีหลายปมเงื่อนที่ถูกผูกและยากจะแกะคลายออกมาให้กลับมาปกติ

ทั้งการสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่แบ่งค่าย แบ่งขั้วระหว่างประเทศต่างๆ มีการตอบโต้กันทางเศรษฐกิจ ที่ส่งผลให้เกิดเงื่อนปมมากหลายเป็นทอดๆ ทั้งราคาก๊าซและน้ำมันพุ่งสูง ซัพพลายเชนวัตถุดิบต่างๆ มีปัญหา ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง

อัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศเพิ่มสูงขึ้นมาก จนต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อเบรกไม่ให้เศรษฐกิจร้อนเกินไป

หากเหตุที่เงินเฟ้อสูงมาจากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น เป็นเรื่องดีมานด์-ซัพพลาย ตามกลไกตลาด ย่อมเป็นเรื่องที่ดี

แต่ถ้าเงินเฟ้อสูงด้วยเหตุต้นทุนการผลิตเพิ่ม ทำให้สินค้าต้องปรับราคาตาม ไม่ได้เกิดจากกำลังซื้อ ก็เป็นเรื่องที่น่าวิตกไม่น้อย เพราะรายได้ยังเท่าเดิม บางคนเงินในกระเป๋าลดลงด้วยซ้ำ แต่ต้องจ่ายเงินมากกว่าเดิมเพื่อซื้อสินค้าในราคาที่สูงขึ้น ยิ่งหากเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ ก็ยิ่งซ้ำเติมให้ย่ำแย่ลงไปอีก

Advertisement

ยังมีเรื่องโควิดที่พิษตกค้าง เศรษฐกิจในภาคส่วนต่างๆ ยังไม่ฟื้นเต็มที่ หลังถูกเชื้อไวรัสพันธุ์ใหม่ทำลายย่อยยับมาก่อนหน้านี้

จากปมเงื่อนเศรษฐกิจที่ยุ่งเหยิง ทำให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปี 2565 จาก 4.4% เหลือ 3.6% ส่วนประเทศไทย ไอเอ็มเอฟคาดว่าจีดีพีจะโต 3.3% ส่วนกระทรวงการคลังที่เคยคาดว่าจีดีพีจะโต 4% ก็ปรับลดเหลือ 3.5% ขณะที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คงประมาณการไว้เท่าเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ในกรอบ 2.5-4.0%

ทั้งนี้ แม้จะมีปัจจัยลบและความเสี่ยงมากมายที่กระทบต่อเศรษฐกิจไทย แต่ยังมีเรื่องดีในร้าย นั่นคือการส่งออกไทยที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง

เมื่อปี 2564 ที่ยังมีวิกฤตโควิดและปัจจัยลบต่างๆ แต่การส่งออกโตถึง 17.1% จากเป้าตั้งที่ไว้แค่ 4% ถือว่าสูงสุดในรอบ 11 ปี มีเงินเข้าประเทศ 8.5 ล้านล้านบาท

ส่วนปี 2565 ตั้งเป้าการส่งออกจะขยายตัวแค่ 4% เนื่องจากปี 2564 ฐานการส่งออกสูงมาก แต่ช่วง 3 เดือนแรกปีนี้ก็ทะลุเป้าแล้ว โดยเป็นบวกถึง 15% มีเงินเข้าประเทศ 2.4 ล้านล้านบาท จากเป้าทั้งปีที่ 9 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะตัวเลขเมื่อเดือนมีนาคม 2565 ส่งออกพุ่งไปถึง 19.5% เงินเข้าประเทศประมาณ 9.2 แสนล้านบาท สูงสุดรอบ 30 ปี

ทั้งนี้ สินค้า 3 หมวดที่เติบโตได้ดี 1.หมวดสินค้าการเกษตร ขยายตัว 3.3% โดยเฉพาะข้าว ขยายตัวถึง 53.9% 2.หมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร ขยายตัว 27.7% เช่น น้ำมันพืช ขยายตัว 350% โดยเฉพาะน้ำมันปาล์ม ขยายตัว 768.3% น้ำตาลทราย ขยายตัว 204.3%

3.หมวดสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 20.6% เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ขยายตัว 71.9% โทรสาร โทรศัพท์ ขยายตัว 37.9% อัญมณีและเครื่องประดับ ขยายตัว 37.1% คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ขยายตัว 36.9%

ดังนั้น เครื่องจักรการส่งออก ที่มีมูลค่าเกือบ 60% ของจีดีพี ยังเป็นพระเอกช่วยประคองเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ท่ามกลางวิกฤตต่างๆ

ขณะที่พระรองอย่างการท่องเที่ยวก็มีแนวโน้มที่กลับมาขับเคลื่อนช่วยเศรษฐกิจอีกครั้ง หลังจากทรุดไปยาวนานกว่า 2 ปี

เมื่อปี 2562 ก่อนโควิดระบาด รายได้จากการท่องเที่ยวมีกว่า 3 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 11% ของจีดีพี แต่เมื่อเจอพิษโควิด ทำให้ปี 2563 รายได้วูบหายไปเหลือ 2.7% ของจีดีพี และปี 2564 แค่ 0.9% ของจีดีพี

เมื่อรัฐบาลปลดล็อกการเดินทางเข้าประเทศ โดยยกเลิกระบบเทสต์ แอนด์ โก และคาดว่าจะยกเลิกไทยแลนด์ พาสในเร็วๆ นี้ จะช่วยให้ต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทย 7-10 ล้านคน

เมื่อ “พระเอก” และ “พระรอง” รวมพลังพลิกฟื้นเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องดีในร้าย เพื่อช่วยกันฝ่าวิกฤตครั้งนี้

วุฒิ สรา