“หมอปลา” มีชื่อจริงว่า จีรพันธ์ เพชรขาว เน็ตไอดอลผู้สร้างชื่อมาจากการเป็น “มือปราบสัมภเวสี” พิสูจน์เรื่องงมงายประเภททรงเจ้าเข้าผี หรือผู้อวดอ้างอิทธิฤทธิ์คุณไสยลวงโลก พัฒนามาสู่การเป็น “มือปราบพระนอกรีต” ผู้ตามไล่เปิดโปงพระภิกษุทุศีล
ปฏิบัติการของหมอปลานั้นออกจะสุ่มเสี่ยง เพราะในแต่ละครั้งที่บุกไปจับภิกษุทุศีลปาราชิกนั้น หากไม่มีหลักฐานอันประจักษ์พิสูจน์ได้ตามข้อกล่าวหา หรือมีแต่ไม่หนักแน่นพอแล้ว ราคาที่หมอปลาจะต้องเสียเดิมพันคือการตกเป็นจำเลยในคดีอาญา ซึ่งเป็นไปได้ตั้งแต่บุกรุกในยามวิกาล กักขังหน่วงเหนี่ยว ข่มเหงรังแก ไปจนถึงหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นโดยการโฆษณา
กระนั้นที่ผ่านมาเขาก็รอดมาได้ตลอด เพราะทุกครั้งนั้นเขาเป็นฝ่ายชนะ สามารถจับพระนอกรีตได้
คาหนังคาเขา หรือแม้แต่ยังไม่ทันทำอะไรด้วยซ้ำ พระบางรูปก็ร้อนอาสน์เปิดแผลพิรุธออกมาเองจนต้องยอมสึกหาลากันไป
ก่อนหน้านี้เคยทราบว่ามีกรณีที่เขาผิดพลาดอยู่บ้าง หากครั้งล่าสุดนี้อาจถือว่าหนักหนาที่สุด คือการไปกล่าวหา “หลวงปู่แสง” พระเกจิอายุเฉียดร้อยพรรษาว่ามีพฤติกรรมสมควรทางเพศกับสีกาด้วยการแตะเนื้อต้องของสงวน หากเรื่องก็กลายเป็นโอละพ่อต่อเนื่องเป็นคอมโบ โดยต่อที่หนึ่งคือ เมื่อแพทย์ยืนยันพร้อมหลักฐานว่าหลวงปู่มีภาวะสมองเสื่อม ซึ่งการกระทำทั้งหลายของท่านนั้นมิได้เกิดจากสำนึกรู้หรือมีเจตนาใดๆ เรื่องนี้สอดคล้องและเป็นเหมือนการเฉลยให้ภาพของหลวงปู่ที่ปรากฏต่อสื่อเมื่อครั้งที่แห่แหนกันไปเปิดโปงนั้น กลายเป็นภาพที่น่าเห็นใจของพระชราที่พยายามตอบโต้ด้วยสัญชาตญาณและสติรู้ตัวที่หลงเหลือน้อยไร้ทางสู้อย่างน่าเห็นใจ
ส่วนโอละพ่อต่อที่สองคือ เมื่อหมอปลาอ้างว่ามีหลักฐานและยกโขยงกันไปพร้อมเจ้าหน้าที่รัฐหมายจะไปรุกฆาตหลวงปู่ให้จนมุมคาวัดเหมือนทุกเคสที่เขา “เก็บงาน” ได้ ก็ปรากฏว่าผู้สื่อข่าวที่ไปด้วยกันนั้นได้ไปกระทำการและใช้วาจากับหลวงปู่อย่างที่ต่อให้ไม่ใช่เป็นพระเกจิอาจารย์ แต่การใช้กิริยาและวาจาหยาบเย้ยต่อผู้มีอายุปูนนั้น วิญญูชนก็ยอมรับได้ยาก ส่งผลให้มีการสอบสวนที่ทำให้เกิดคอมโบปิดเกม ที่เรื่องมาเปิดเผยว่าหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอที่หมอปลาใช้อ้างว่าหลวงปู่นั้นกระทำการไม่เหมาะสม เกิดจากการ “แสวงหาหลักฐาน” โดยมิชอบของฝ่ายหมอปลา ร่วมกับผู้สื่อข่าวโทรทัศน์หญิงผู้นั้นเอง ทำให้โทษของนักข่าวจากการให้พักงานในตอนแรกกลายเป็นออกจากงาน และหมอปลาจากที่เพิ่งเป็นฮีโร่ปราบพระฉันหมูกระทะแกล้มเหล้าไปเมื่อไม่ถึงเดือนก็พลันเป็นผู้ร้ายจากสังคมจนต้องไปทำการขอขมาหลวงปู่ โดยไม่รู้ว่าความเสียหายทางความเชื่อถือนี้จะรุนแรงในระดับใด
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ยังคงเหลือข้อติฉินอยู่บ้างในฝั่งของหลวงปู่ คือตัวลูกศิษย์ลูกหา ด้วยว่าเมื่อปรากฏชัดเช่นนั้นว่าหลวงปู่มีปัญหาสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ซึ่งเป็นปกติธรรมดาสังขาร แต่ก็เป็นศิษยานุศิษย์ที่ยังคงให้ท่านออกมารับหน้าญาติโยมในสาธารณะจนเกิดภาพที่ไม่เหมาะสม หรือไม่น่าดูจนเกิดเรื่องขึ้น รวมถึงการอวดอ้างอุตริต่างๆ นานา อย่างที่ต่อให้ไม่มีการสร้างเรื่องโดยหมอปลาก็อาจจะเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ได้อยู่ดีนั้น เป็นเรื่องเหมาะควรหรือไม่
บทเรียนของเรื่องนี้ที่ถอดออกมาได้ข้อแรกคือ ทำไมหลักการ Due Process หรือ Due Process of law หรือที่มีผู้แปลว่า “ศุภ (นิติ) กระบวน” นั้นจึงเป็นหลักการที่จำเป็นยิ่ง หลักการ Due Process นี้อาจจะอธิบายได้ว่า แม้การใดก็ตาม แม้จะมุ่งผลไปในทางที่ดีก็ตามที หากการจะบรรลุผลเช่นนั้นก็จะต้องเป็นกระบวนการที่ถูกต้องชอบธรรมด้วย
การขาดไร้ Due Process หรือกระบวนการอันถูกต้องนี้เองก่อให้เกิดปัญหาของ “ความอยุติธรรมตามธรรมชาติ” ที่เราพบได้ในหลายเรื่องไม่เว้นแม้แต่ในกระบวนการบังคับใช้กฎหมายหรือกระบวนการยุติธรรม นั่นคือการที่ผู้สอบสวนหรือตัดสินนั้น ได้ตั้งธง “ความผิด” และหาตัว “จำเลย” ไว้ก่อน จากนั้นค่อยหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความผิดของจำเลยผู้นั้น แม้ว่าจะหาพยานหลักฐานไม่ได้ ไม่พบ แต่เพื่อจะไปสู่ธงที่ตั้งไว้ก็ชอบที่จะสร้างปั้นพยานหลักฐานเช่นว่านั้นขึ้นมา
หมอปลาอาจจะเริ่มจากคนธรรมดาคนหนึ่งที่กล้าทำตามความคาดหวังของสังคมในการเป็นมือปราบพระนอกรีตไปเรื่อยๆ ด้วยวิธีที่สุ่มเสี่ยง แต่ทุกครั้งมันได้ผลและเราก็ไม่รู้ว่าหมอปลา “ยกระดับ” การแสวงหาพยานหลักฐานมาถึงระดับนี้มาตั้งแต่เมื่อไร หรือใช้วิธีการสร้างพยานหลักฐานขึ้นมาเพื่อจับให้มั่นคั้นให้ตายเช่นนี้มาแล้วกี่ครั้ง โดยครั้งก่อนๆ อาจจะไม่มีปัญหา เว้นแต่ในครั้งนี้ที่เรื่องไม่เป็นไปตามคาดหมาย และฟ้องถึงกระบวนการอันไม่ถูกต้องนั้นออกมาในที่สุด
นำมาสู่ปัญหาว่า แล้วทำไมสังคมเราจึงพึ่งพาให้หมอปลาซึ่งเป็นบุคคลธรรมดามาสุ่มเสี่ยงทำหน้าที่เป็น “มือปราบอลัชชี” จนเกิดเรื่องล้นเกินเช่นนี้ได้
ในทางกฎหมาย เรามีหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ “ตรวจสอบและควบคุม” วินัยและวัตรปฏิบัติของพระภิกษุสามเณรอยู่แล้ว คือมหาเถรสมาคมร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยมีมาตรการทางกฎหมายคณะสงฆ์ ซึ่งมีคำสั่งให้สึกเป็นโทษทางสงฆ์และมีโทษทางอาญาเป็นสภาพบังคับทางโลก แต่ก็เหมือนกับว่ายังไม่สามารถที่จะจัดการกับ “อลัชชี” และ “พระนอกรีต” ในความรู้สึกของชาวบ้านได้ มิหนำซ้ำหลายกรณียังถูกมองว่ากลไกดังกล่าวถูกใช้อย่างขมีขมันไปในทางที่เพื่อกำจัดภิกษุสามเณรที่ประพฤติตนเป็น “เสี้ยนหนาม” ต่อผู้ครองอำนาจรัฐ หรือกระด้างกระเดื่องต่อคณะสงฆ์เสียมากกว่าด้วย
เช่นนี้ ภาพของ “พระที่ชาวบ้านอยากให้ภาครัฐตรวจสอบควบคุม” กับภาพของ “พระที่ภาครัฐมีหน้าที่ และควรจะต้องเข้าไปตรวจสอบควบคุม” กับสิ่งที่ปรากฏคือ “พระที่รัฐเข้าไปใช้อำนาจตรวจสอบควบคุมจริงๆ” นั้น นับวันยิ่งจะถ่างออกมากขึ้นทุกที และช่องว่างที่ถ่างกว้างนี้ได้ถูกถมด้วย “หมอปลา”
ในแง่หนึ่ง แม้การสร้าง “หมอปลา” ขึ้นมาเป็นผู้ที่ใช้อำนาจตรวจสอบพระ อันเป็นเรื่องที่จริงๆ แล้วควรเป็นอำนาจรัฐนั้น เท่ากับการอนุญาตให้บุคคลธรรมดาผู้หนึ่งสามารถใช้อำนาจพลการได้เพื่อตอบสนองความคาดหวังของสังคม ทำให้เขาต้องเสี่ยงใช้วิธีการที่หมิ่นเหม่มากขึ้นทุกที เพื่อให้สามารถเปิดโปงไล่จับภิกษุอลัชชี หรือพระนอกรีตได้สมความคาดหวังของสังคม จนกระทั่งเลยขอบเขตของกระบวนการที่ชอบธรรมดังที่กล่าวไป
แต่ใช่หรือไม่ว่านั่นก็เป็นเพราะว่าหน่วยงานของรัฐที่ควรปฏิบัติหน้าที่นี้ไม่สามารถทำงานตอบสนองความต้องการของสังคมได้ และมีลักษณะของการ “ลูบหน้าปะจมูก” ดังที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า แม้หมอปลาจะทำไม่ถูกต้อง แต่ความรังเกียจหมอปลา ความกลัว ความระแวง ชิงชังที่พระไทยมีต่อหมอปลา ในตอนก่อนที่เขาจะ “เสียท่า” จากกรณีหลวงปู่แสงนี้ พอจะบอกอะไรเกี่ยวกับปัญหาข้างในวงการสงฆ์ได้พอสมควรทีเดียว
ปัญหาอีกเรื่องที่อยากชวนพิจารณาต่อเนื่องจากเรื่องของ “หมอปลา” นี้ คือขอบเขตของตรวจสอบหรือจัดการกับศรัทธาหรือความเชื่อต่างๆ
การตั้งแง่โดยการให้มี “ตำรวจศรัทธา” หรือ “มือปราบสัมภเวสี” คอยชี้ว่าความเชื่อความศรัทธาไหนเป็นเรื่องจริงแท้หรือเทียมเท็จ ถ้ามากเกินไปก็อาจจะเป็นการผูกขาดศรัทธาไว้เพียงเฉพาะรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งได้ เพราะหากความเชื่อความศรัทธาในบางระดับที่การตีความหรือปฏิบัตินั้นยังไม่อยู่ในเกณฑ์ที่อันตรายหรือคุกคามสังคมส่วนรวม เราก็อาจจะต้องเรียนรู้ที่จะ “อดทน” ต่อศรัทธาที่เราไม่รู้จัก ไม่เห็นด้วย หรือแม้แต่ที่เราเห็นว่าเป็นเรื่องงมงายน่าขันก็ตาม
แต่การปล่อยปละศรัทธาความเชื่อไปโดยไม่มีการสอดส่องป้องกันใดๆ จากสังคมหรือรัฐนั้นก็อาจจะก่อให้เกิดอันตรายย้อนมาสู่สังคมหรือรัฐ หรืออย่างน้อยต่อผู้ศรัทธาสาวกนั้นได้เช่นกัน ตัวอย่างเบาๆ เช่น กรณีของ “พระบิดา” ที่เป็นข่าวฮือฮาก่อนหน้าจะเกิดเรื่องหมอปลา และบทเรียนในต่างประเทศ ทั้งศาสดาจิม โจนส์ และลัทธิโอมชินริเกียว
เพราะ “ศรัทธา” นั้นคือแรงขับภายในอันสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่เหนือกว่าสัญชาตญาณเสียด้วยซ้ำ ศรัทธานั้นทำให้มนุษย์ละทิ้งได้แม้สัญชาตญาณเบื้องต้น เช่น ความรักตัวกลัวตาย ดังเราได้เห็นว่าผู้มีศรัทธาแก่กล้าสามารถสละชีพของตนเพื่อสังเวยต่อศรัทธานั้นได้ หรือสัญชาตญาณที่พ่อแม่มักจะรักและปกป้องลูกของตนก็ปรากฏบ่อยว่าพ่อแม่ผู้มีศรัทธาที่แก่กล้าก็สามารถนำลูกเล็กของตนเซ่นสรวงบูชาแก่เทพเจ้าหรือศาสดาได้โดยไม่ลังเล เอาสถานเบาหน่อย ก็เช่นที่มนุษย์ปกติจะมีสัญชาตญาณที่จะรู้ว่าไม่ควรกินของบูดเน่าหรือสิ่งปฏิกูล โดยประสาทและสมองจะทำให้เราแปลผลกลิ่นของสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นกลิ่นเหม็น เพราะรู้ว่าเป็นแหล่งของเชื้อโรคที่จะทำให้เจ็บป่วย หากศรัทธาใน “พระบิดา” ก็สามารถลบล้างซึ่งสัญชาตญาณดังกล่าวลงได้จนสิ้นเชิงดังปรากฏเป็นข่าวที่เห็นกัน
พลังของศรัทธานั้นอาจขับเคลื่อนไปสู่สิ่งที่คาดเดาได้ยาก ทั้งในทางดีและร้าย ศรัทธาสร้างมหสถาปัตยกรรม และงานศิลปะที่แสดงออกซึ่งความงดงามอันถึงที่สุดที่มนุษย์จะสร้างได้ แต่ในอีกแง่หนึ่งก็เป็นศรัทธานี้เองที่เปิดเผยด้านที่เลวร้ายน่ากลัวและโหดเหี้ยมที่สุดในตัวมนุษย์ออกมา “ศรัทธา” จึงเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ต้องการครอบครอง และเฝ้าระวังมิให้ใครมีไว้ครอบครองมากเกินไปจนเกิดอันตรายคุกคามอำนาจรัฐหรือความสงบเรียบร้อยของสังคม
ปัญหาว่าใครควรทำหน้าที่เป็น “ตำรวจศรัทธา” เพื่อจะได้มีหลักประกันว่าจะจัดการเรื่องนี้ไปได้โดยมุ่งหมายทั้งวัตถุประสงค์ที่ถูกต้องและวิธีการที่ชอบธรรม จริงๆ แล้ววิถีทางที่ปลอดภัยที่สุดก็เหมือนการจัดการกับหลายเรื่องที่อาจเป็นทั้งประโยชน์สาธารณะหรือเรื่องที่อาจเป็นอันตราย คือให้ “รัฐ” เป็นผู้จัดการ ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการเบื้องต้นที่ว่า “อำนาจรัฐ” นั้นคืออำนาจที่เราทุกคนในสังคมมอบไว้เพื่อให้จัดการเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่แห่งปวงเราร่วมกันตามแนวคิดทฤษฎีสัญญาประชาคม
แต่ปัญหาเฉพาะตัวของเราคือ “อำนาจรัฐไทย” นั้น พูดยากว่ามาจาก “สัญญาประชาคม” เสียเท่าไร จึงอาจจะไม่ได้มีหลักประกันว่า อำนาจรัฐที่จะไปจัดการกับศรัทธาและความเชื่อนั้นจะเป็นไปเพื่อการกำจัดศรัทธาและความเชื่อที่เป็นเสี้ยนหนามต่อรัฐ และถนอมกล่อมเลี้ยงแต่เฉพาะศรัทธาความเชื่อที่เกื้อหนุนจารีตและอำนาจรัฐนั้นหรือไม่

