“สิ่งที่น่าทึ่งที่สุด ความที่เอาพระราชหฤทัยใส่พวกเราโดยที่พวกเราไม่ทันสังเกต คงจะรู้ว่าคนตามเสด็จเป็นร้อย ทุกคนจะต้องมุ่งไปที่พระองค์เป็นศูนย์กลาง แต่ความจริงนั้นพระองค์กลับมาเอาพระราชหฤทัยใส่ ดูแลพวกเรามากกว่า ตอนเสด็จฯ ภาคใต้ ฝนจะตก อะไรต่ออะไรทรงรู้หมด พอเสด็จฯ กลับไปแล้ว บอกว่า ตอนไปถึงจุดนั้น ต้นไม้นั้น คนนั้นหายไป เขาไปทำอะไรอยู่ แกะทากอยู่ใช่ไหม ทรงรู้หมดเลย”
“ที่เชียงใหม่ ปรากฏว่าตัวบึ้งเยอะเชียว วันนั้นทุกคนโดนกันหมด มีเจ้าหน้าที่กรมชลประทานคนหนึ่งถูกกัดที่มือ เลือดไหลออกมา เราก็ดูกันบอกเลือดไหลแล้ว เราก็เอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ด พระองค์ท่านก็เหลียวมาดูแล้วก็เหลียวกลับไป ก็ไม่ได้รับสั่งอะไร เดี๋ยวพระราชดำเนินกลับมาและเสด็จฯ ไปที่รถของพระองค์ เราก็ขึ้นรถของเรา นึกว่าขบวนจะออก สัก 2-3 นาทีต่อมาเสด็จฯกลับมา เราตกใจ ก็ลงไป รับสั่งถามว่าคนไหนที่โดนบึ้งกัดเมื่อสักครู่นี้”
“ข้าราชการคนนั้นก็ออกมา ทรงถามตรงไหน เขาก็บอกโดนที่มือ ท่านเชื่อไหมครับว่าอะไรเกิดขึ้น”
“พระองค์ท่านได้เอาขี้ผึ้งป้ายใส่ปลายนิ้วพระหัตถ์มาแล้วก็ทาให้ด้วยพระองค์เอง ทาแล้วก็นวดไปด้วยเป็นเวลานาน คนนั้นก็ตกตะลึง ก็ยกมือไหว้ ไม่รู้จะทำยังไง ตกใจไปหมด นี่ใครนึกมั่งครับว่าจะได้รับพระเมตตากรุณาจากพระเจ้าแผ่นดินขนาดนั้น”
“พระองค์ท่านทรงเป็นผู้นำอย่างแท้จริง ดูแค่ฉลองพระบาท พวกตามเสด็จทั้งหลายใส่รองเท้านอก และยิ่งมาจากต่างประเทศ ใส่แล้วนุ่มเท้าดี พระองค์ทรงอะไร ผลิตในเมืองไทย”
“อย่าดูพระองค์เฉยๆ เราจะเกิดความประทับใจในพระองค์ แต่มองให้ละเอียดถี่ถ้วน ฉลองพระองค์ปีแล้วปีเล่า 6-7 ปีก็เป็นองค์นั้น ผมจำได้มีอยู่ 3 องค์ มีสีเทาแล้วก็ลายๆ สีน้ำตาล และก็อีกองค์หนึ่งสีน้ำเงิน”
“วันหนึ่งเป็นการละลาบละล้วง ที่ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ ในพระราชวังเป็นการส่วนพระองค์ ก็นั่งถวายงาน ทรงฉลองเสื้อเชิ้ตปรากฏว่าคอเสื้อเชิ้ตของพระองค์ ซึ่งเป็นเราเราทิ้งแล้ว นาฬิกาเรือนละไม่กี่ร้อยบาท ทรงใช้ดินสอปีหนึ่ง กองการในพระองค์ ท่านผู้หญิง ม.ร.ว.บุตรีบอกผมมา บอกว่าปีหนึ่งพระองค์เบิกดินสอ 12 แท่ง เดือนละแท่ง ใช้จน
กระทั่งกุด ใครอย่าไปทิ้งของพระองค์ท่านนะ ทรงกริ้วเลย ประหยัดทุกอย่าง เป็นต้นแบบทุกอย่าง ทุกอย่างนี้
มีค่าสำหรับพระองค์หมด ทุกบาททุกสตางค์จะใช้อย่างระมัดระวัง จะสั่งให้เราปฏิบัติงานด้วยความรอบคอบ”
“แม้กระทั่งทรงเรือใบก็ทรงต่อเรือเอง ไม่ใช่ว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นเศรษฐีสั่งเข้ามาเลย แต่ทรงต่อเอง บอกนิ้วพังหมดเลย เล็บถึงขนาดหลุด เข้าไปตอกผิดตอกถูก”
“ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในโลกที่เป็นนักประดิษฐ์ มีพระราชกระแสว่า เมื่อยังทรงพระเยาว์มีความสนพระราชหฤทัยและชอบประดิษฐ์มาก ทรงต่อเรือ ต่ออะไรหลายอย่าง ทรงต่อเรือรบศรีอยุธยา ย่อมาเหลือสเกลเพียง 1 ต่อ 50
ภูมิพระทัยมาก ทูลสมเด็จพระราชชนนีว่ารักมาก ต่อเหมือนที่สุด ทรงใช้เวลาต่อนานมาก ฝีมือละเอียด”
“วันดีคืนดี สมเด็จพระศรีฯ รับสั่งว่าจะเอาเรือไปแล้ว จะเอาเรือที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงต่อนี้ไป รับสั่งว่าต้องไปทำประโยชน์ให้กับส่วนรวม ขอเรือลำนี้ไปประมูล ประมูลเพื่อเอาเงินทำการกุศล ทรงถูกฝึกมา ซึ่งทรงยอม แต่ทรงมีรับสั่งว่าประมูลได้เท่าไหร่นั้น คนทำได้ 10% รับสั่งเล่าว่ารู้สึกจะประมูลได้ทั้งหมด 60,000 บาท ทรงได้รับมา 600 บาท เป็นเงินก้อนแรกที่ทรงได้มาและทรงซื้อกล้องถ่ายรูปอันแรก”
จะเห็นได้ว่าแต่ละสิ่งแต่ละอย่างที่ทรงได้มาสมัยเด็กๆ พระราชชนนีทรงฝึกให้ทรงทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมตลอดเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรงปลูกฝังมาโดยสมเด็จพระศรีฯ
และสิ่งที่น่าประหลาดได้เกิดขึ้น คือเมื่อโอกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปีนั้น เรือลำนั้นได้กลับมาหาพระองค์อีกครั้งหนึ่ง
“คนที่ประมูลได้นั้นได้นำกลับมาทูลเกล้าฯ ถวายคืน แปลกประหลาดมาก หลังจากที่เป็นเวลากี่สิบปีไม่รู้ บุญกุศลนั้นได้กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง ได้รับสั่งว่า ประเทศของเราที่อยู่รอดมาได้นั้น เพราะประชาชนของเรายังให้กันอยู่”
เรื่องเล่า เรื่องราวที่แสดงถึงพระราชจริยวัตรอันงดงาม น้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช จากคำบอกเล่าของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.)
เป็นบันทึกเรื่องเล่าจากปากคำ ประสบการณ์ของผู้ติดตามสนองงานใกล้ชิดที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอันสูงส่ง ควรแก่การรับรู้และเล่าสืบต่อกันไป เพื่อเทิดทูนพระองค์ระลึกไว้ในใจของพวกเราเหล่าพสกนิกรชาวไทยตราบนานเท่านาน เพื่อให้ผู้ที่ยังไม่ได้รับรู้ ได้ทราบ ได้ประจักษ์ความเป็นจริง เรื่องราวส่วนพระองค์ที่ควรแก่การยกย่อง ยึดถือปฏิบัติตาม เป็นแนวทางในการปฏิบัติตนจากแบบอย่างของพระองค์ตลอดไป

